โควิด-19: ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ภัยคุกคามชาวโลกปี 2020

ที่มาของภาพ, Lim Huey Teng / Reuters
- Author, วิชุตา ครุธเหิน
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
"การระบาดใหญ่" (pandemic) และ "ล็อกดาวน์" (lockdown) คือคำที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นคำศัพท์แห่งปี 2020 ของพจนานุกรมภาษาอังกฤษเมอร์เรียม-เว็บส์เตอร์ และพจนานุกรมคอลลินส์ เพราะมีการใช้เพิ่มสูงขึ้นมากในรอบปีนี้
นี่ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เนื่องจากคำศัพท์ทั้งสองได้สะท้อนสภาพการณ์ของโลกในยุคสมัยนี้ได้อย่างแท้จริง เพราะ 2020 คือปีที่โลกตกอยู่ภายใต้เงาการระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรคโควิด-19 ซึ่งสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้ยกให้วิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขนี้เป็นความท้าทายครั้งใหญ่หลวงที่สุดที่เราต้องเผชิญนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
นับแต่โรคร้ายชนิดนี้อุบัติขึ้นในจีนเมื่อปลายปี 2019 เชื้อไวรัสมรณะชนิดนี้ได้ระบาดไปในทุกทวีปของโลก ไม่เว้นแม้แต่ทวีปแอนตาร์กติกาในขั้วโลกใต้ ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ระบุว่า เชื้อโรคโควิด-19 ทำให้มีผู้ติดเชื้อไปแล้วกว่า 82 ล้านคน และคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 1.7 ล้านคน
การระบาดของโรคโควิด-19 ไม่ใช่แค่วิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขของโลกเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคมครั้งรุนแรงเป็นประวัติการณ์ เพราะไม่ว่าโรคติดต่อชนิดนี้กล้ำกรายเข้าไปในดินแดนหรือประเทศใดก็ล้วนสร้างหายนะต่อภาคสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง รวมทั้งอาจจะทิ้งรอยแผลเป็นลึกและคงอยู่ต่อไปอีกนาน

