เกาหลีใต้ : ผู้หญิงเอเชียที่อพยพมาแต่งงานและประสบความสำเร็จในเกาหลีใต้แม้เผชิญอคติ

ที่มาของภาพ, Kim Hana
สังคมเกาหลีใต้มองว่าการแต่งงานแทบจะเป็นเหมือนหน้าที่ทางสังคม
ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 รัฐบาลเกาหลีใต้ออกนโยบายส่งเสริมให้ผู้ชายที่ในมาจากต่างจังหวัดเสียส่วนใหญ่ แต่งงานกับผู้หญิงที่มาจากต่างประเทศ
แต่ชีวิตของเหล่าภรรยาผู้อพยพมาแต่งงานไม่ใช่เรื่องง่าย บ้างถูกตราหน้าด้วยความอคติ บ้างต้องเผชิญกับความรุนแรงภายในบ้าน
ผู้หญิงหลายคนมาเกาหลีใต้โดยพูดภาษาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้นบางคนก็พัฒนาตัวเองจนมีบทบาทสำคัญ ๆ ในสังคมเกาหลีใต้ได้
นี่คือเรื่องราวของพวกเธอ
ตำรวจ
คิม ฮานา พบสามีครั้งแรกที่เนปาล เมื่อป้าเธอจัดการจับคู่ให้ โดยทั้งสองไม่เคยเจอกันมาก่อน
สามีเธอบินมาจากเกาหลีใต้ และภายใน 3 วัน ก็เริ่มคุยกันเรื่องแต่งงานแล้ว ก่อนที่ทั้งสองจะย้ายไปเกาหลีใต้ในปีเดียวกัน
คิมบอกว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนหนุ่มสาวเนเปาลจะย้ายไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเพื่องานหรือการแต่งงาน เพราะในประเทศมีโอกาสดี ๆ อย่างจำกัด
ผ่านไป 11 ปี ตอนนี้คิมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว และเป็นหนึ่งในตำรวจไม่กี่คนที่ไม่ได้เป็นคนเกาหลีใต้โดยกำเนิด
"อาจจะมีคนที่คิดว่าฉันไม่ดีพอที่จะเป็นตำรวจเมื่อเทียบกับคนเกาหลีโดยกำเนิด แต่ฉันไม่มีเวลาคิดเรื่องนั้น" หญิงวัย 31 กล่าว เธอเคยชื่อ ซัมจานา ไร ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น คิม ฮานา ตอนได้สัญชาติ
"ตอนฉันใส่เครื่องแบบ ฉันมีปืนตรงเอว ฉันคิดว่าไม่มีใครมีปัญหากับการที่ฉันดูไม่เหมือนคนเกาหลี"

ที่มาของภาพ, Kim Hana
ข้อมูลของศูนย์สนับสนุนครอบครัวพหุวัฒนธรรม (Multicultural Family Support Centre) ซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาล พบว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้หญิงที่ย้ายถิ่นมาเกาหลีใต้มีเพิ่มขึ้นมาก จาก 120,110 ราย ในปี 2007 เป็น 287,298 ราย ในปี 2019
แต่ภาพลักษณ์ของผู้หญิงอพยพจากเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ว่าเป็นภรรยาแบบ "สั่งซื้อ" มาก็ยังมีอยู่ ทำให้มีการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้น
"ฉันจำได้ตอนขึ้นรถเมล์เมื่อครั้งที่ลูกยังเล็ก ๆ มีผู้ชายตะโกนมาว่า "เวียดนาม มานั่งตรงนี้!"..." คิมเล่า
ถึงตอนนี้ ผู้หญิงเวียดนามที่อพยพมาเป็นภรรยาชายเกาหลีใต้คิดเป็นถึง 1 ใน 3 ของจำนวนภรรยาที่เป็นผู้อพยพทั้งหมด
อย่างไรก็ดี คิมก็สามารถเลิกคิดเรื่องนี้ไปได้มากแล้ว และรู้สึกว่าสังคมเกาหลีเปิดรับคนที่มาจากต่างวัฒนธรรมได้ดีขึ้น และรัฐบาลก็ก่อตั้งศูนย์สนับสนุนด้านพหุวัฒนธรรมตั้งแต่ปี 2008
"ตอนนี้มีชุมนุมชาวต่างชาติขนาดใหญ่ และฉันก็ได้พบกับผู้คนหลากหลายขณะทำงาน"
นักสิทธิมนุษยชน
กุม วันน็อก พบสามีเธอครั้งแรกที่เวียดนาม ประเทศบ้านเกิด
ตอนนี้ ลูกชาวนาผู้นี้จบปริญญาโทด้านกฎหมายปกครอง นอกจากนี้ ปีที่แล้วเธอยังลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเดโมแครติก อีกด้วย ถึงแม้จะแพ้แต่เธอก็เป็นหนึ่งในผู้สมัครไม่กี่คนที่ไม่ได้เป็นคนเกาหลีโดยกำเนิด
อย่างไรก็ดี เธอก็ยังทำงานเพื่อผลักดันให้มีกฎหมายที่จะช่วยปกป้องการเลือกปฏิบัติต่อผู้อพยพต่อไป

