โควิด-19: ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ภัยคุกคามชาวโลกปี 2020

A doctor collects a swab sample from a man, in front of a large mural depicting people wearing personal protective equipment

ที่มาของภาพ, Lim Huey Teng / Reuters

    • Author, วิชุตา ครุธเหิน
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

"การระบาดใหญ่" (pandemic) และ "ล็อกดาวน์" (lockdown) คือคำที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นคำศัพท์แห่งปี 2020 ของพจนานุกรมภาษาอังกฤษเมอร์เรียม-เว็บส์เตอร์ และพจนานุกรมคอลลินส์ เพราะมีการใช้เพิ่มสูงขึ้นมากในรอบปีนี้

นี่ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เนื่องจากคำศัพท์ทั้งสองได้สะท้อนสภาพการณ์ของโลกในยุคสมัยนี้ได้อย่างแท้จริง เพราะ 2020 คือปีที่โลกตกอยู่ภายใต้เงาการระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรคโควิด-19 ซึ่งสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้ยกให้วิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขนี้เป็นความท้าทายครั้งใหญ่หลวงที่สุดที่เราต้องเผชิญนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

นับแต่โรคร้ายชนิดนี้อุบัติขึ้นในจีนเมื่อปลายปี 2019 เชื้อไวรัสมรณะชนิดนี้ได้ระบาดไปในทุกทวีปของโลก ไม่เว้นแม้แต่ทวีปแอนตาร์กติกาในขั้วโลกใต้ ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ระบุว่า เชื้อโรคโควิด-19 ทำให้มีผู้ติดเชื้อไปแล้วกว่า 82 ล้านคน และคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 1.7 ล้านคน

การระบาดของโรคโควิด-19 ไม่ใช่แค่วิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขของโลกเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคมครั้งรุนแรงเป็นประวัติการณ์ เพราะไม่ว่าโรคติดต่อชนิดนี้กล้ำกรายเข้าไปในดินแดนหรือประเทศใดก็ล้วนสร้างหายนะต่อภาคสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง รวมทั้งอาจจะทิ้งรอยแผลเป็นลึกและคงอยู่ต่อไปอีกนาน

ตามแผนที่

จำนวนผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วทั่วโลก

Group 4

โปรดอัพเกรดเบราเซอร์ของคุณเพื่อประสบการณ์รับชมอย่างเต็มรูปแบบ

ที่มา : มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์, หน่วยงานสาธารณสุขระดับประเทศต่าง ๆ