ย้อนรอยโควิด-19
เป็นเวลาหนึ่งปีแล้วที่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้อุบัติขึ้นและระบาดไปทั่วโลก แม้สถานการณ์ในบางประเทศจะดีขึ้น และมาตรการควบคุมโรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่จำนวนผู้ติดเชื้อในภาพรวมทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บีบีซีไทยจะพาย้อนดูเหตุการณ์สำคัญบางส่วนที่เกิดขึ้นในวิกฤตการณ์นี้
31 ธ.ค. 2019
โลกได้รับรู้เรื่องโรคติดต่อปริศนา หลังจากทางการจีนยืนยันเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2019 ว่าเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเชื่อว่ามีต้นตอมาจากตลาดสดที่ขายอาหารทะเลและอาหารป่าในเมืองอู่ฮั่น โดยหลังจากเก็บตัวอย่างไวรัสจากคนไข้นำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ในเวลาต่อมา จีนและองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ไวรัสชนิดนี้คือ "เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่"
ก่อนหน้านี้ พบไวรัสโคโรนาที่เคยเกิดการระบาดในมนุษย์มาแล้ว 6 สายพันธุ์ โดยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดขณะนี้เป็นสายพันธุ์ที่ 7
คนไทยรู้จักไวรัสในตระกูลนี้มาแล้วจากโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง หรือ โรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome - SARS) ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสโคโรนา และพบการระบาดครั้งแรกปลายปี 2002 ที่ประเทศจีนเช่นกัน ก่อนที่จะแพร่กระจายไปในหลายประเทศ จนมีผู้ติดเชื้อกว่า 8,000 คน และคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 800 คนทั่วโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
11 ม.ค. 2020
สื่อจีนรายงานพบผู้เสียชีวิตรายแรกจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เป็นชายวัย 61 ปีที่ไปซื้อของในตลาดสดเมืองอู่ฮั่น แล้วล้มป่วยก่อนเสียชีวิตลงในวันที่ 9 ม.ค.
13 ม.ค. 2020
ไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นอกจีนแผ่นดินใหญ่ โดยกระทรวงสาธารณสุขรายงานเมื่อวันที่ 13 ม.ค.ว่าพบผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อรายแรก เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน อายุ 61 ปีเดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นถึงไทยวันที่ 3 ม.ค.
เจ้าหน้าที่ตรวจพบจากการคัดกรองด้วยเครื่องเทอร์โมสแกน จากนั้นได้ถูกนำตัวเข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูรจนหายและตรวจไม่พบเชื้อ ก่อนที่จะเดินทางกลับจีนวันที่ 18 ม.ค.
23 ม.ค. 2020
ทางการจีนมีคำสั่ง "ล็อกดาวน์" ระงับการให้บริการเครื่องบิน รถไฟ และบริการขนส่งมวลชนทั้งหมดที่เดินทางเข้าออกเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีประชากรราว 11 ล้านคน รวมทั้งเมืองใกล้เคียง หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้มีผู้ติดเชื้อทั้งในจีนและในต่างประเทศแล้วกว่า 600 ราย รวมทั้งมีผู้เสียชีวิตอีกอย่างน้อย 17 ราย
31 ม.ค. 2020
กระทรวงสาธารณสุขพบผู้ป่วยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ติดเชื้อในประเทศรายแรกเป็นคนขับแท็กซี่ คาดว่าได้รับเชื้อจากผู้โดยสารชาวจีน ส่งผลให้ในเวลาต่อมา กระทรวงฯ ได้ประกาศเฝ้าระวังกลุ่มผู้ที่ทำงานกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากถือเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนามากที่สุด
นักท่องเที่ยวจากจีน ประเทศต้นตอของการแพร่ระบาด เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากที่สุด หากดูตัวเลขในปี พ.ศ. 2562 พบว่าเป็นอันดับ 1 คือ 10.99 ล้านคน คิดเป็น 27.63% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด สร้างรายได้ 5.43 แสนล้านบาท สอดคล้องกับงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตันในอังกฤษที่บ่งชี้ว่า ไทยคือประเทศที่เสี่ยงได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากจีนแผ่นดินใหญ่มากที่สุดในโลก เนื่องจากเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีนจากพื้นที่เสี่ยงการระบาดของโรค
2 ก.พ. 2020
ฟิลิปปินส์รายงานการพบผู้ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่รายแรกนอกประเทศจีน เป็นชายวัย 44 ปีจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งองค์การอนามัยโลกเชื่อว่าเขาติดเชื้อก่อนที่จะเดินทางเข้าฟิลิปปินส์
11 ก.พ. 2020
องค์การอนามัยโลก ประกาศชื่อที่เป็นทางการสำหรับใช้เรียกโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ว่า "โควิด-ไนน์ทีน" (Covid-19) โดยชื่อนี้มาจากคำย่อในภาษาอังกฤษของคำว่าโคโรนา ไวรัส และดีซีส (Disease) ที่แปลว่าโรคภัยไข้เจ็บ รวมทั้งเลข 19 ซึ่งแสดงถึงปีที่มีรายงานการแพร่ระบาดครั้งแรก
ขณะที่คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยอนุกรมวิธานวิทยาของไวรัส (International Committee on Taxonomy of Viruses ) ได้กำหนดให้ใช้ชื่อไวรัสก่อโรค Covid-19 ว่า SARS-CoV-2 หรือไวรัสโคโรนาโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงชนิดที่สอง (Severe acute respiratory syndrome coronavirus 2 ) เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมอย่างใกล้ชิดกับเชื้อไวรัสโรคซาร์ส
1 มี.ค. 2020
ทางการไทยบังคับใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่กำหนดให้ "โควิด 19" เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 โดยมีผลบังคับใช้ให้ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ เช่น โรงแรม มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องรายงานและแจ้ง เมื่อสงสัยหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าจะเป็นโรคติดต่ออันตราย
ในวันเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุข แถลงพบผู้ป่วยโควิด-19 คนไทยเสียชีวิตเป็นรายแรก เป็นชายไทย อายุ 35 ปี ที่มีประวัติติดต่อใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวชาวจีนแล้วล้มป่วย ก่อนที่จะเสียชีวิตในวันที่ 29 ก.พ.
ในเดือน มี.ค.ไทยมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการแพร่โรคเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ เช่น ในสถานบันเทิง โดยการแพร่เชื้อกลุ่มใหญ่สุดเกิดขึ้นในการชกมวยไทย ที่สนามมวยลุมพินี เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ซึ่งทำให้ในหนึ่งสัปดาห์ถัดมามียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มเกิน 100 คนต่อวัน
11 มี.ค. 2020
องค์การอนามัยโลก ประกาศให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็น "การระบาดใหญ่" หรือ pandemic เมื่อวันที่ 11 มี.ค. หลังจากเชื้อได้ลุกลามไปใน 118 ประเทศและดินแดนทั่วโลก และมีผู้ติดเชื้อกว่า 121,000 คน ทั้งได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 4,300 คน
ดร.เทดรอส อาดานอม เกเบรเยซัส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก แถลงว่าจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นอกประเทศจีนนั้นพุ่งพรวดขึ้น 13 เท่าตัวภายในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ดำเนินมาตรการ "เร่งด่วนและแข็งกร้าว" เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

