ซานฟรานซิสโก จากสวรรค์ของคนเอเชียกลายเป็นเมืองที่ไม่ปลอดภัยหลังคนไทยถูกทำร้ายเสียชีวิต

คำบรรยายวิดีโอ, กระแสความเกลียดชังเชื้อชาติรอบใหม่ในสหรัฐฯ คร่าชีวิตชายไทยวัย 84 ปี
    • Author, เรื่องโดย ชัยยศ ยงค์เจริญชัย ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Role, วิดีโอโดย พริสม์ จิตเป็นธม ผู้สื่อข่าววิดีโอบีบีซีไทย

หนึ่งในหลาย ๆ เหตุผลที่ทำให้วันวิสาข์ วัฒนดำรง เลือกที่จะย้ายไปเรียนและตั้งถิ่นฐานที่นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2546 ก็เพราะชอบความสวยงามและความสงบของเมือง อีกทั้งยังคิดว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอาหาร อากาศ วัฒนธรรมต่าง ๆ และคนที่นี่มีความโอบอ้อมอารีและเป็นมิตร

เธอบอกว่าถ้าใครเคยมาซานฟรานซิสโกเมื่อหลายปีก่อนจะต้องตกหลุมรักเมืองนี้ เพราะผู้คนนิสัยน่ารัก แต่ ตอนนี้สภาพไม่เหมือนเดิมแล้ว โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อต้นปี 2563

วันวิสาข์สังเกตว่าที่นี่มีอาชญากรรมเยอะขึ้นกว่าเดิม ตามถนนมีคนไร้บ้านและมีแหล่งเสื่อมโทรมเพิ่มขึ้นเยอะมาก

"20 ปีก่อนนี้ไม่เคยต้องรู้สึกแบบนี้ แต่วันนี้ต้องมานั่งคิดว่าทำไมเมืองที่เคยน่าอยู่ของเรา ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ อยากรู้ว่าทางการจะมาทำอะไรกับตรงนี้ได้บ้าง" วันวิสาข์กล่าว

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโกตกใจและคาดไม่ถึง เมื่อนายวิชา รัตนภักดี ชายไทยวัย 84 ปี ที่อาศัยอยู่ที่ซานฟรานซิสโก ถูกทำร้ายด้วยการผลักให้ล้มบริเวณบ้านพักของเขา วิชาได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตหลังจากนั้นสองวัน

"ตอนนี้มองไปทางไหนก็รู้สึกไม่ปลอดภัย ทั้งคนทุบรถ คนไร้บ้าน และคนที่ทำร้ายคนเอเชียเป็นปัญหารายล้อมเรา มันทำให้เราอยู่ยากขึ้น" วันวิสาข์ซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกับนายวิชาหรือที่คนไทยในซานฟรานซิสโกเรียกว่า "ลุงวิชา" ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยจากซานฟรานซิสโกผ่านแอปพลิเคชันซูม

การเสียชีวิตของลุงวิชา ทำให้ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโกและบริเวณใกล้เคียงรวมตัวกันเพื่อแสดงพลังและเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้เสียชีวิต อีกทั้งยังปลุกกระแสต่อต้านความเกลียดชังด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติระลอกใหม่ในสหรัฐฯ รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ทางออนไลน์ผ่านแฮชแท็ก #JusticeForVicha และ #AsiansAreHuman ที่เกิดขึ้นทั่วสหรัฐฯ

Asians Are Human

ที่มาของภาพ, ชุมชนไทยรวมใจ

คำบรรยายภาพ, ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นถึงเหตุการณ์ขณะที่วิชา รัตนภักดี ถูกทำร้ายบริเวณบ้านพักในซานฟรานซิสโก

ขณะที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ได้ออกประกาศลงวันที่ 1 ก.พ. 64 เรื่องการเตือนภัยการประทุษร้ายต่อร่างกายและทรัพย์สินในรัฐฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ โดยเตือนให้คนไทยที่อยู่อาศัยในรัฐฝั่งตะวันตกของประเทศให้เพิ่มความระมัดระวังเมื่อมีการเดินทางไปติดต่อธุระ การเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันในที่สาธารณะและในเขตชุมชนต่าง ๆ หลังจากเกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุ การฉกชิงทรัพย์ การทุบรถและการโจรกรรมทรัพย์สินในพื้นที่มากขึ้น