ตัวเลขล่าสุด 5 กรกฎาคม 2565 14:59 GMT+7

Presentational grey line

ข้อมูลโดยละเอียด

เลื่อนตารางเพื่อดูข้อมูลเพิ่ม

*จำนวนผู้เสียชีวิตต่อประชากรหนึ่งแสนคน

สหรัฐอเมริกา 1,012,833 308.6 87,030,788
บราซิล 672,033 318.4 32,535,923
อินเดีย 525,242 38.4 43,531,650
รัสเซีย 373,595 258.8 18,173,480
เม็กซิโก 325,793 255.4 6,093,835
เปรู 213,579 657.0 3,640,061
สหราชอาณาจักร 177,890 266.2 22,232,377
อิตาลี 168,604 279.6 18,805,756
อินโดนีเซีย 156,758 57.9 6,095,351
ฝรั่งเศส 146,406 218.3 30,584,880
อิหร่าน 141,404 170.5 7,240,564
เยอรมนี 141,397 170.1 28,542,484
โคลอมเบีย 140,070 278.3 6,175,181
อาร์เจนตินา 129,109 287.3 9,394,326
โปแลนด์ 116,435 306.6 6,016,526
ยููเครน 112,459 253.4 5,040,518
สเปน 108,111 229.6 12,818,184
แอฟริกาใต้ 101,812 173.9 3,995,291
ตุรกี 99,057 118.7 15,180,444
โรมาเนีย 65,755 339.7 2,927,187
ฟิลิปปินส์ 60,602 56.1 3,709,386
ชิลี 58,617 309.3 4,030,267
ฮังการี 46,647 477.5 1,928,125
เวียดนาม 43,088 44.7 10,749,324
แคนาดา 42,001 111.7 3,958,155
สาธารณรัฐเช็ก 40,324 377.9 3,936,870
บัลแกเรีย 37,260 534.1 1,174,216
มาเลเซีย 35,784 112.0 4,575,809
เอกวาดอร์ 35,745 205.7 913,798
เบลเยียม 31,952 278.2 4,265,296
ญี่ปุ่น 31,328 24.8 9,405,007
ไทย 30,736 44.1 4,534,017
ปากีสถาน 30,403 14.0 1,539,275
กรีซ 30,327 283.0 3,729,199
บังกลาเทศ 29,174 17.9 1,980,974
ตูนิเซีย 28,691 245.3 1,052,180
อิรัก 25,247 64.2 2,359,755
อียิปต์ 24,723 24.6 515,645
เกาหลีใต้ 24,576 47.5 18,413,997
โปรตุเกส 24,149 235.2 5,171,236
เนเธอร์แลนด์ 22,383 129.1 8,203,898
โบลิเวีย 21,958 190.7 931,955
สโลวาเกีย 20,147 369.4 2,551,116
ออสเตรีย 20,068 226.1 4,499,570
เมียนมา 19,434 36.0 613,659
สวีเดน 19,124 185.9 2,519,199
คาซัคสถาน 19,018 102.7 1,396,584
ปารากวัย 18,994 269.6 660,841
กัวเตมาลา 18,616 112.1 921,146
จอร์เจีย 16,841 452.7 1,660,429
ศรีลังกา 16,522 75.8 664,181
เซอร์เบีย 16,132 232.3 2,033,180
โมร็อกโก 16,120 44.2 1,226,246
โครเอเชีย 16,082 395.4 1,151,523
บอสเนีย และเฮอร์เซโกวินา 15,807 478.9 379,041
จีน 14,633 1.0 2,144,566
จอร์แดน 14,068 139.3 1,700,526
สวิตเซอร์แลนด์ 13,833 161.3 3,759,730
เนปาล 11,952 41.8 979,835
มอลโดวา 11,567 435.2 520,321
อิสราเอล 10,984 121.3 4,391,275
ฮอนดูรัส 10,906 111.9 427,718
เลบานอน 10,469 152.7 1,116,798
ออสเตรเลีย 10,085 39.8 8,291,399
อาเซอร์ไบจาน 9,717 96.9 793,388
มาซิโดเนียเหนือ 9,327 447.7 314,501
ซาอุดีอาระเบีย 9,211 26.9 797,374
ลิทัวเนีย 9,175 329.2 1,162,184
อาร์เมเนีย 8,629 291.7 423,417
คิวบา 8,529 75.3 1,106,167
คอสตาริกา 8,525 168.9 904,934
ปานามา 8,373 197.2 925,254
อัฟกานิสถาน 7,725 20.3 182,793
เอธิโอเปีย 7,542 6.7 489,502
ไอร์แลนด์ 7,499 151.8 1,600,614
อุรุกวัย 7,331 211.8 957,629
ไต้หวัน 7,025 29.5 3,893,643
เบลารุส 6,978 73.7 982,867
แอลจีเรีย 6,875 16.0 266,173
สโลวีเนีย 6,655 318.7 1,041,426
เดนมาร์ก 6,487 111.5 3,177,491
ลิเบีย 6,430 94.9 502,189
ลัตเวีย 5,860 306.4 837,182
เวเนซุเอลา 5,735 20.1 527,074
ดินแดนปาเลสไตน์ 5,662 120.8 662,490
เคนยา 5,656 10.8 334,551
ซิมบับเว 5,558 38.0 255,726
ซูดาน 4,952 11.6 62,696
ฟินแลนด์ 4,875 88.3 1,145,610
โอมาน 4,628 93.0 390,244
สาธารณรัฐโดมินิกัน 4,383 40.8 611,581
เอลซัลวาดอร์ 4,150 64.3 169,646
นามิเบีย 4,065 163.0 169,247
ตรินิแดดและโตเบโก 4,013 287.7 167,495
แซมเบีย 4,007 22.4 326,259
ยูกันดา 3,621 8.2 167,979
แอลเบเนีย 3,502 122.7 282,690
นอร์เวย์ 3,337 62.4 1,448,679
ซีเรีย 3,150 18.5 55,934
ไนจีเรีย 3,144 1.6 257,637
จาเมกา 3,144 106.6 143,347
คอซอวอ 3,140 175.0 229,841
กัมพูชา 3,056 18.5 136,296
คีร์กิซสถาน 2,991 46.3 201,101
บอตสวานา 2,750 119.4 322,769
มอนเตเนโกร 2,729 438.6 241,190
มาลาวี 2,646 14.2 86,600
เอสโตเนีย 2,591 195.3 580,114
คูเวต 2,555 60.7 644,451
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 2,319 23.7 952,960
โมซัมบิก 2,212 7.3 228,226
มองโกเลีย 2,179 67.6 928,981
เยเมน 2,149 7.4 11,832
เซเนกัล 1,968 12.1 86,382
แคเมอรูน 1,931 7.5 120,068
แองโกลา 1,900 6.0 101,320
อุซเบกิสถาน 1,637 4.9 241,196
นิวซีแลนด์ 1,534 31.2 1,374,535
บาห์เรน 1,495 91.1 631,562
รวันดา 1,460 11.6 131,270
กานา 1,452 4.8 166,546
สิงคโปร์ 1,419 24.9 1,473,180
เอสวาตีนี 1,416 123.3 73,148
มาดากัสการ์ 1,401 5.2 65,787
สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก 1,375 1.6 91,393
สุรินัม 1,369 235.5 80,864
โซมาเลีย 1,361 8.8 26,803
กายอานา 1,256 160.5 67,657
ลักเซมเบิร์ก 1,094 176.5 265,323
ไซปรัส 1,075 89.7 515,596
มอริเชียส 1,004 79.3 231,036
มอริเตเนีย 984 21.7 60,368
มาร์ตีนิก 965 257.0 195,912
กัวเดอลุป 955 238.7 168,714
ฟิจิ 866 97.3 65,889
แทนซาเนีย 841 1.4 35,768
เฮติ 837 7.4 31,677
บาฮามาส 820 210.5 36,101
เรอูนียง 812 91.3 422,769
โกตดิวัวร์ 805 3.1 83,679
สปป.ลาว 757 10.6 210,313
มอลตา 748 148.8 105,407
มาลี 737 3.7 31,176
เลโซโท 699 32.9 33,938
เบลีซ 680 174.2 64,371
กาตาร์ 679 24.0 385,163
ปาปัวนิวกินี 662 7.5 44,728
เฟรนช์พอลินีเซีย 649 232.4 73,386
บาร์เบโดส 477 166.2 84,919
กินี 443 3.5 37,123
กาบูเวร์ดี 405 73.6 61,105
เฟรนช์เกียนา 401 137.9 86,911
บูร์กินาฟาโซ 387 1.9 21,044
คองโก 385 7.2 24,128
เซนต์ลูเซีย 383 209.5 27,094
แกมเบีย 365 15.5 12,002
นิวแคลิโดเนีย 313 108.8 64,337
ไนเจอร์ 310 1.3 9,031
มัลดีฟส์ 306 57.6 182,720
กาบอง 305 14.0 47,939
ไลบีเรีย 294 6.0 7,497
คูราเซา 278 176.5 44,545
โตโก 275 3.4 37,482
นิการากัว 242 3.7 14,690
เกรนาดา 232 207.1 18,376
บรูไน (ดารุสซาลาม) 225 51.9 167,669
อารูบา 222 208.8 41,000
ชาด 193 1.2 7,426
จิบูตี 189 19.4 15,690
มายอต 187 70.3 37,958
อิเควทอเรลกินี 183 13.5 16,114
ไอซ์แลนด์ 179 49.5 195,259
หมู่เกาะแชนแนล ช่องแคบอังกฤษ 179 103.9 80,990
กินีบิสเซา 171 8.9 8,369
เซเชลส์ 167 171.1 44,847
เบนิน 163 1.4 27,216
คอโมโรส 160 18.8 8,161
อันดอร์รา 153 198.3 44,177
หมู่เกาะโซโลมอน 153 22.8 21,544
แอนติกา และบาร์บูดา 141 145.2 8,665
เบอร์มิวดา 140 219.0 16,162
ซูดานใต้ 138 1.2 17,722
ติมอร์-เลสเต 133 10.3 22,959
ทาจิกิสถาน 125 1.3 17,786
เซียร์ราลีโอน 125 1.6 7,704
ซานมาริโน 115 339.6 18,236
เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ 114 103.1 9,058
สาธารณรัฐแอฟริกากลาง 113 2.4 14,649
ไอล์ ออฟ แมน 108 127.7 36,463
ยิบรอลตาร์ 104 308.6 19,633
เอริเทรีย 103 2.9 9,805
เนเธอร์แลนด์แอนทิลลิส 87 213.6 10,601
ลิกเตนสไตน์ 85 223.6 17,935
เซาตูเมและปรินซิปี 74 34.4 6,064
โดมินิกา 68 94.7 14,852
เซนต์มาร์ติน (ส่วนของฝรั่งเศส) 63 165.8 10,952
หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน 63 209.8 6,941
โมนาโก 59 151.4 13,100
เซนต์คิตส์และเนวิส 43 81.4 6,157
บุรุนดี 38 0.3 42,731
โบแนเรอ, ซินต์เอิสตาซียึส และซาบา 37 142.4 10,405
หมู่เกาะเติกส์และหมู่เกาะเคคอส 36 94.3 6,219
หมู่เกาะเคย์แมน 29 44.7 27,594
ซามัว 29 14.7 14,995
หมู่เกาะแฟโร 28 57.5 34,658
ภูฏาน 21 2.8 59,824
กรีนแลนด์ 21 37.3 11,971
วานูอาตู 14 4.7 11,389
คิริบาส 13 11.1 3,236
เรือสำราญ ไดมอนด์ พรินเซส 13 712
ตองกา 12 11.5 12,301
แองกวิลลา 9 60.5 3,476
มอนต์เซอร์รัต 8 160.3 1,020
หมู่เกาะวาลิสและฟูตูนา 7 61.2 454
ปาเลา 6 33.3 5,237
แซ็ง-บาร์เตเลมี 6 60.9 4,697
เรือสำราญ เอ็มเอส ซานดาม 2 9
หมู่เกาะคุก 1 5.7 5,774
แซงปีแยร์และมีเกอลง 1 17.2 2,779
หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ 0 0.0 1,815
ไมโครนีเซีย 0 0.0 38
วาติกัน 0 0.0 29
หมู่เกาะมาร์แชลล์ 0 0.0 18
แอนตาร์กติกา 0 11
เซนต์เฮเลนา 0 0.0 4