ที่มาของภาพ, Reuters
หลังคำร้องขอ รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ เร่งจัดสรรงบประมาณมหาศาลเพื่อควบคุมโรค รวมทั้งดำเนินมาตรการล็อกดาวน์ เช่น ในอินเดีย รัฐบาลได้ประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 24 มี.ค. โดยให้มีผลบังคับใช้ 21 วันกับพลเมืองราว 1,300 ล้านคน
ส่วนในประเทศไทย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ให้มีผลวันที่ 26 มี.ค. และมีประกาศห้ามออกนอกเคหะสถานยามวิกาล ตั้งแต่คืนวันที่ 3 เม.ย. โดยสั่งให้ประชาชนชะลอการเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อควบคุมโรค
1 เม.ย. 2020
นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เตือนว่าการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ทำให้โลกเผชิญกับ "วิกฤตร้ายแรงที่สุด" นับแต่สงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกพุ่งทะลุหลัก 1 ล้านคน ใน 171 ประเทศ และ 6 ทวีป รวมทั้งคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 51,000 ราย
แม้หลายประเทศจะดำเนินความพยายามควบคุมโรค แต่ยอดผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 28 เม.ย. สหรัฐฯ มียอดผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อแตะ 1 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของยอดผู้ติดเชื้อทั้งโลก ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสมรณะอยู่ที่กว่า 57,000 คน
29 ก.ย. 2020
ราว 9 เดือนหลังจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้แพร่ระบาดออกนอกประเทศจีน เชื้อไวรัสชนิดนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกทะลุหลัก 1 ล้านคน โดยข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ของสหรัฐฯ ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในสหรัฐฯ อินเดีย และบราซิล มีสัดส่วนรวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก โดยขณะนั้น เชื้อได้ลุกลามไปใน 188 ประเทศและดินแดน และมียอดสะสมของผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไปกว่า 32 ล้านคน
ขณะที่บุคคลสำคัญและผู้นำโลกหลายคนต่างก็ติดเชื้อชนิดนี้ด้วยเช่นกัน อาทิ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารอังกฤษ และเจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ ประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ของบราซิล รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และสมาชิกในครอบครัว ตลอดจนประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อไปช่วงกลางเดือน ธ.ค.นี้

ที่มาของภาพ, Reuters
9 พ.ย. 2020
วิกฤตโรคระบาดที่เกิดขึ้นทำให้นักวิทยาศาสตร์ต่างเร่งคิดค้นและพัฒนาวัคซีนขึ้นมาต่อสู้กับโรคนี้ โดยเมื่อวันที่ 9 พ.ย. บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และไบออนเทค (BioNTech) กลายเป็นผู้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เจ้าแรกที่ประกาศผลการทดลองวัคซีนว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ถึง 94%
โดยข้อมูลจากการทดลองในขั้นที่ 3 กับอาสาสมัคร 43,500 คน ใน 6 ประเทศ คือ สหรัฐฯ เยอรมนี บราซิล อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ และตุรกี พบว่าวัคซีนชนิดนี้ดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ดีอย่างเท่าเทียมกันในคนทุกวัย และทุกเชื้อชาติ