ซานฟรานซิสโกเปลี่ยนไป

เครือวัลย์ จี้ สุธรรมวันทนีย์ เข้ามาอยู่ที่เมืองซานฟรานซิสโกครั้งแรกในปี 2534 เพื่อมาศึกษาด้านจิตวิทยา จากนั้นเธอได้ฝึกงานด้านการให้บริการด้านความยุติธรรมในสังคม และในเวลาต่อมาได้ทำงานเกี่ยวกับเรื่องการต่อต้านความรุนแรง รวมทั้งความรุนแรงในครอบครัวที่ผู้หญิงต่างชาติต้องเผชิญและต่อต้านการค้ามนุษย์มาจนถึงปัจจุบัน

เครือวัลย์บอกกับบีบีซีไทยว่าตลอดเวลา 30 ปีที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ เธอไม่เคยเจอเหตุการณ์รุนแรงและรู้สึกปลอดภัยอยู่ตลอด ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีคนเอเชียอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็น "ประชากรชั้นดี" ที่มีบ้านเป็นของตัวเอง แม้ว่าซานฟรานซิสโกจะขึ้นชื่อว่ามีราคาแพงที่สุดในสหรัฐฯ

ข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุว่าในปี 2019 ซานฟรานซิสโกมีประชากรทั้งหมด 8.8 แสนคน ประกอบด้วย คนผิวขาว 52.8% คนเอเชีย 36% ละตินอเมริกัน 15.2% คนผิวดำ 5.6% ที่เหลือเป็นคนเชื้อสายอื่น ๆ

"เรารู้สึกว่าเมืองนี้ปลอดภัยและมีความก้าวหน้ามาก เพราะบริการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนก็เอื้อให้คนต่างชาติมาก มีความรู้สึกภูมิใจที่ได้อยู่ในเมืองนี้ ซานฟรานฯ เป็นมิตรกับชาวต่างชาติและทุกเพศสภาพ" เครือวัลย์บรรยายความรู้สึกที่มีต่อเมืองนี้

An empty road in San Francisco's Chinatown in May 2020

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไชน่าทาวน์ในซานฟรานซิสโกเคยคึกคักมากโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่ปี้นี้ร้านต่าง ๆ ต้องรีบปิดร้านเร็วขึ้นเพื่อความปลอดภัย

"พี่รักซานฟรานฯ ที่นี่เป็นบ้านหลังที่สองของพี่ คนที่นี่น่ารัก รัฐบาลท้องถิ่นก็ดี ถึงแม้จะยังทำงานได้ไม่ครบทุกด้าน แต่ตอนนี้ต้องระวังตัวเองเพิ่มมากขึ้น ตำรวจยังพูดเลยว่าตอนนี้ผู้ร้ายจะมุ่งเป้ามาที่ผู้หญิงเอเชีย คนสูงวัยชาวเอเชีย เพราะเราไม่ต้อสู้ และตัวเราเล็ก"

เครือวัลย์เล่าถึงวิธีการป้องกันตัวเองในขณะนี้ว่าเธอจะไม่ไปอยู่ในสถานที่และในช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการถูกทำร้าย

"ตอนนี้พอพระอาทิตย์ตกก็ไม่อยากออกไปข้างนอกแล้วเพราะกลัว แต่เมื่อก่อนสองสามทุ่มก็ยังออกไปข้างนอกอยู่เพราะรู้สึกปลอดภัย"

หญิงไทยโดนทำร้ายในนิวยอร์ก

เหตุการณ์ทำร้ายชายไทยวัย 84 ปีในซานฟรานซิสโกไม่ใช่เหตุการ์แรกและเหตุการณ์เดียวที่ชาวเอเชียในสหรัฐฯ ถูกทำร้าย

Asian Pacific Policy and Planning Council ซึ่งเป็นองค์กรในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ทำงานเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกออกรายงานมาว่าตั้งแต่ต้นปี 2564 มีชาวเอเชียในย่านเบย์ แอเรีย (Bay Area) ของซานฟรานซิสโก ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ถูกทำร้ายเกือบ 30 ราย และตั้งแต่เดือนมี.ค.-ธ.ค. 2563 มีชาวเอเชียในสหรัฐฯ ถูกทำร้ายร่างกายมากกว่า 3,000 ราย ใน 47 รัฐทั่วประเทศ ด้วยเหตุแห่งความเกลียดชังทางเชื้อชาติ ในจำนวนนี้ ประมาณ 7- 8% เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ

อีกฟากหนึ่งของประเทศที่นครนิวยอร์ก ก็มีหญิงไทยอีกคนหนึ่งถูกทำร้าย

ธันยพัตร พิมลจินดาภัทร หญิงไทยวัย 28 ปี โพสต์ข้อความพร้อมรูปและวิดีโอลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าเธอถูกทำร้ายเมื่อวันที่ 10 ม.ค. โดยในคลิปวิดีโอบันทึกภาพวัยรุ่นมีปากเสียงกันอยู่บริเวณริมถนน เมื่อธันยพัตรขี่รถสกูตเตอร์ผ่านมา ชายผิวดำก็ข้ามถนนมาทำร้ายเธอจนรถคว่ำไปบนพื้นถนน เธอได้รับบาดเจ็บที่บริเวณหัวเข่าและศีรษะ แต่โชคดีที่เธอสวมหมวกกันน็อก จึงไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก

Asians Are Human
คำบรรยายภาพ, ภาพเหตุการณ์ขณะที่ธันยพัตร พิมลจินดาภัทร ถูกทำร้ายขณะเดินทางไปหาเพื่อนในนิวยอร์ก

ธันยพัตรบอกกับบีบีซีไทยว่าเธออยู่สหรัฐฯ มาจะครบ 5 ปีแล้ว และไม่เคยถูกทำร้ายมาก่อน และไม่เคยคิดว่าจะเจอเรื่องแบบนี้ เธอเล่าว่าขณะที่ขี่สกูตเตอร์เข้าไปใกล้ที่เกิดเหตุนั้น เธอเห็นชายคนหนึ่งกำลังทำร้ายผู้หญิงสองคนอยู่ เธอจึงพยายามเบี่ยงรถหนี แต่จังหวะนั้นเองเขาก็กำหมัดและวิ่งตรงมาหาเธอ แล้วต่อยเธอจนล้มลงบนพื้นถนน

"ตอนนั้นงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากว่าคืออะไร พอตั้งสติได้ก็รีบลุกขึ้นมาแล้วเอาสกูตเตอร์ออกมาจากพื้นถนน ตอนนั้นตั้งใจจะถ่ายวิดีโอเอาไว้ แต่เขากำลังจะเดินเข้ามาหาอีกที เลยหยุดไว้ก่อน แล้วจึงโทรหาสามีเพื่อเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น"

"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราคิดว่าเป็นเหตุการณ์ที่จัดอยู่ในประเภทการทำร้ายแบบ random attack (ทำร้ายแบบสุ่ม) มากกว่า เพราะเราใส่หน้ากาก ใส่หมวก คิดว่าน่าจะดูไม่ออกว่าเชื้อชาติอะไร แต่เราก็ไม่รู้ว่าเขาเห็นเราว่าเป็นเชื้อชาติอะไรหรือคิดอะไรหรือเปล่า คิดว่าน่าจะเป็นความซวยของเรามากกว่า"

"ไม่คิดว่าจะเกิดอะไรแบบนี้กับตัวเอง ปรกติเป็นคนที่ขี้กลัวกับอะไรแบบนี้อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ระวังตัว คอยมองรอบตัวอยู่ตลอดว่าจะมีใครเข้ามาทำร้ายเราอีกไหม สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกับชีวิตประจำวันมาก ทำให้เราเป็นคนหวาดระแวงมากกว่าเดิม กลายเป็นคนขี้กลัวมากขึ้น"

เป็นคนเอเชียเท่ากับมีไวรัส

สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นวงกว้างและส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก ถึงแม้ว่าจะมีการฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 55 ล้านโดส ณ เดือน ก.พ. แต่สหรัฐฯ ก็ยังมีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 27 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตเกือบ 5 แสนราย

จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกที่มีจุดเริ่มต้นมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในช่วงเริ่มต้นของการระบาดในสหรัฐฯ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงกับเรียกไวรัสชนิดนี้ว่า Chinese Virus หรือไวรัสจีน ทำให้กระแสความเกลียดชังคนจีนในสหรัฐฯ สูงขึ้นในทันที

Asians Are Human

ที่มาของภาพ, CBS News

ช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ร้านต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในย่านไชนาทาวน์ของซานฟรานซิสโกต้องเลื่อนเวลาปิดให้เร็วขึ้นเพราะทั้งเจ้าของร้านกังวลว่าจะได้รับอันตรายจากกระแสความเกลียดชังที่มีต่อคนเชื้อสายเอเชียที่นำไปสู่การทำร้ายร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้นมากตั้งแต่ต้นปี