โปรดอัพเกรดเบราเซอร์ของคุณเพื่อประสบการณ์รับชมอย่างเต็มรูปแบบ

มีการปรับปรุงข้อมูลนี้เป็นประจำแต่ก็อาจจะไม่ใช่ตัวเลขล่าสุดสำหรับแต่ละประเทศ

ข้อมูลในอดีตสำหรับรายใหม่เป็นค่าเฉลี่ยของ 3 วัน แต่ขณะนี้ได้มีการปรับตัวเลขยอดผู้เสียชีวิต ดังนั้นจึงไม่สามารถคำนวณหาค่าเฉลี่ยสำหรับวันที่นี้ได้

ที่มา : มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์, หน่วยงานสาธารณสุขระดับประเทศต่าง ๆ

ตัวเลขอัปเดตล่าสุดเมื่อ : 5 กรกฎาคม 2565 14:59 GMT+7

ย้อนรอยโควิด-19

เป็นเวลาหนึ่งปีแล้วที่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้อุบัติขึ้นและระบาดไปทั่วโลก แม้สถานการณ์ในบางประเทศจะดีขึ้น และมาตรการควบคุมโรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่จำนวนผู้ติดเชื้อในภาพรวมทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บีบีซีไทยจะพาย้อนดูเหตุการณ์สำคัญบางส่วนที่เกิดขึ้นในวิกฤตการณ์นี้

31 ธ.ค. 2019

โลกได้รับรู้เรื่องโรคติดต่อปริศนา หลังจากทางการจีนยืนยันเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2019 ว่าเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเชื่อว่ามีต้นตอมาจากตลาดสดที่ขายอาหารทะเลและอาหารป่าในเมืองอู่ฮั่น โดยหลังจากเก็บตัวอย่างไวรัสจากคนไข้นำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ในเวลาต่อมา จีนและองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ไวรัสชนิดนี้คือ "เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่"

ก่อนหน้านี้ พบไวรัสโคโรนาที่เคยเกิดการระบาดในมนุษย์มาแล้ว 6 สายพันธุ์ โดยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดขณะนี้เป็นสายพันธุ์ที่ 7

คนไทยรู้จักไวรัสในตระกูลนี้มาแล้วจากโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง หรือ โรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome - SARS) ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสโคโรนา และพบการระบาดครั้งแรกปลายปี 2002 ที่ประเทศจีนเช่นกัน ก่อนที่จะแพร่กระจายไปในหลายประเทศ จนมีผู้ติดเชื้อกว่า 8,000 คน และคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 800 คนทั่วโลก

Coronavirus

ที่มาของภาพ, Getty Images

11 ม.ค. 2020

สื่อจีนรายงานพบผู้เสียชีวิตรายแรกจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เป็นชายวัย 61 ปีที่ไปซื้อของในตลาดสดเมืองอู่ฮั่น แล้วล้มป่วยก่อนเสียชีวิตลงในวันที่ 9 ม.ค.