ที่มาของภาพ, Reuters
หลังจากนั้นราวหนึ่งสัปดาห์ "โมเดอร์นา" (Moderna) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพและเวชภัณฑ์จากสหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลในขั้นต้นที่บ่งชี้ว่า วัคซีนชนิดใหม่ของบริษัทมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ เกือบ 95%
นอกจากวัคซีนทั้งสองชนิดนี้ ปัจจุบันยังมีวัคซีนอื่นที่กำลังอยู่ระหว่างการทดลองขั้นที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย คือ ส่วนวัคซีนที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และบริษัทแอสตราเซเนกา (Oxford-Astrazeneca) ซึ่งช่วยให้คน 70% ไม่ป่วยเป็นโควิด-19 ขณะเดียวกันข้อมูลเบื้องต้นของวัคซีน "สปุตนิก วี" (Sputnik V) ที่พัฒนาโดยรัสเซียก็บ่งชี้ว่ามีประสิทธิภาพสูงถึง 92%



2 ธ.ค. 2020
สหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุมัติให้มีการใช้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์ และไบออนเทค เป็นวงกว้างในหมู่ประชาชนทั่วไป
จากนั้นในวันที่ 8 ธ.ค. นางมาร์กาเร็ต คีแนน หญิงวัย 90 ปีจากไอร์แลนด์เหนือ กลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่ได้รับวัคซีนวัคซีนชนิดนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการฉีควัคซีนครั้งใหญ่ให้คนทั่วสหราชอาณาจักร ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสชนิดนี้แล้วกว่า 67,000 คน

ที่มาของภาพ, Pool
ในเวลาต่อมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ได้อนุมัติการใช้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของไฟเซอร์และไบออนเทคเป็นกรณีฉุกเฉิน ช่วยให้สหรัฐฯ เริ่มต้นโครงการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนทั่วประเทศเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. จากนั้นไม่นานก็มีการอนุมัติการใช้วัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทโมเดอร์นาเป็นชนิดที่สองของประเทศ ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตั้งเป้าจะดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนให้ได้ 100 ล้านคน ภายในระยะเวลา 100 วันแรกที่เข้าบริหารประเทศในปี 2021
ขณะที่สำนักงานยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) มีคำแนะนำให้ใช้วัคซีนของไฟเซอร์และไบออนเทค เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ส่งผลให้คณะกรรมาธิการยุโรปให้การอนุมัติการใช้วัคซีนชนิดนี้อย่างเป็นทางการในกลุ่มชาติสมาชิกอียูทั้ง 27 ประเทศ

ที่มาของภาพ, Reuters
ส่วนประเทศไทยนั้น คาดว่าจะได้เห็นวัคซีนต้านโควิด-19 ช่วงกลางปีหน้าหลังจากนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีนโควิด-19 โดยการจองล่วงหน้า ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและบริษัทแอสตราเซนเนกา โดยตั้งเป้าว่าจะมอบวัคซีนชุดแรก 26 ล้านโดส ที่บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด รับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตได้ในกลางปีหน้า ซึ่งคนกลุ่มแรก ๆ ที่จะไดัรับวัคซีนคือ กลุ่มผู้สูงอายุและบุคลากรทางการแพทย์
การเซ็นสัญญาซึ่งมีขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 27 พ.ย. เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 พ.ย. โดยการจองล่วงหน้าและการจัดซื้อวัคซีนกับบริษัทแอสตราเซเนกา ประเทศไทย และบริษัทแอสตาเซเนกา สหราชอาณาจักร ในวงเงิน 6,049,723,117 บาท ในจำนวนนี้เป็นงบประมาณ สำหรับการบริหารจัดการวัคซีนกว่า 2 พันล้านบาท โดยคาดว่าจะจัดหาวัคซีน 26 ล้านโดสให้ประชากรกลุ่มเสี่ยง 13 ล้านคนได้ภายในกลางปี พ.ศ. 2564
มติ ครม.ดังกล่าวระบุว่าสัญญาจองและจัดซื้อนี้จะทำให้ประเทศไทยสามารถจัดหาวัคซีนได้ภายในปี พ.ศ. 2564 และจะลดอัตราการป่วย การเสียชีวิต และค่าใช้จ่ายภาครัฐในการดูแลผู้ป่วยจากโรคโควิด-19 และฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมให้กลับสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว ลดการสูญเสียเชิงเศรษฐกิจได้เป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงข่าวพบผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ครั้งใหญ่ กว่า 500 คนในจังหวัดสมุทรสาคร หลังจากมีข่าวพบแม่ค้าในตลาดกลางกุ้งติดเชื้อเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. กระทรวงสาธารณสุขรายงานเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ว่าพบผู้ติดเชื้อที่เชื่อมโยงกับตลาดกุ้ง แล้วทั้งสิ้น 3,803 ราย (ตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค.) และคาดว่ามีผู้เสี่ยงติดเชื้อจากที่นี่กระจายตัวอยู่ใน 22 จังหวัด
โควิด-19 มากกว่าแค่วิกฤตด้านสาธารณสุขโลก