เครือวัลย์ตั้งข้อสังเกตว่าความรู้สึกเกลียดชังคนเอเชียเพิ่มสูงขึ้นพร้อม ๆ กับการระบาดของโควิด-19 บวกกับทัศนคติทางการเมืองทำให้บรรยากาศที่นี่เปลี่ยนไปมาก บางคนถูกแสดงท่าทีรังเกียจเพียงเพราะเป็นคนเอเชีย รวมกับว่าคนที่นี่คิดว่าคนเอเชียเท่ากับมีไวรัส

"มีน้องที่รู้จักอยู่คนหนึ่งทำอาชีพเป็นบุรุษไปรษณีย์ มีอยู่วันหนึ่งเขาไปส่งของที่บ้านหลังหนึ่ง พอเจ้าของบ้านออกมาเห็นว่าเป็นคนเอเชีย เขาดึงคอเสื้อขึ้นมาปิดจมูก แล้วบอกให้เอาของวางไว้ที่พื้น แล้วเอาเท้าเขี่ย

พอน้องมาเล่าให้ฟังแล้วใจสลาย ทำไมถึงปฏิบัติกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแบบนี้ ตอนนี้รู้สึกเศร้าและผิดหวัง" เครือวัลย์กล่าว

วันวิสาข์และธันยพัตรเองก็มีประสบการณ์คล้าย ๆ กันแต่ตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 เธอก็จะโดนคนมาถามบ่อยว่า "เป็นคนจีนหรือเปล่า ใส่หน้ากากด้วย" แต่เธอไม่ถือสาอะไรเพราะอาจเป็นความเข้าใจผิดของคนถาม และคนที่สหรัฐฯ มักจะแยกไม่ออกว่าใครมาจากไหน

คนไทยไม่ทิ้งกัน

ในวันที่ 18 ก.พ. นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในการแลถงข่าวประจำสัปดาห์ถึงการเสียชีวิตของนายวิชาว่ากงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ได้เดินทางไปร่วมในพิธีฌาปนกิจซึ่งจัดขึ้นที่นครซานฟรานซิสโก และยังได้ทำหนังสือขอบคุณไปยังนายกเทศมนตรีนครซานฟรานซิสโกที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ และเห็นว่าเป็นเรื่องที่อ่อนไหว กระทบต่อความรู้สึกของคนไทยและคนเอเชียในชุมชนอื่น ๆ ซึ่งในขณะนี้เรื่องดังกล่าวก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนของสหรัฐฯ แล้ว

ขณะนี้ครอบครัวของลุงวิชายังไม่พร้อมที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และปรารถนาที่จะมีเวลาเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาแห่งความสูญเสียนี้ แต่เครือวัลย์ผู้ซึ่งไปร่วมพิธีศพของลุงวิชาบอกกับบีบีซีไทยว่าพิธีเป็นไปอย่างสงบและเรียบง่าย มีคนเข้าร่วมไม่มากนัก หนึ่งในนั้นคือเจ้าหน้าที่ตำรวจของเมืองซานฟรานซิสโกที่เป็นคนไทย

Asians Are Human

"การที่ตำรวจเอาดอกไม้มาให้ เรารู้สึกอบอุ่นใจมากและครอบครัวก็รู้สึกดีมาก ๆ ลูกสาวของคุณวิชาได้ขึ้นมากล่าวไว้อาลัย บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าแต่คนไทยก็ไปร่วมงานกันอย่างอบอุ่น" เครือวัลย์บรรยาย

เธอทราบมาว่าวิชาและภรรยาอาศัยอยู่กับลูกสาวที่แต่งงานและมีบ้านอยู่ที่ซานฟรานซิสโก ลุงวิชามักจะเดินออกกำลังกายทุกเช้า โดยเดินจากบ้านไปยังเนินเขาใกล้ ๆ จากนั้นก็จะกลับมาบ้าน แต่เช้าวันที่ 28 ม.ค. นั้นเขาไม่ได้กลับมา

เครือวัลย์เล่าว่าลุงวิชาเคยปรารภว่าอยากกลับเมืองไทยแต่ติดช่วงโควิด-19 ระบาด จึงไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

"โชคดีที่จับผู้ต้องสงสัยได้เร็วภายในวันนั้นเลย เพราะก่อนเกิดเหตุ ผู้ต้องหาได้ฝ่าฝืนกฎจราจรจนได้ใบสั่งมา และตำรวจได้นำภาพจากกล้องที่ติดตัวมาเทียบกับภาพที่เห็นในกล้องวงจรปิด จนทำให้ระบุตัวได้ไวมาก"