13 ม.ค. 2020

ไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นอกจีนแผ่นดินใหญ่ โดยกระทรวงสาธารณสุขรายงานเมื่อวันที่ 13 ม.ค.ว่าพบผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อรายแรก เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน อายุ 61 ปีเดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นถึงไทยวันที่ 3 ม.ค.

เจ้าหน้าที่ตรวจพบจากการคัดกรองด้วยเครื่องเทอร์โมสแกน จากนั้นได้ถูกนำตัวเข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูรจนหายและตรวจไม่พบเชื้อ ก่อนที่จะเดินทางกลับจีนวันที่ 18 ม.ค.

23 ม.ค. 2020

ทางการจีนมีคำสั่ง "ล็อกดาวน์" ระงับการให้บริการเครื่องบิน รถไฟ และบริการขนส่งมวลชนทั้งหมดที่เดินทางเข้าออกเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีประชากรราว 11 ล้านคน รวมทั้งเมืองใกล้เคียง หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้มีผู้ติดเชื้อทั้งในจีนและในต่างประเทศแล้วกว่า 600 ราย รวมทั้งมีผู้เสียชีวิตอีกอย่างน้อย 17 ราย

31 ม.ค. 2020

กระทรวงสาธารณสุขพบผู้ป่วยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ติดเชื้อในประเทศรายแรกเป็นคนขับแท็กซี่ คาดว่าได้รับเชื้อจากผู้โดยสารชาวจีน ส่งผลให้ในเวลาต่อมา กระทรวงฯ ได้ประกาศเฝ้าระวังกลุ่มผู้ที่ทำงานกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากถือเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนามากที่สุด

นักท่องเที่ยวจากจีน ประเทศต้นตอของการแพร่ระบาด เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากที่สุด หากดูตัวเลขในปี พ.ศ. 2562 พบว่าเป็นอันดับ 1 คือ 10.99 ล้านคน คิดเป็น 27.63% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด สร้างรายได้ 5.43 แสนล้านบาท สอดคล้องกับงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตันในอังกฤษที่บ่งชี้ว่า ไทยคือประเทศที่เสี่ยงได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากจีนแผ่นดินใหญ่มากที่สุดในโลก เนื่องจากเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีนจากพื้นที่เสี่ยงการระบาดของโรค

2 ก.พ. 2020

ฟิลิปปินส์รายงานการพบผู้ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่รายแรกนอกประเทศจีน เป็นชายวัย 44 ปีจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งองค์การอนามัยโลกเชื่อว่าเขาติดเชื้อก่อนที่จะเดินทางเข้าฟิลิปปินส์

11 ก.พ. 2020

องค์การอนามัยโลก ประกาศชื่อที่เป็นทางการสำหรับใช้เรียกโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ว่า "โควิด-ไนน์ทีน" (Covid-19) โดยชื่อนี้มาจากคำย่อในภาษาอังกฤษของคำว่าโคโรนา ไวรัส และดีซีส (Disease) ที่แปลว่าโรคภัยไข้เจ็บ รวมทั้งเลข 19 ซึ่งแสดงถึงปีที่มีรายงานการแพร่ระบาดครั้งแรก

ขณะที่คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยอนุกรมวิธานวิทยาของไวรัส (International Committee on Taxonomy of Viruses ) ได้กำหนดให้ใช้ชื่อไวรัสก่อโรค Covid-19 ว่า SARS-CoV-2 หรือไวรัสโคโรนาโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงชนิดที่สอง (Severe acute respiratory syndrome coronavirus 2 ) เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมอย่างใกล้ชิดกับเชื้อไวรัสโรคซาร์ส

1 มี.ค. 2020

ทางการไทยบังคับใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่กำหนดให้ "โควิด 19" เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 โดยมีผลบังคับใช้ให้ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ เช่น โรงแรม มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องรายงานและแจ้ง เมื่อสงสัยหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าจะเป็นโรคติดต่ออันตราย

ในวันเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุข แถลงพบผู้ป่วยโควิด-19 คนไทยเสียชีวิตเป็นรายแรก เป็นชายไทย อายุ 35 ปี ที่มีประวัติติดต่อใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวชาวจีนแล้วล้มป่วย ก่อนที่จะเสียชีวิตในวันที่ 29 ก.พ.

ในเดือน มี.ค.ไทยมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการแพร่โรคเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ เช่น ในสถานบันเทิง โดยการแพร่เชื้อกลุ่มใหญ่สุดเกิดขึ้นในการชกมวยไทย ที่สนามมวยลุมพินี เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ซึ่งทำให้ในหนึ่งสัปดาห์ถัดมามียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มเกิน 100 คนต่อวัน

11 มี.ค. 2020

องค์การอนามัยโลก ประกาศให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็น "การระบาดใหญ่" หรือ pandemic เมื่อวันที่ 11 มี.ค. หลังจากเชื้อได้ลุกลามไปใน 118 ประเทศและดินแดนทั่วโลก และมีผู้ติดเชื้อกว่า 121,000 คน ทั้งได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 4,300 คน

