ปฏิทินท้องฟ้า 2021 คู่มือนักดูดาวติดตามปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ตลอดปี

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปี 2021 เปิดฉากด้วยปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งก็คือการโคจรเข้ามาเคียงชิดกันของดาวพุธ ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ ระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม แต่หากใครพลาดชมในครั้งนี้ ก็ยังมีเหตุการณ์สำคัญบนท้องฟ้าอื่น ๆ รวมทั้งความเคลื่อนไหวด้านการสำรวจอวกาศให้ได้ติดตามกันอีกมากมาย ในช่วงหลายเดือนต่อจากนี้
1. โอกาสมองเห็นดาวพุธได้ชัดเจนที่สุด

ที่มาของภาพ, Getty Images
หากใครยังไม่เคยชมดาวพุธ ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่สุดและอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในระบบสุริยะ วันที่ 24 ม.ค.นี้เป็นโอกาสเหมาะที่จะได้เฝ้าชมให้เต็มตา โดยมองไปทางขอบฟ้าทิศตะวันตกด้วยตาเปล่า หรือใช้กล้องสองตา (binoculars) เข้าช่วยก็ได้
ตามปกติแล้วดาวพุธใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 88 วัน ซึ่งเราจะมองไม่เห็นมันเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากถูกดวงอาทิตย์บดบังหรือต้องแสงสว่างจ้าจากดวงอาทิตย์มากเกินไป
แต่ในอีกราว 2 สัปดาห์ข้างหน้า ดาวพุธจะโคจรเข้าสู่ระยะที่เรียกว่า dichotomy หมายถึงช่วงที่พื้นผิวด้านหันเข้าหาโลกถูกแสงอาทิตย์ส่องสว่างเพียงครึ่งเดียว ทำให้ชาวโลกสามารถมองเห็นดาวพุธได้อย่างชัดเจนมากที่สุดในรอบปี
2. วัตถุในห้วงอวกาศลึกบนท้องฟ้าซีกโลกใต้

ที่มาของภาพ, Getty Images
การดูดาวในภูมิภาคที่ต่ำกว่าเส้นศูนย์สูตรลงมา สามารถจะมองเห็นวัตถุอวกาศที่งดงามแปลกตาได้หลายประเภท เริ่มจากที่เห็นได้ง่ายที่สุดด้วยตาเปล่า คือทางช้างเผือกที่เป็นแถบกว้างหลากสี ทอดตัวยาวเป็นโค้งใหญ่เหมือนสายรุ้งจากขอบฟ้าด้านหนึ่งไปจรดด้านตรงข้าม
นอกจากนี้ นักดูดาวทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ ยังอาจได้เห็นกระจุกดาวทรงกลม (globular cluster) ซึ่งเป็นกลุ่มดาวที่ยึดเกาะกลุ่มกันด้วยแรงโน้มถ่วง โดยใช้เพียงตาเปล่าสังเกตเท่านั้น รวมทั้งสามารถใช้กล้องดูดาวมองไปยังดาราจักรและเนบิวลาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กลุ่มดาวกางเขนใต้ (Crux / Southern Cross) ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดในบรรดากลุ่มดาวทั้งหมด 88 กลุ่ม
ทางตะวันออกของกลุ่มดาวกางเขนใต้คือเนบิวลาถุงถ่าน (Coalsack nebula) ซึ่งมีดาวฤกษ์กำเนิดใหม่อยู่ตลอดเวลา ไม่ไกลจากนั้นยังมีกระจุกดาวกล่องอัญมณี (Jewell Box) ซึ่งเต็มไปด้วยดาวฤกษ์สีแดง ขาว และน้ำเงินราว 100 ดวง ส่องแสงระยิบระยับ โดยเราสามารถมองเห็นได้อย่างง่าย ๆ ด้วยกล้องสองตา