หายนะทางเศรษฐกิจ
โรคระบาดที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ภัยคุกคามชีวิตและสุขภาพประชากรโลกเท่านั้น ทว่ายังได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจโลก เพราะการใช้มาตรการควบคุมโรค เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม และการล็อกดาวน์ในประเทศต่าง ๆ ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อธุรกิจหลายภาคส่วน ตั้งแต่ในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สายการบิน ภาคการส่งออก อุตสาหกรรมน้ำมัน อุตสาหกรรมบันเทิง งานบริการ ตลอดจนห้างร้านค้าปลีกต่าง ๆ

ที่มาของภาพ, Getty Images
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ (IMF) เตือนเมื่อเดือน เม.ย.ว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะหดตัวลง 3% จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดนับแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Great Depression ในช่วงทศวรรษที่ 1930 โดยอาจสร้างความเสียหายต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในช่วง 2 ปีข้างหน้า เป็นมูลค่าราว 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 288 ล้านล้านบาท)
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 23 ก.ย. ประเมินว่าวิกฤตโควิด-19 ทำให้จำนวนชั่วโมงการทำงานของคนทั่วโลกในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2020 หายไป 17.3% หรือเทียบเท่ากับงานเต็มเวลาจำนวน 495 ล้านตำแหน่ง
ขณะที่รายได้ของแรงงานทั่วโลกลดลง 10% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ หรือคิดเป็นความเสียหายกว่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 150 ล้านล้านบาท)
ไอแอลโอ ชี้ว่า คนในประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางระดับล่าง (lower-middle income country) คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีชั่วโมงการทำงานลดลงประมาณ 23.3% หรือเทียบเท่ากับงานเต็มเวลาจำนวน 240 ล้านตำแหน่ง ในช่วงไตรมาสที่สองของปีนี้
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจที่บีบีซีมอบหมายให้ โกลบสแกน (GlobeScan) บริษัทผู้ให้บริการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะจัดทำขึ้นใน 27 ประเทศ เมื่อเดือน มิ.ย. ปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่หลายประเทศกำลังเผชิญการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างรุนแรง โดยพบว่าวิกฤตไวรัสส่งผลกระทบด้านการเงินมากที่สุด เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแผ่ขยายไปทั่วโลก
ผลสำรวจพบว่าประเทศยากจนและคนหนุ่มสาวคือกลุ่มที่ประสบความยากลำบากที่สุด โดยข้อมูลบ่งชี้ว่าคนไทย 81% ได้รับผลกระทบด้านการเงิน
ส่วนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกต่างต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) เช่น ออสเตรเลียที่เศรษฐกิจถดถอยครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี
ขณะที่ทางการสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของประเทศจะตกต่ำที่สุดในรอบ 300 ปี โดยคาดว่าเศรษฐกิจในปี 2020 จะหดตัว 11.3% และจะไม่สามารถฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนยุคโควิดได้จนถึงสิ้นปี 2022