ดร.เทดรอส อาดานอม เกเบรเยซัส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก แถลงว่าจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นอกประเทศจีนนั้นพุ่งพรวดขึ้น 13 เท่าตัวภายในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ดำเนินมาตรการ "เร่งด่วนและแข็งกร้าว" เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

A man wearing a protective face mask walks past a graffiti depicting a healthcare worker fighting the virus, amid the outbreak of the coronavirus disease (COVID-19) in Omsk, Russia November 23, 2020

ที่มาของภาพ, Reuters

หลังคำร้องขอ รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ เร่งจัดสรรงบประมาณมหาศาลเพื่อควบคุมโรค รวมทั้งดำเนินมาตรการล็อกดาวน์ เช่น ในอินเดีย รัฐบาลได้ประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 24 มี.ค. โดยให้มีผลบังคับใช้ 21 วันกับพลเมืองราว 1,300 ล้านคน

ส่วนในประเทศไทย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ให้มีผลวันที่ 26 มี.ค. และมีประกาศห้ามออกนอกเคหะสถานยามวิกาล ตั้งแต่คืนวันที่ 3 เม.ย. โดยสั่งให้ประชาชนชะลอการเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อควบคุมโรค

1 เม.ย. 2020

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เตือนว่าการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ทำให้โลกเผชิญกับ "วิกฤตร้ายแรงที่สุด" นับแต่สงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกพุ่งทะลุหลัก 1 ล้านคน ใน 171 ประเทศ และ 6 ทวีป รวมทั้งคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 51,000 ราย

แม้หลายประเทศจะดำเนินความพยายามควบคุมโรค แต่ยอดผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 28 เม.ย. สหรัฐฯ มียอดผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อแตะ 1 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของยอดผู้ติดเชื้อทั้งโลก ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสมรณะอยู่ที่กว่า 57,000 คน

29 ก.ย. 2020

ราว 9 เดือนหลังจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้แพร่ระบาดออกนอกประเทศจีน เชื้อไวรัสชนิดนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกทะลุหลัก 1 ล้านคน โดยข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ของสหรัฐฯ ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในสหรัฐฯ อินเดีย และบราซิล มีสัดส่วนรวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก โดยขณะนั้น เชื้อได้ลุกลามไปใน 188 ประเทศและดินแดน และมียอดสะสมของผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไปกว่า 32 ล้านคน

ขณะที่บุคคลสำคัญและผู้นำโลกหลายคนต่างก็ติดเชื้อชนิดนี้ด้วยเช่นกัน อาทิ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารอังกฤษ และเจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ ประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ของบราซิล รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และสมาชิกในครอบครัว ตลอดจนประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อไปช่วงกลางเดือน ธ.ค.นี้

An aerial view shows the burial area provided by the government for victims of the coronavirus disease (COVID-19), at Pondok Ranggon cemetery complex, in Jakarta, Indonesia November 25, 2020

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ภาพมุมสูงเผยให้เห็นพื้นที่ฝังศพผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่รัฐบาลอินโดนีเซียจัดไว้ให้ในพื้นที่สุสานแห่งหนึ่งทางฝั่งตะวันตกของกรุงจาการ์จา

9 พ.ย. 2020

วิกฤตโรคระบาดที่เกิดขึ้นทำให้นักวิทยาศาสตร์ต่างเร่งคิดค้นและพัฒนาวัคซีนขึ้นมาต่อสู้กับโรคนี้ โดยเมื่อวันที่ 9 พ.ย. บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และไบออนเทค (BioNTech) กลายเป็นผู้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เจ้าแรกที่ประกาศผลการทดลองวัคซีนว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ถึง 94%

โดยข้อมูลจากการทดลองในขั้นที่ 3 กับอาสาสมัคร 43,500 คน ใน 6 ประเทศ คือ สหรัฐฯ เยอรมนี บราซิล อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ และตุรกี พบว่าวัคซีนชนิดนี้ดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ดีอย่างเท่าเทียมกันในคนทุกวัย และทุกเชื้อชาติ

A billboard outside the Pfizer HQ in New York

ที่มาของภาพ, Reuters

หลังจากนั้นราวหนึ่งสัปดาห์ "โมเดอร์นา" (Moderna) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพและเวชภัณฑ์จากสหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลในขั้นต้นที่บ่งชี้ว่า วัคซีนชนิดใหม่ของบริษัทมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ เกือบ 95%

นอกจากวัคซีนทั้งสองชนิดนี้ ปัจจุบันยังมีวัคซีนอื่นที่กำลังอยู่ระหว่างการทดลองขั้นที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย คือ ส่วนวัคซีนที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และบริษัทแอสตราเซเนกา (Oxford-Astrazeneca) ซึ่งช่วยให้คน 70% ไม่ป่วยเป็นโควิด-19 ขณะเดียวกันข้อมูลเบื้องต้นของวัคซีน "สปุตนิก วี" (Sputnik V) ที่พัฒนาโดยรัสเซียก็บ่งชี้ว่ามีประสิทธิภาพสูงถึง 92%

Presentational grey line
เทียบ 4 วัคซีน
Presentational grey line

2 ธ.ค. 2020

สหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุมัติให้มีการใช้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์ และไบออนเทค เป็นวงกว้างในหมู่ประชาชนทั่วไป

จากนั้นในวันที่ 8 ธ.ค. นางมาร์กาเร็ต คีแนน หญิงวัย 90 ปีจากไอร์แลนด์เหนือ กลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่ได้รับวัคซีนวัคซีนชนิดนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการฉีควัคซีนครั้งใหญ่ให้คนทั่วสหราชอาณาจักร ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสชนิดนี้แล้วกว่า 67,000 คน

Margaret Keenan receiving vaccine

ที่มาของภาพ, Pool

คำบรรยายภาพ, นางมาร์กาเร็ต คีแนน เป็นบุคคลแรกของโลกที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์และไบออนเทค