3. ห้วงอวกาศลึกจากท้องฟ้าฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ช่วงกลางคืนนั้นยาวนานที่สุดในฤดูหนาว ซึ่งหมายความว่าบรรดานักดูดาวจะมีเวลาชื่นชมท้องฟ้ายามราตรีกันมากขึ้นกว่าเดิม นักดูดาวหน้าใหม่อาจลองเลือกเอาคืนเดือนมืด (New Moon) เป็นคืนเริ่มต้นสังเกตท้องฟ้า ซึ่งในช่วงต้นปีนี้ดูเหมือนว่าวันที่ 11 ก.พ. จะเป็นคืนเดือนมืดที่ปราศจากแสงจันทร์รบกวนการดูดาวมากที่สุด
หนึ่งในวัตถุจากห้วงอวกาศลึกที่สุกสว่าง จนมองเห็นได้ง่ายแม้อยู่ในเขตเมือง ได้แก่กระจุกดาวลูกไก่ (Pleiades) หรือที่ชาวตะวันตกเรียกขานตามเทพปกรณัมกรีกว่า "เจ็ดสาวพี่น้อง" (Seven Sisters) เพียงมองไปทางทิศใต้หลังดวงอาทิตย์ตกดินก็จะสังเกตเห็นได้ทันที
หากใครต้องการจะเห็นกาแล็กซีแอนดรอเมดา (Andromeda) ดาราจักรเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ชิดติดกันมากที่สุดของเรา ซึ่งห่างจากโลกออกไปเพียง 2.5 ล้านปีแสง ให้ไปยังพื้นที่ห่างไกลมลภาวะทางแสงในเวลากลางคืน แล้วมองไปยังทิศตะวันตกบริเวณกลุ่มดาวชื่อเดียวกัน ก็จะมองเห็นกาแล็กซีรูปกังหันนี้ได้ด้วยตาเปล่า
4. นายพรานโอไรออน

ที่มาของภาพ, Getty Images
การส่องดูกลุ่มดาวนายพราน (Orion) ถือเป็นกิจกรรมคลาสสิกของนักดูดาวทุกรุ่น เนื่องจากเป็นกลุ่มดาวที่สังเกตได้ง่ายที่สุดในฤดูหนาวจากทั้งซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ เพียงแต่เราจะมองเห็นนายพรานแบบกลับหัว คล้ายกำลังตีลังกาในท่าล้อเกวียน (cartwheel) บนท้องฟ้าซีกโลกใต้ แทนที่จะกำลังวิ่งไล่ล่าสัตว์แบบที่เห็นในซีกโลกเหนือ
หากคุณอยู่ในซีกโลกใต้ คุณจะมองเห็นกลุ่มดาวนายพรานได้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แต่หากคุณอยู่ในซีกโลกเหนือ นายพรานโอไรออนจะปรากฏตัวทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
กลุ่มดาวนี้มีรูปทรงคล้ายนาฬิกาทราย โดยมีเข็มขัดของนายพรานเป็นดาวฤกษ์สุกสว่างที่เรียงกัน 3 ดวง ตรงส่วนที่คอดที่สุดคล้ายเอว ทั้งยังมีดาบนายพรานที่ประกอบด้วยเนบิวลา (Orion nebula) ซึ่งส่องสว่างน้อยกว่าส่วนเข็มขัด
ตรงบ่าของนายพรานยังมีดาวฤกษ์ที่รู้จักกันดี อย่างดาวยักษ์แดงบีเทลจุส (Betelgeuse) และดาวสีน้ำเงินเบลลาทริกซ์ (Bellatrix) ส่วนที่เท้าของนายพรานยังมีดาวยักษ์ไรเจล (Rigel) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์สุดร้อนแรงสีฟ้าขาวอีกด้วย
5. ยานสำรวจจากจีนและสหรัฐฯ ลงจอดบนดาวอังคาร

ที่มาของภาพ, Getty Images
เหตุการณ์สำคัญด้านการสำรวจอวกาศที่ต้องจับตาในปีนี้ คือยานอวกาศจากสองชาติมหาอำนาจ มีกำหนดจะลงจอดและลงมือสำรวจดาวอังคารในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
เริ่มที่ภารกิจเพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance) จากองค์การนาซาของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะลงจอดในวันที่ 18 ก.พ. แล้วนำพาหนะตระเวนสำรวจรวมทั้งเฮลิคอปเตอร์ที่เป็นเสมือนห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เคลื่อนที่ ออกศึกษาเนื้อดินของดาวอังคาร รวมทั้งมองหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในยุคโบราณและปัจจุบัน พร้อมกับทดสอบเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เตรียมไว้สำหรับภารกิจในอนาคตที่จะมีมนุษย์มายังดาวเคราะห์สีแดงแห่งนี้ด้วย