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขณะที่เมื่อเดือน ก.ย. ธนาคารโลก ได้เปิดเผยรายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจที่ระบุว่า แม้ว่าไทยมีจะมาตรการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างดี แต่ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในปีนี้ยังถดถอยหนักที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก คาดใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีในการฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนช่วงก่อนมีโรคระบาด
ธนาคารโลกประเมินว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้ ในระดับพื้นฐานจะอยู่ที่ติดลบ 8.3% จากปีที่แล้ว แต่หากเป็นในระดับต่ำสุดอาจติดลบถึง 10.4% หากมีการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 2 อย่างไรก็ตามจากตัวเลขประมาณการณ์ดังกล่าวก็ถือว่าต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน (ไม่รวมกับบรูไนและสิงคโปร์)
ขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็แสดงความกังวลว่าวิกฤตดังกล่าวจะทำให้ไทยมีประชาชนยากจนเพิ่มขึ้นในปีนี้ ซึ่งคนยากจนในที่นี้หมายถึงผู้มีรายได้ต่อวันไม่ถึง 5.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 165 บาท)
วิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยอย่างรุนแรง รูปธรรมที่ชัดเจนคือ มูลค่าตามราคาตลาด หรือ market capitalisation ของบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ที่สุด 9 แห่ง ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีมูลค่าลดลงรวมกันสูงถึงเกือบ 1.1 ล้านล้านบาท จากสิ้นปี พ.ศ. 2562 มาถึงกลางเดือน พ.ย.ปี พ.ศ. 2563 เทียบได้กับราว 1 ใน 3 ของงบประมาณรายจ่ายแผ่นดินของปีงบประมาณปี พ.ศ. 2564
ปี 63 การฆ่าตัวตายในไทยจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยทุกปี
เอกสารเผยแพร่ของกรมสุขภาพจิตเมื่อวันที่ 27 เม.ย. ระบุว่า กรมสุขภาพจิตคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2563 ตัวเลขการฆ่าตัวตายในประเทศไทยอาจสูงมากขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยในทุกปีตามกลไกทางจิตวิทยาสังคมที่อยู่ในภาวะวิกฤต และปัจจัยด้านเศรษฐกิจจะมีบทบาทมากขึ้นและอัตราส่วนที่สูงขึ้น
กรมสุขภาพจิต ระบุผ่านบัญชีทวิตเตอร์ขององค์กรว่า วิกฤตโควิดอาจทำให้จำนวนคนฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นแตะ 5,500 รายในปีนี้ จากปีก่อน ๆ ที่มียอดผู้เสียชีวิตประมาณ 4,000-4,500 ราย
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
ชนวนขัดแย้งบนเวทีการเมืองโลก
ความเสียหายใหญ่หลวงที่เกิดขึ้น ได้กลายเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งระหว่างชาติตะวันตกที่ไม่พอใจกับการที่จีนซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิดโรคโควิด-19 จัดการกับโรคระบาดที่เกิดขึ้น
ที่ผ่านมา จีนถูกกล่าวหาว่าไม่มีความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลในช่วงต้นของการระบาด และไม่ยอมให้มีการสอบสวนอิสระของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ โดยนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลจีน "ต้องสารภาพให้หมด" ว่ารู้ข้อมูลอะไรบ้าง
ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยอ้างว่าเขาได้เห็นหลักฐานอะไรที่ทำให้เชื่อว่าสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นเป็นต้นตอของโรคระบาดครั้งนี้ โดยที่ไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมหรือหลักฐานยืนยันคำกล่าวอ้างนี้แต่อย่างใด
ส่วนรัฐบาลและสื่อของทางการจีนพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของเหล่านักวิจารณ์ด้วยการพยายามผลักดันทฤษฎีสมคบคิดว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีต้นกำเนิดในสหรัฐฯ โดยเมื่อเดือน มี.ค. นายจ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ทวีตข้อความกล่าวหาสหรัฐฯ ปล่อยอาวุธชีวภาพที่เมืองอู่ฮั่น ว่า"บางทีกองทัพสหรัฐฯ อาจเป็นคนนำโรคระบาดสู่เมืองอู่ฮั่น"
ขณะที่นายเอ็ดวาร์ดู โบลโซนาโร ส.ส. บราซิล บุตรชายของประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ได้จุดประเด็นพิพาททางการทูตกับจีนด้วยการรีทวีตข้อความที่กล่าวหาว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนคือผู้อยู่เบื้องหลังการระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ส่งผลให้นักการทูตระดับสูงของจีนในบราซิลตอบโต้ด้วยการรีทวีตข้อความว่า "ตระกูลโบลโซนาโรคือพิษร้ายของประเทศนี้"