ในเวลาต่อมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ได้อนุมัติการใช้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของไฟเซอร์และไบออนเทคเป็นกรณีฉุกเฉิน ช่วยให้สหรัฐฯ เริ่มต้นโครงการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนทั่วประเทศเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. จากนั้นไม่นานก็มีการอนุมัติการใช้วัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทโมเดอร์นาเป็นชนิดที่สองของประเทศ ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตั้งเป้าจะดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนให้ได้ 100 ล้านคน ภายในระยะเวลา 100 วันแรกที่เข้าบริหารประเทศในปี 2021

ขณะที่สำนักงานยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) มีคำแนะนำให้ใช้วัคซีนของไฟเซอร์และไบออนเทค เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ส่งผลให้คณะกรรมาธิการยุโรปให้การอนุมัติการใช้วัคซีนชนิดนี้อย่างเป็นทางการในกลุ่มชาติสมาชิกอียูทั้ง 27 ประเทศ

Nurse practitioner Tabe Mase gives U.S. President-elect Joe Biden a dose of a vaccine against the coronavirus disease (COVID-19) at ChristianaCare Christiana Hospital, in Newark, Delaware, U.S. December 21, 2020.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่โรงพยาบาลในรัฐเดลาแวร์ วันที่ 21 ธ.ค. ซึ่งมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ

ส่วนประเทศไทยนั้น คาดว่าจะได้เห็นวัคซีนต้านโควิด-19 ช่วงกลางปีหน้าหลังจากนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีนโควิด-19 โดยการจองล่วงหน้า ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและบริษัทแอสตราเซนเนกา โดยตั้งเป้าว่าจะมอบวัคซีนชุดแรก 26 ล้านโดส ที่บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด รับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตได้ในกลางปีหน้า ซึ่งคนกลุ่มแรก ๆ ที่จะไดัรับวัคซีนคือ กลุ่มผู้สูงอายุและบุคลากรทางการแพทย์

การเซ็นสัญญาซึ่งมีขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 27 พ.ย. เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 พ.ย. โดยการจองล่วงหน้าและการจัดซื้อวัคซีนกับบริษัทแอสตราเซเนกา ประเทศไทย และบริษัทแอสตาเซเนกา สหราชอาณาจักร ในวงเงิน 6,049,723,117 บาท ในจำนวนนี้เป็นงบประมาณ สำหรับการบริหารจัดการวัคซีนกว่า 2 พันล้านบาท โดยคาดว่าจะจัดหาวัคซีน 26 ล้านโดสให้ประชากรกลุ่มเสี่ยง 13 ล้านคนได้ภายในกลางปี พ.ศ. 2564

มติ ครม.ดังกล่าวระบุว่าสัญญาจองและจัดซื้อนี้จะทำให้ประเทศไทยสามารถจัดหาวัคซีนได้ภายในปี พ.ศ. 2564 และจะลดอัตราการป่วย การเสียชีวิต และค่าใช้จ่ายภาครัฐในการดูแลผู้ป่วยจากโรคโควิด-19 และฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมให้กลับสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว ลดการสูญเสียเชิงเศรษฐกิจได้เป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงข่าวพบผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ครั้งใหญ่ กว่า 500 คนในจังหวัดสมุทรสาคร หลังจากมีข่าวพบแม่ค้าในตลาดกลางกุ้งติดเชื้อเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. กระทรวงสาธารณสุขรายงานเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ว่าพบผู้ติดเชื้อที่เชื่อมโยงกับตลาดกุ้ง แล้วทั้งสิ้น 3,803 ราย (ตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค.) และคาดว่ามีผู้เสี่ยงติดเชื้อจากที่นี่กระจายตัวอยู่ใน 22 จังหวัด

โควิด-19 มากกว่าแค่วิกฤตด้านสาธารณสุขโลก

Presentational grey line

หายนะทางเศรษฐกิจ

โรคระบาดที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ภัยคุกคามชีวิตและสุขภาพประชากรโลกเท่านั้น ทว่ายังได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจโลก เพราะการใช้มาตรการควบคุมโรค เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม และการล็อกดาวน์ในประเทศต่าง ๆ ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อธุรกิจหลายภาคส่วน ตั้งแต่ในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สายการบิน ภาคการส่งออก อุตสาหกรรมน้ำมัน อุตสาหกรรมบันเทิง งานบริการ ตลอดจนห้างร้านค้าปลีกต่าง ๆ

Global business logistics

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เศรษฐกิจโลกอาจย่ำแย่ที่สุดตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือ Great Depression

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ (IMF) เตือนเมื่อเดือน เม.ย.ว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะหดตัวลง 3% จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดนับแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Great Depression ในช่วงทศวรรษที่ 1930 โดยอาจสร้างความเสียหายต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในช่วง 2 ปีข้างหน้า เป็นมูลค่าราว 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 288 ล้านล้านบาท)

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 23 ก.ย. ประเมินว่าวิกฤตโควิด-19 ทำให้จำนวนชั่วโมงการทำงานของคนทั่วโลกในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2020 หายไป 17.3% หรือเทียบเท่ากับงานเต็มเวลาจำนวน 495 ล้านตำแหน่ง

ขณะที่รายได้ของแรงงานทั่วโลกลดลง 10% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ หรือคิดเป็นความเสียหายกว่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 150 ล้านล้านบาท)

ไอแอลโอ ชี้ว่า คนในประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางระดับล่าง (lower-middle income country) คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีชั่วโมงการทำงานลดลงประมาณ 23.3% หรือเทียบเท่ากับงานเต็มเวลาจำนวน 240 ล้านตำแหน่ง ในช่วงไตรมาสที่สองของปีนี้

