กระบวนการยุติธรรมสหรัฐฯ จองจำเด็กชายผิวดำนาน 68 ปี แม้เขาบอกว่า "ไม่ได้ฆ่าใคร"

ที่มาของภาพ, Pennsylvania Department of Corrections
"มันเหมือนได้เกิดใหม่ เพราะทุกอย่างใหม่ไปหมด... รถพวกนี้ไม่เหมือนกับที่ผมรู้จักตอนเดินตามท้องถนนเมื่อหลายปีก่อนนู้น" โจ ลิกอน กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซี
ย้อนไปเกือบ 7 ทศวรรษก่อน ชายอเมริกันผู้นี้เป็นเยาวชนที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และใช้เวลาอยู่ในเรือนจำยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เขาเล่าให้ฟังว่าทำไมถึงรอคอยอิสรภาพมาอย่างยาวนาน และวางแผนว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร
"ทั้งชีวิตผมไม่เคยโดดเดี่ยว แต่ผมชอบอยู่คนเดียว ผมชอบอยู่คนเดียวให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมอยู่ในห้องขังคนเดียวมาตลอด ตั้งแต่ตอนโดนจับมาจนถึงตอนที่เพิ่งถูกปล่อยตัว"
อาจพูดได้ว่าชีวิตในเรือนจำเหมาะกับตัวตนของเขาประมาณหนึ่ง เพราะมันช่วยให้โจไม่ต้องสนและไม่พูดไม่จากับใคร และก็ไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่จะทำให้เขาเดือนร้อน โจเล่าว่าบทเรียนที่เขาเรียนรู้มาทั้งหมดมาจากชีวิตหลังลูกกรง และเขาก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรที่ไม่มีเพื่อนร่วมห้องให้พูดคุยด้วย
"ผมไม่มีเพื่อนข้างใน ข้างนอกก็ไม่มี" โจเล่า โดยบอกว่าแม้ว่าเขาจะปฏิบัติกับหลายคนเหมือนเพื่อน แต่ก็ไม่เคยใช้คำว่าเพื่อน "ผมเรียนรู้ว่าการใช้คำคำนั้น มันมีความหมายอย่างมากต่อคนอย่างผม"
แม้ว่าตอนเป็นเด็กขณะเติบโตที่เมืองเบอร์มิงแฮม รัฐแอละแบมา เขาจะไม่มีเพื่อนเยอะ แต่ก็จำช่วงเวลาดี ๆ กับครอบครัวได้อย่างดี เช่นตอนที่ไปฟังคุณปู่ของเขาเทศน์ในโบสถ์แถวบ้านทุกวันอาทิตย์ ก่อนที่ตอนอายุ 13 ปี จะย้ายไปอยู่ในย่านคนทำงานแรงงานในเมืองฟิลาเดลเฟีย

ที่มาของภาพ, Bradley S Bridge
โจเล่าว่าเขาไม่เล่นกีฬา ไม่ค่อยมีเพื่อน และก็ไม่สามารถอ่านออกหรือเขียนได้ และไป "มีเรื่อง" เข้าเย็นวันศุกร์วันหนึ่งในปี 1953
เขาและคนรู้จักเดินไปเจอกับเพื่อนอีกกลุ่มที่กำลังดื่มเหล้าอยู่ จากนั้น "เราก็เริ่มไปไล่ขอเงินคนเพื่อที่เราจะได้ไปซื้อไวน์เพิ่ม และแล้ว เหตุการณ์หนึ่งก็พาให้ไปเกิดอีกเหตุการณ์หนึ่ง…"
เขาพูดทิ้งไว้แค่นั้น แต่ความจริงที่ยอมรับกันคือเกิดเหตุรุมแทงคนในคืนนั้นที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และอีก 6 คนได้รับบาดเจ็บ
โจเป็นคนแรกที่ถูกจับกุมตัว เขาบอกกับเจ้าหน้าที่ที่สถานีตำรวจ ไปตามตรงว่า เขาไม่สามารถบอกชื่อคนที่เขาไปเที่ยวเล่นด้วยวันนั้น แม้แต่คนรู้จักสองคน เขาก็รู้จักเพียงแค่ชื่อเล่นเท่านั้น เขาถูกตำรวจคุมตัวอยู่ 5 วัน โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย เขาบอกว่าโกรธมากที่พ่อแม่ถูกปฏิเสธไม่ให้ไปเยี่ยมเขา
สัปดาห์เดียวกันนั้น เขาถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตาย ซึ่งเขาให้การปฏิเสธมาโดยตลอด อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมาโจได้ยอมรับระหว่างการให้สัมภาษณ์ช่องโทรทัศน์พีบีเอสของสหรัฐฯ ว่าเขาใช้มีดแทงคนสองคน แต่ไม่ตาย และบอกว่าเขาเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป