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตคือตอนที่เธอช่วยเหลือแรงงานชาวเวียดนามที่ถูกจับกุมเพราะประท้วงเรื่องสภาพในที่ทำงาน
"ที่เวียดนาม ฉันไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าจะสามารถเอาผู้มีอำนาจมารับผิดได้ แต่การได้เห็นแรงงานเหล่านั้นชนะคดี ฉันตระหนักว่าในเกาหลี เราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้"
อย่างไรก็ดี เธอก็ต้องพบกับเรื่องไม่ดีเช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ ขณะพยายามช่วยแรงงานต่อวีซ่า พนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่ยอมเรียกเธอโดยใช้คำนำหน้าอย่างให้เกียรติ
"หากเราถูกปฏิบัติแบบนั้น ลองจินตนาการดูว่าผู้อพยพคนอื่น ๆ จะได้รับการปฏิบัติอย่างไร"
ล่าม
ตอนไคลา (นามสมมติ) เดินทางจากฟิลิปปินส์มากรุงโซลในปี 1999 ตอนอายุ 24 ปี เธอไม่สามารถพูดภาษาเกาหลีกับสามีได้ เธอไม่เคยไปเมืองนอก และนั่นก็เป็นความสัมพันธ์แบบจริงจังครั้งแรกของเธอ
ทั้งสองถูกจับคู่กันผ่านโบสถ์ลัทธิมูน หรือ "Unification Church" ในฟิลิปปินส์ แต่ผ่านไปไม่กี่ปี ชีวิตแต่งงานก็พังลง สามีเริ่มดื่มเหล้าและก็จากไปในที่สุด ตัดขาด ไม่ส่งเงินดูแลเธอและลูกทั้งสาม
เมื่อไม่มีเงินช่วยเหลือ ไคลาก็หันไปเป็นครูหาเลี้ยงชีพตัวเอง
"ฉันทำงานยาวหลายชั่วโมงต่อวัน แต่บางครั้งก็ไม่มีเงินพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ" เธออธิบาย
ตอนนี้ ไคลาผันตัวมาเป็นผู้ให้คำปรึกษากับภรรยาที่เป็นผู้อพยพ และก็เป็นล่ามให้กับตำรวจและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
เธอบอกกับคนที่เธอให้คำปรึกษาว่าการแต่งงานไม่ใช่เรื่องครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นงานแต่งงานกับอีกวัฒนธรรมด้วย ไคลาบอกว่าการสนับสนุนที่ได้จากศูนย์สนับสนุนด้านพหุวัฒนธรรมช่วยได้มาก และเดี๋ยวนี้ก็มีผู้ชายเข้ามาร่วมพบปะพูดคุยมากขึ้น
"ผู้ชายเกาหลีได้รับการสอนเรื่องการสร้างครอบครัวที่ประกอบไปด้วยคนต่างวัฒนธรรมมากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น"
เมื่อถามถึงอนาคต ไคลาบอกว่าอยากให้ลูก ๆ เธอมีโอกาสเท่าเทียมกับเด็กเกาหลีคนอื่น ๆ
ตอนนี้ ลูกสาวเธอกำลังฝึกซ้อมเพื่อเป็นศิลปินเค-ป็อป ลูกชายคนกลางเริ่มทำงานในบริษัทไอที ส่วนลูกชายคนโตกำลังเป็นทหารเกณฑ์อยู่กับกองทัพเรือ
"ฉันทำทุกอย่างเพื่อจะช่วยให้ลูก ๆ เจริญก้าวหน้า"