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจที่บีบีซีมอบหมายให้ โกลบสแกน (GlobeScan) บริษัทผู้ให้บริการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะจัดทำขึ้นใน 27 ประเทศ เมื่อเดือน มิ.ย. ปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่หลายประเทศกำลังเผชิญการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างรุนแรง โดยพบว่าวิกฤตไวรัสส่งผลกระทบด้านการเงินมากที่สุด เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแผ่ขยายไปทั่วโลก

ผลสำรวจพบว่าประเทศยากจนและคนหนุ่มสาวคือกลุ่มที่ประสบความยากลำบากที่สุด โดยข้อมูลบ่งชี้ว่าคนไทย 81% ได้รับผลกระทบด้านการเงิน

ส่วนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกต่างต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) เช่น ออสเตรเลียที่เศรษฐกิจถดถอยครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี

ขณะที่ทางการสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของประเทศจะตกต่ำที่สุดในรอบ 300 ปี โดยคาดว่าเศรษฐกิจในปี 2020 จะหดตัว 11.3% และจะไม่สามารถฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนยุคโควิดได้จนถึงสิ้นปี 2022

A woman walks past a money exchange shop

ที่มาของภาพ, Getty Images

ขณะที่เมื่อเดือน ก.ย. ธนาคารโลก ได้เปิดเผยรายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจที่ระบุว่า แม้ว่าไทยมีจะมาตรการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างดี แต่ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในปีนี้ยังถดถอยหนักที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก คาดใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีในการฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนช่วงก่อนมีโรคระบาด

ธนาคารโลกประเมินว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้ ในระดับพื้นฐานจะอยู่ที่ติดลบ 8.3% จากปีที่แล้ว แต่หากเป็นในระดับต่ำสุดอาจติดลบถึง 10.4% หากมีการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 2 อย่างไรก็ตามจากตัวเลขประมาณการณ์ดังกล่าวก็ถือว่าต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน (ไม่รวมกับบรูไนและสิงคโปร์)

ขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็แสดงความกังวลว่าวิกฤตดังกล่าวจะทำให้ไทยมีประชาชนยากจนเพิ่มขึ้นในปีนี้ ซึ่งคนยากจนในที่นี้หมายถึงผู้มีรายได้ต่อวันไม่ถึง 5.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 165 บาท)

วิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยอย่างรุนแรง รูปธรรมที่ชัดเจนคือ มูลค่าตามราคาตลาด หรือ market capitalisation ของบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ที่สุด 9 แห่ง ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีมูลค่าลดลงรวมกันสูงถึงเกือบ 1.1 ล้านล้านบาท จากสิ้นปี พ.ศ. 2562 มาถึงกลางเดือน พ.ย.ปี พ.ศ. 2563 เทียบได้กับราว 1 ใน 3 ของงบประมาณรายจ่ายแผ่นดินของปีงบประมาณปี พ.ศ. 2564

ปี 63 การฆ่าตัวตายในไทยจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยทุกปี

เอกสารเผยแพร่ของกรมสุขภาพจิตเมื่อวันที่ 27 เม.ย. ระบุว่า กรมสุขภาพจิตคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2563 ตัวเลขการฆ่าตัวตายในประเทศไทยอาจสูงมากขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยในทุกปีตามกลไกทางจิตวิทยาสังคมที่อยู่ในภาวะวิกฤต และปัจจัยด้านเศรษฐกิจจะมีบทบาทมากขึ้นและอัตราส่วนที่สูงขึ้น

กรมสุขภาพจิต ระบุผ่านบัญชีทวิตเตอร์ขององค์กรว่า วิกฤตโควิดอาจทำให้จำนวนคนฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นแตะ 5,500 รายในปีนี้ จากปีก่อน ๆ ที่มียอดผู้เสียชีวิตประมาณ 4,000-4,500 ราย

ข้าม X โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด X โพสต์

ชนวนขัดแย้งบนเวทีการเมืองโลก

ความเสียหายใหญ่หลวงที่เกิดขึ้น ได้กลายเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งระหว่างชาติตะวันตกที่ไม่พอใจกับการที่จีนซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิดโรคโควิด-19 จัดการกับโรคระบาดที่เกิดขึ้น

ที่ผ่านมา จีนถูกกล่าวหาว่าไม่มีความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลในช่วงต้นของการระบาด และไม่ยอมให้มีการสอบสวนอิสระของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ โดยนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลจีน "ต้องสารภาพให้หมด" ว่ารู้ข้อมูลอะไรบ้าง

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยอ้างว่าเขาได้เห็นหลักฐานอะไรที่ทำให้เชื่อว่าสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นเป็นต้นตอของโรคระบาดครั้งนี้ โดยที่ไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมหรือหลักฐานยืนยันคำกล่าวอ้างนี้แต่อย่างใด

ส่วนรัฐบาลและสื่อของทางการจีนพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของเหล่านักวิจารณ์ด้วยการพยายามผลักดันทฤษฎีสมคบคิดว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีต้นกำเนิดในสหรัฐฯ โดยเมื่อเดือน มี.ค. นายจ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ทวีตข้อความกล่าวหาสหรัฐฯ ปล่อยอาวุธชีวภาพที่เมืองอู่ฮั่น ว่า"บางทีกองทัพสหรัฐฯ อาจเป็นคนนำโรคระบาดสู่เมืองอู่ฮั่น"

ขณะที่นายเอ็ดวาร์ดู โบลโซนาโร ส.ส. บราซิล บุตรชายของประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ได้จุดประเด็นพิพาททางการทูตกับจีนด้วยการรีทวีตข้อความที่กล่าวหาว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนคือผู้อยู่เบื้องหลังการระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ส่งผลให้นักการทูตระดับสูงของจีนในบราซิลตอบโต้ด้วยการรีทวีตข้อความว่า "ตระกูลโบลโซนาโรคือพิษร้ายของประเทศนี้"