ที่มาของภาพ, H. Armstrong Roberts/ClassicStock
"ตำรวจเอาคำให้การมาให้เราเซ็น ซึ่งทำให้ผมมีส่วนรู้เห็นในการฆ่าคนตาย ผมไม่ได้ฆ่าใคร"
เพนซิลเวเนีย เป็น 1 ใน 6 รัฐของสหรัฐฯ ที่ผู้โดนโทษจำคุกตลอดชีวิตไม่สามารถขอทัณฑ์บนได้ เขาถูกพิพากษาว่ามีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตรตรองมาก่อนทั้ง ๆ ที่แค่ยอมรับว่ารายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นขณะเกิดเหตุเป็นความจริง
เขาไม่ได้อยู่ในศาลขณะถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่สามารถขอให้ปล่อยตัวก่อนกำหนดแบบมีทัณฑ์บนได้ และหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้นึกจะถามใครด้วยซ้ำว่าตัวเองโดนโทษอะไร "ไม่รู้เลยว่าผมจะติดคุกไปตลอดชีวิต"
"จะบอกให้ฟังว่าตอนเด็ก ๆ อะไร ๆ มันแย่แค่ไหน ผมเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก สะกดชื่อตัวเองยังไม่ได้เลย รู้แค่ว่าตัวเองชื่อโจ"

ที่มาของภาพ, Bradley S Bridge/Joe Ligon
โจบอกว่าเมื่อเข้าเรือนจำไป เขารู้สึกสับสนมากกว่ากลัว ในฐานะนักโทษหมายเลข AE 4126 ดูเหมือนเขาไม่เคยถามใครว่าตัวเองต้องอยู่ในนี้ไปอีกนานเท่าไร และก็ค่อย ๆ ปรับตัวกับชีวิตในกรงขัง
"พวกเขาปลุกคุณตอน 6 โมงเช้าด้วยโทรโข่ง ด้วยเสียงเรียก 'ยืนขึ้น เตรียมนับจำนวนคน' 'ถึงเวลานับคนแล้ว' 7 โมง ถึงเวลากินเข้า 8 โมง ถึงเวลาทำงาน"
โจทำงานในครัวและห้องซักผ้าบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วทำงานทำความสะอาด
หลังจากพักกินข้าวกลางวัน เขาก็กลับไปทำงานต่อ ก่อนจะมีการเรียกนับคนอีกครั้งตอนเย็นและก็กินอาหารเย็น ชีวิตในเรือนจำวนเวียนไปอย่างซ้ำ ๆ ขณะที่โลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่อาจหวนกลับคืนตลอดช่วงหลายสิบปี
"ผมเก็บตัวเงียบเท่าที่จะทำได้ หนึ่งในหลายสิ่งที่เรือนจำสอนผมคืออย่าไปยุ่งเรื่องคนอื่น พยายามทำสิ่งที่ถูกต้อง และกันตัวเองออกจากเรื่องเดือดร้อนให้ได้มากที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้"
53 ปีผ่านไป