ส่วนยานเทียนเหวิน-1 (Tianwen-1) ของจีน มีกำหนดจะลงจอดยังดาวอังคารในเดือนเมษายน โดยภารกิจนี้จะมีพาหนะตระเวนสำรวจออกค้นหาแหล่งน้ำใต้ดิน รวมทั้งเตรียมการเพื่อจัดเก็บและส่งตัวอย่างต่าง ๆ กลับโลกในโอกาสต่อไป ซึ่งภารกิจนี้จะทำให้จีนกลายเป็นชาติที่สอง ที่ลงจอดและทำการสำรวจบนดาวอังคารได้สำเร็จต่อจากสหรัฐฯ
6. มหกรรมฝนดาวตก

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อโลกเคลื่อนไปตามวิถีโคจร ในบางครั้งก็จะปะทะเข้ากับกลุ่มฝุ่นละอองที่ดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยในระบบสุริยะทิ้งเอาไว้ ทำให้เกิดเป็นฝนดาวตก (meteor shower) เมื่อเศษฝุ่นเหล่านั้นผ่านเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและลุกไหม้ หากฝนดาวตกมีจำนวนมากหนาแน่นและสุกสว่าง ก็จะดูสวยงามตระการตาไม่แพ้ดอกไม้ไฟ
ดร. เกร็ก บราวน์ จากหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์หลวงกรีนิชของสหราชอาณาจักรแนะนำว่า ให้เลือกวันดูฝนดาวตกในช่วงที่ผู้เชี่ยวชาญทำนายว่าจะมีปริมาณหนาแน่นมากที่สุด โดยให้ออกไปชมหลังเที่ยงคืน ในบริเวณที่มีแสงรบกวนน้อยที่สุด
ในวันที่ 4 พ.ค. ฝนดาวตกอีตา-อควอริดส์ (Eta Aquariids) ซึ่งเกิดจากดาวหางฮัลเลย์ จะอยู่ในช่วงที่หนาแน่นสวยงามที่สุด ถัดจากนั้นในวันที่ 11 ส.ค. ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ (Perseids)จะปรากฏโฉม แต่นักดูดาวอาจต้องอดใจรอถึงสิ้นปีในวันที่ 13 ธ.ค. ซึ่งเป็นคืนที่เหมาะกับการชมฝนดาวตกเจมินิดส์ (Geminids) ที่สวยงามที่สุดของปี เนื่องจากฝนดาวตกนี้เกิดจากดาวเคราะห์น้อย ทำให้มีความสว่างและสีสันหลากหลายตามแร่ธาตุที่มีในหินอวกาศ
ข่าวดีสำหรับคนรักฝนดาวตกก็คือ ยังจะมีอีกปรากฏการณ์หนึ่งให้ชมติดต่อกัน ในช่วงไม่กี่วันหลังขึ้นปีใหม่ 2022 ด้วย ซึ่งก็คือฝนดาวตกควอดรานติดส์ (Quadrantids) นั่นเอง
7. จันทรุปราคาเต็มดวง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในวันที่ 26 พ.ค. เงามืดของโลกจะพาดทับดวงจันทร์อีกครั้ง ทำให้ดวงจันทร์หรี่แสงมืดมัวลงจนเกิดเป็นปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง ซึ่งผู้คนในพื้นที่แถบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกโดยรอบจะสังเกตเห็นได้โดยตลอด
จุดที่จะชมจันทรุปราคาครั้งนี้ได้ดีที่สุดคือหมู่เกาะฮาวาย เนื่องจากดวงจันทร์จะขึ้นสู่จุดสูงสุดของท้องฟ้าในช่วงเวลาเที่ยงคืนของฮาวายพอดี ส่วนผู้คนที่อยู่ในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกรวมทั้งในประเทศไทย จะมองเห็นจันทรุปราคาครั้งนี้ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