China"s President Xi Jinping is seen on screens in the media center as he speaks at the opening ceremony of the third China International Import Expo (CIIE) in Shanghai, China November 4, 2020

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ที่ผ่านมา จีนถูกกล่าวหาว่าไม่มีความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลในช่วงต้นของการระบาด

แม้จีนจะพยายามกอบกู้ชื่อเสียงของประเทศด้วยการดำเนินโครงการบริจาคด้านเวชภัณฑ์ เช่น หน้ากากอนามัย ให้ประเทศที่เผชิญโรคระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะในยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ดูเหมือนความพยายามเหล่านี้จะไม่ได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติมากนัก จากข้อกล่าวหาว่าจีนจัดส่งเวชภัณฑ์ด้อยคุณภาพไปให้หลายประเทศ

เมื่อเดือน มี.ค. ทางการสเปน ตุรกี และเนเธอร์แลนด์ ประกาศว่าชุดตรวจเชื้อโรคโควิด-19 และหน้ากากอนามัยที่นำเข้าจากจีนมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานและใช้งานไม่ได้ พร้อมสั่งเรียกคืนอุปกรณ์เหล่านี้

นอกจากจะสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศแล้ว วิกฤตไวรัสระบาดครั้งนี้ยังสร้างความร้าวฉาวให้ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับองค์การอนามัยโลก

ประธานาธิบดีทรัมป์ แถลงเมื่อวันที่ 14 เม.ย. ว่าจะยุติการให้งบประมาณสนับสนุนแก่องค์การอนามัยโลก เนื่องจาก "ล้มเหลวในการปฏิบัติทำหน้าที่หลักของตนเอง" ในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

นายทรัมป์กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก "บริหารงานผิดพลาดอย่างร้ายแรง และปกปิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา" และอธิบายว่า สหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนหลักขององค์การอนามัยโลก ด้วยภาษีของชาวอเมริกันปีละ 400 - 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (1.3-1.6 หมื่นล้านบาท)

"หาก WHO ได้ทำหน้าที่ของตัวเองโดยการส่งผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เข้าไปประเมินสถานการณ์ในจีนอย่างตรงไปตรงมา และเปิดเผยความไม่โปร่งใสของทางการจีนแล้ว การระบาดของโรคก็อาจเกิดในวงจำกัดและไม่มีผู้เสียชีวิตมากมาย"

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.คณะทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นกระบวนการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลกแล้ว โดยจะต้องใช้เวลา 1 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ และต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะได้รับการสนับสนุนให้ถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศนี้หรือไม่

1 ปี หลังมีรายงานการพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีน และหลังจากการเจรจากับทางการจีนนานหลายเดือน ในที่สุด องค์การอนามัยโลกได้ประกาศส่งคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ 10 คน ลงพื้นที่เมืองอู่ฮั่นในเดือน ม.ค. 2021 เพื่อสืบหาต้นตอการอุบัติของเชื้อไวรัสมรณะชนิดนี้ ที่ปัจจุบันเชื้อได้มีวิวัฒนาการและกลายพันธุ์เป็นเชื้อชนิดใหม่ที่มีขีดความสามารถในการแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็วและง่ายดายขึ้น เช่น เชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่ที่กำลังระบาดในสหราชอาณาจักร ซึ่งกำลังสร้างความหนักใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์และรัฐบาลอังกฤษ ตลอดจนทำให้หลายประเทศสั่งปิดพรมแดนห้ามการเดินทางจากสหราชอาณาจักรอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์โควิดในปี 2021

คำบรรยายวิดีโอ, โควิด-19 : นักวิทยาศาสตร์ผลิตวัคซีนสำเร็จแล้ว แต่จะฉีดให้คนทั้งโลกได้อย่างไร

แม้วัคซีนที่คิดค้นได้จะเปรียบเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ซึ่งให้ความหวังในการต่อสู้กับโรคระบาดนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะยังไม่สิ้นสุดลงง่าย ๆ และเรายังไม่น่าจะกลับไปใช้ชีวิตได้ตามเดิมได้ในเร็ว ๆ นี้ เพราะปัจจุบันยังไม่มีใครทราบว่าผู้รับวัคซีนจะมีภูมิคุ้มกันยาวนานแค่ไหน แต่หากภูมิคุ้มกันจากวัคซีนชนิดใหม่นี้ไม่คงอยู่ยาวนาน ก็อาจจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นทุก ๆ ปี เช่นเดียวกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

หากคนจำนวนมากพอมีภูมิคุ้มกันโรค เชื้อไวรัสก็จะหยุดแพร่กระจายและเราไม่จำเป็นต้องมีมาตรการอื่นมาควบคุมการแพร่ระบาด แต่สิ่งที่ยากคือช่วงเวลาที่ต้องรอคอยจากจุดปัจจุบันไปจนถึงวันที่คนทั่วโลกมีภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19

นอกจากนี้การผลิตวัคซีนให้เพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกยังเป็นเรื่องท้าทาย เพราะต้องใช้เวลา และจะต้องมีมาตรการบางอย่างมาควบคุมไม่ให้ไวรัสแพร่กระจาย จนกว่าจะถึงเวลานั้น

ดังนั้นการตรวจหาเชื้อ การล็อกดาวน์ การเว้นระยะห่างทางสังคม และการสวมหน้ากากปิดปากและจมูก จะยังคงเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเราต่อไป

Presentational grey line

วิดีโอน่ารู้เกี่ยวกับไวรัสโคโรนา

ข้าม YouTube โพสต์ , 1
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์, 1

ข้าม YouTube โพสต์ , 2
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์, 2

ข้าม YouTube โพสต์ , 3
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์, 3