ที่มาของภาพ, Bradley S Bridge
หลังจำคุกไปได้ 53 ปี จู่ ๆ ก็มีทนายคนหนึ่งบอกว่าอยากเจอเขา หลังจากศาลสูงสหรัฐฯ วินิจฉัยมื่อปี 2005 ว่า ห้ามการประหารชีวิตเยาวชนที่ทำความผิด ทนายอย่างแบรดลีย์ เอส บริดจ์ ได้เริ่มหาคดีความใหญ่ ๆ ที่เขาจะลงมือทำซึ่งก็คือ เรื่องเยาวชนที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่สามารถขอปล่อยตัวก่อนกำหนดแบบมีทัณฑ์บนได้นั่นเอง
แบรดลีย์ เล่าว่า โจไม่เคยรู้เลยว่าคำพิพากษาต่อความผิดของเขาคืออะไร แต่ก็ไม่เคยหมดหวังเลย แต่เขาไม่แน่ใจว่าโจรู้หรือเปล่าว่าเขาจะได้รับความยุติธรรมด้วยวิธีใด
การได้พบกับทนายผู้นี้ทำให้โจตาสว่าง "ผมได้ตระหนักว่าถูกกระทำผิด ๆ มาตั้งแต่ถูกจับกุมตัว และได้เรียนรู้ว่าเป็นเรื่องผิดรัฐธรรมนูญที่จะถูกพิพากษาโดยไม่เปิดโอกาสให้ขอพ้นโทษก่อนกำหนด"
หลังจากนั้น แม้ว่าจะมีโอกาสได้รับอิสรภาพก่อนกำหนดหลายปีหากเขายอมรับว่าต้องโดนทัณฑ์บนไปตลอดชีวิต เช่นในปี 2016 ที่ศาลสูงสหรัฐฯ พิพากษาว่าต้องตัดสินคดีเยาวชนที่โดนตัดสินจำคุกตลอดชีวิตใหม่ทั้งหมด แต่โจกลับปฏิเสธ โดยเขาเรียกการโดนทัณฑ์บนว่าเหมือนหางที่จะติดเขาไปตลอดชีวิต เขาบอกว่า ไม่ยอมรับในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ
"ถ้าผมยอมรับ การปล่อยตัวก่อนกำหนดแบบมีทัณฑ์บน ก็จะยังมีคนปฏิบัติต่อผมแบบไม่ดีต่อไป"
"ผมก็แค่ใช้คำว่า ผมต้องการเป็นอิสระ"

ที่มาของภาพ, Bradley S Bridge
ในที่สุด ทนายเขาก็อุทธรณ์เรื่องนี้อีกครั้งในปี 2017 และในปี 2020 ผู้พิพากษาก็ตัดสินให้เขาได้รับอิสรภาพ วันที่แบรดลีย์ ไปรับโจที่เรีอนจำ โจดูสงบนิ่งมาก
"ผมคิดหวังว่าจะมีปฏิกริยาที่รุนแรงกว่านั้นจากเขา แบบว่า 'โอ้ พระเจ้า' แต่เขาไม่มีเลย ไม่มีดราม่าอะไรทั้งสิ้น"
โจบอกว่าต่อจากนี้เขาก็จะแค่ทำสิ่งที่ทำมาหลายสิบปีต่อไปคือ อยู่เงียบ ๆ กับตัวเอง
"มันเหมือนได้เกิดใหม่ เพราะทุกอย่างใหม่ไปหมด" โจ เล่าถึงความรู้สึกตอนที่ได้รับอิสรภาพวันแรก "ทุกอย่างเป็นสิ่งใหม่ และผมค่อย ๆ ชินกับมัน ผมรักมัน มันน่าตื่นเต้นสำหรับผม นี่คือของจริง"
แต่อะไรก็เปลี่ยนไปมากในช่วง 68 ปี
"หลานสาวผม วัลเลอรี เกิดตอนผมอยู่ในคุก พี่สาวเขาก็เกิดตอนผมอยู่ในคุก น้องสาวเขาก็เกิดตอนผมอยู่ในคุก" โจ เล่า "สมาชิกครอบครัวผมเสียไปหมดแล้ว และคนที่ยังมีชีวิตอยู่คือผม วัลเลอรี และแม่ของวัลเลอรี"
อย่างไรก็ตาม ชายวัย 83 ปี ผู้นี้ก็มีแผนว่าเขาจะทำอะไรต่อไป นั่นก็คือทำในสิ่งที่เขารู้จักเป็นอย่างดีนั่นเอง
"ผมจะทำสิ่งเดียวกับที่ผมทำมาตลอดชีวิต ของานทำความสะอาดให้ผม ให้ผมเป็นภารโรง"