นอกจากพิธีศพแล้ว กลุ่มคนไทยยังไปร่วมนั่งฟังการพิจารณาคดีนัดแรกที่ศาลเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ด้วย ซึ่งนายอองตวน วัตสัน วัย 19 ปี ผู้ต้องหาในคดีนี้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ศาลไม่ให้ประกันตัว เพราะตำรวจมีหลักฐานค่อนข้างหนักแน่น

"เราคิดว่าการที่พวกเรามาที่ศาลกันมันมีผลดีหลายอย่าง เช่นทำให้ครอบครัวของเหยื่ออบอุ่น อย่างน้อยเขาก็รู้ว่ามีคนไทยให้กำลังใจ อัยการเองก็รู้สึกดีที่เรามาให้กำลังใจเขา ถ้าเราไม่มาเรื่องก็จะค่อย ๆ จางหายไปเพราะเขาอาจคิดว่าไม่มีคนสนใจคดีนี้ คดีนี้คงยาวนาน และศาลคงอยากจะลากไปให้ยาวด้วยเพราะคดีนี้เป็นคดีร้อนแรงของที่นี่ มีผู้สูงอายุชาวเอเชียหลายรายถูกทำร้ายในช่วงนี้ อัยการบอกแล้วว่าคดีนี้น่าจะใช้เวลา 1-2 ปี" เครือวัลย์กล่าว

#AsiansAreHuman "คนเอเชียก็คือคน"

การเสียชีวิตของลุงวิชาทำให้ชุมชนชาวไทยที่อยู่ในซานฟรานซิสโกหรือแม้แต่นิวยอร์กเสียใจและโกรธ เพราะเหยื่อของคดีนี้เป็นผู้สูงวัยที่ไม่มีทางสู้ จากนั้นไม่นาน #JusticeForVicha และ #AsiansAreHuman ก็ได้รับความนิยมขึ้นมาเพื่อรณรงค์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ให้เห็นคนเอเชียเป็นเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน#

Asians Are Human

ที่มาของภาพ, Paris Jitpentom/BBC Thai

หลังจากที่เครือวัลย์ซึ่งเป็นผู้ดูแลกลุ่มเฟซบุ๊กของคนไทยในซานฟรานซิสโกและเบย์เอเรียซึ่งมีสมาชิกอยู่ประมาณ 7,000 คน นำข่าวการเสียชีวิตของลุงวิชามาแจ้งเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม หลายคนเข้ามาแสดงความรู้สึกเสียใจ โกรธ และกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

เธอจึงอยากเปลี่ยนความเสียใจและโกรธนี้ให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง จึงได้ตั้งแคมเปญรณรงค์บนเว็บไซต์ change.org เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ลุงวิชา โดยยื่นข้อเรียกร้องถึงนากยกเทศมนตรีนครซานฟรานซิสโก นายลอนดอน บรีด และอัยการเขต เชดา บูดิน ที่รับผิดชอบในคดีของวิชา ขณะนี้มีผู้สนับสนุนแล้ว 10,945 รายชื่อ

"เราไม่ต้องการอะไรไปมากกว่าความยุติธรรมให้กับคุณลุง เราจะเสียใจมากถ้าคดีนี้ถูกลืมไปหรือผู้ร้ายลอยนวล" เครือวัลย์กล่าว

วันวิสาข์อธิบายว่าคนเอเชียอยู่ที่ซานฟรานซิสโกรักสงบ และคิดว่าการรณรงค์ให้เคารพความเป็นมนุษย์ Asians Are Human จะไปไม่ถึงจุดเดียวกันกับการเคลื่อนไหว Black Lives Matter

"คนเอเชียที่มาที่นี่ทำการค้าขาย รักสงบ ไม่ยุ่งกับใคร ไม่ไปเบียดเบียนใคร จนถึงตอนนี้ชุมชนไทยมีอาสาสมัครเข้ามาให้ความรู้ว่าไม่ว่าจะย้ายมาแบบถูกกฎหมายหรือไม่ก็ตาม ทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน ทุกคนก็คือมนุษย์หนึ่งคนที่มีสิทธิเสรีภาพในการปกป้องความปลอดภัยของตัวเองเช่นเดียวกัน จริง ๆ แล้วเราเหมือนคลื่นใต้น้ำ เราอยากให้ทุกคนมีสิทธิมีเสียงในการปกป้องความปลอดภัยของตัวเอง" วันวิสาข์กล่าว