ที่มาของภาพ, Reuters
แม้จีนจะพยายามกอบกู้ชื่อเสียงของประเทศด้วยการดำเนินโครงการบริจาคด้านเวชภัณฑ์ เช่น หน้ากากอนามัย ให้ประเทศที่เผชิญโรคระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะในยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ดูเหมือนความพยายามเหล่านี้จะไม่ได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติมากนัก จากข้อกล่าวหาว่าจีนจัดส่งเวชภัณฑ์ด้อยคุณภาพไปให้หลายประเทศ
เมื่อเดือน มี.ค. ทางการสเปน ตุรกี และเนเธอร์แลนด์ ประกาศว่าชุดตรวจเชื้อโรคโควิด-19 และหน้ากากอนามัยที่นำเข้าจากจีนมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานและใช้งานไม่ได้ พร้อมสั่งเรียกคืนอุปกรณ์เหล่านี้
นอกจากจะสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศแล้ว วิกฤตไวรัสระบาดครั้งนี้ยังสร้างความร้าวฉาวให้ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับองค์การอนามัยโลก
ประธานาธิบดีทรัมป์ แถลงเมื่อวันที่ 14 เม.ย. ว่าจะยุติการให้งบประมาณสนับสนุนแก่องค์การอนามัยโลก เนื่องจาก "ล้มเหลวในการปฏิบัติทำหน้าที่หลักของตนเอง" ในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
นายทรัมป์กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก "บริหารงานผิดพลาดอย่างร้ายแรง และปกปิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา" และอธิบายว่า สหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนหลักขององค์การอนามัยโลก ด้วยภาษีของชาวอเมริกันปีละ 400 - 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (1.3-1.6 หมื่นล้านบาท)
"หาก WHO ได้ทำหน้าที่ของตัวเองโดยการส่งผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เข้าไปประเมินสถานการณ์ในจีนอย่างตรงไปตรงมา และเปิดเผยความไม่โปร่งใสของทางการจีนแล้ว การระบาดของโรคก็อาจเกิดในวงจำกัดและไม่มีผู้เสียชีวิตมากมาย"
เมื่อวันที่ 7 ก.ค.คณะทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นกระบวนการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลกแล้ว โดยจะต้องใช้เวลา 1 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ และต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะได้รับการสนับสนุนให้ถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศนี้หรือไม่
1 ปี หลังมีรายงานการพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีน และหลังจากการเจรจากับทางการจีนนานหลายเดือน ในที่สุด องค์การอนามัยโลกได้ประกาศส่งคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ 10 คน ลงพื้นที่เมืองอู่ฮั่นในเดือน ม.ค. 2021 เพื่อสืบหาต้นตอการอุบัติของเชื้อไวรัสมรณะชนิดนี้ ที่ปัจจุบันเชื้อได้มีวิวัฒนาการและกลายพันธุ์เป็นเชื้อชนิดใหม่ที่มีขีดความสามารถในการแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็วและง่ายดายขึ้น เช่น เชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่ที่กำลังระบาดในสหราชอาณาจักร ซึ่งกำลังสร้างความหนักใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์และรัฐบาลอังกฤษ ตลอดจนทำให้หลายประเทศสั่งปิดพรมแดนห้ามการเดินทางจากสหราชอาณาจักรอย่างเร่งด่วน
สถานการณ์โควิดในปี 2021
แม้วัคซีนที่คิดค้นได้จะเปรียบเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ซึ่งให้ความหวังในการต่อสู้กับโรคระบาดนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะยังไม่สิ้นสุดลงง่าย ๆ และเรายังไม่น่าจะกลับไปใช้ชีวิตได้ตามเดิมได้ในเร็ว ๆ นี้ เพราะปัจจุบันยังไม่มีใครทราบว่าผู้รับวัคซีนจะมีภูมิคุ้มกันยาวนานแค่ไหน แต่หากภูมิคุ้มกันจากวัคซีนชนิดใหม่นี้ไม่คงอยู่ยาวนาน ก็อาจจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นทุก ๆ ปี เช่นเดียวกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
หากคนจำนวนมากพอมีภูมิคุ้มกันโรค เชื้อไวรัสก็จะหยุดแพร่กระจายและเราไม่จำเป็นต้องมีมาตรการอื่นมาควบคุมการแพร่ระบาด แต่สิ่งที่ยากคือช่วงเวลาที่ต้องรอคอยจากจุดปัจจุบันไปจนถึงวันที่คนทั่วโลกมีภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19
นอกจากนี้การผลิตวัคซีนให้เพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกยังเป็นเรื่องท้าทาย เพราะต้องใช้เวลา และจะต้องมีมาตรการบางอย่างมาควบคุมไม่ให้ไวรัสแพร่กระจาย จนกว่าจะถึงเวลานั้น
ดังนั้นการตรวจหาเชื้อ การล็อกดาวน์ การเว้นระยะห่างทางสังคม และการสวมหน้ากากปิดปากและจมูก จะยังคงเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเราต่อไป

วิดีโอน่ารู้เกี่ยวกับไวรัสโคโรนา
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 1
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 2
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์, 3