8. สุริยุปราคาวงแหวน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในวันที่ 10 มิ.ย. หลายคนตั้งตาเฝ้ารอชมสุริยุปราคาวงแหวน (annular solar eclipse) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เงาของดวงจันทร์พาดทับดวงอาทิตย์ได้ไม่สนิท เนื่องจากดวงจันทร์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้น และขยับเข้ามาอยู่ใกล้โลกเพียง 404,300 กิโลเมตรเท่านั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ดวงอาทิตย์ดูเหมือน "วงแหวนแห่งไฟ" (ring of fire) ขณะที่เงามืดของดวงจันทร์เคลื่อนเข้าทับที่ตรงใจกลาง เหลือเพียงขอบนอกรูปวงกลมที่ยังสว่างโชติช่วงอยู่ แต่น่าเสียดายว่าสุริยุปราคาวงแหวนครั้งพิเศษนี้จะเห็นได้เฉพาะที่ประเทศแคนาดา, ภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ และเขตตะวันออกเฉียงเหนือของไซบีเรียเท่านั้น
9. ดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีใกล้โลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อดาวเคราะห์บริวารทุกดวงในระบบสุริยะโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ จะมีบางช่วงที่โลกอยู่ในตำแหน่งถูกประกบตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ดวงอื่นที่อยู่ฝั่งตรงข้าม (opposition)
ปรากฏการณ์นี้จะทำให้ดาวเคราะห์ที่อยู่คนละฝั่งกับดวงอาทิตย์ เขยิบเข้ามาอยู่ใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ทำให้เราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งในปีนี้ดาวเสาร์ใกล้โลกมากที่สุดในวันที่ 2 ส.ค. ต่อด้วยดาวพฤหัสบดีใกล้โลกมากที่สุดในวันที่ 20 ส.ค.
หากคุณมีกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ ให้ส่องไปที่บริเวณเส้นศูนย์สูตรฟ้า ในเวลาดึกราว 1 นาฬิกาของวันดังกล่าว จะได้เห็นแถบของดาวพฤหัสบดีและวงแหวนของดาวเสาร์อย่างชัดเจน
10. ส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ขึ้นปฏิบัติการ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปิดท้ายด้วยเหตุการณ์ที่ผู้สนใจดาราศาสตร์ทั่วโลกเฝ้ารอคอยกันมานาน นั่นก็คือการส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ (JWST) ซึ่งเป็นกล้องที่ใช้เทคโนโลยีรุ่นใหม่กว่ากล้องฮับเบิล ให้ขึ้นปฏิบัติงานในห้วงอวกาศเสียทีหลังจากที่ต้องเลื่อนกำหนดการมาหลายครั้ง โดยในปีนี้คาดว่าจะได้ฤกษ์ปล่อยจรวดนำส่งในวันที่ 31 ต.ค.
กล้อง JWST มีขนาดใหญ่มาก จนต้องพับชิ้นส่วนต่าง ๆ เอาไว้เพื่อให้บรรจุลงในจรวดนำส่งได้ ดังนั้นจะต้องใช้เวลาเดินทางและคลี่ส่วนประกอบต่าง ๆ ออกมานานนับเดือน หลังขึ้นไปถึงวงโคจรแล้ว
นักดาราศาสตร์หลายคนบอกว่า กล้อง JWST ไม่ใช่อุปกรณ์ตัวใหม่ที่จะมาแทนที่การทำงานของกล้องฮับเบิลทั้งหมด แต่มันจะช่วยให้เรามีความก้าวหน้าในการศึกษาดาราศาสตร์ด้วยรังสีอินฟราเรด และสามารถมองเข้าไปในห้วงอวกาศอันห่างไกลได้ลึกยิ่งขึ้น จนทราบถึงกำเนิดของดาวฤกษ์และดาราจักรเก่าแก่ รวมทั้งการก่อตัวของดาวเคราะห์และวิวัฒนาการต่าง ๆ จากยุคเริ่มต้นของจักรวาล









