โควิด-19 : สหราชอาณาจักรอนุมัติการใช้วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคเป็นชาติแรกในโลก

ที่มาของภาพ, Reuters
สหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุมัติให้มีการใช้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และไบออนเทค (BioNTech) เป็นวงกว้างในหมู่ประชาชนทั่วไป
หน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (MHRA) ของสหราชอาณาจักร ระบุว่า วัคซีนชนิดนี้ซึ่งมีประสิทธิภาพป้องกันไม่ให้คนติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ถึง 95% มีความปลอดภัยสำหรับการให้วัคซีนแก่ประชาชน ซึ่งอาจเริ่มต้นขึ้นภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้าในประชากรกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรก ๆ
บริษัทไฟเซอร์ และไบออนเทค ได้ทดลองวัคซีนนี้กับคน 43,500 คน ใน 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ เยอรมนี บราซิล อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ และตุรกี
เมื่อกลางเดือน พ.ย. ไฟเซอร์ได้เปิดเผยข้อมูลจากการทดลองในขั้นที่ 3 ที่บ่งชี้ว่า วัคซีนชนิดนี้ดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้กลุ่มคนอายุ 65 ปีขึ้นไปได้ถึง 94%
ปัจจุบันสหราชอาณาจักรได้สั่งซื้อวัคซีนของไฟเซอร์และไบออนเทคไปแล้ว 40 ล้านโดส ซึ่งสามารถให้แก่ประชาชนได้ 20 ล้านคน เนื่องจากแต่ละคนจะต้องได้รับวัคซีนคนละ 2 โดส
นี่ถือเป็นการพัฒนาวัคซีนที่รวดเร็วที่สุด โดยใช้เวลาพัฒนาจากแนวคิดออกมาเป็นตัวผลิตภัณฑ์ภายในเวลาเพียง 10 เดือน จากปกติที่อาจต้องใช้เวลานานหนึ่งทศวรรษ

ที่มาของภาพ, Reuters
วัคซีนชนิดนี้คืออะไรและมีประสิทธิภาพเพียงใด
วัคซีนนี้ช่วยฝึกระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ต่อสู้กับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
วัคซีนชนิดนี้มีชื่อเรียกว่าวัคซีนอาร์เอ็นเอ ซึ่งผลิตจากชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เมื่อถูกฉีดเข้าไปในร่างกาย จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของผู้รับวัคซีนสร้างแอนติบอดีที่ใช้ต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้
จากการฉีดวัคซีนจำนวน 2 โดส ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการทดลอง ในระยะเวลาห่างกัน 3 สัปดาห์ ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าผู้เข้าร่วมการทดลองกว่า 90% มีภูมิคุ้มกันจากโรคโควิด-19
มีประสิทธิภาพ 94% ป้องกันคนวัย 65 ปีขึ้นไป
ข้อมูลเพิ่มเติมจากการทดลองที่เพิ่งจะเปิดเผยเมื่อวันที่ 18 พ.ย.บ่งชี้ว่า วัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อได้ดีอย่างเท่าเทียมกันในคนทุกวัย และทุกเชื้อชาติ
ในการทดลองวัคซีนของไฟเซอร์ และไบออนเทค มีการใช้อาสาสมัครที่มีความหลากหลาย โดย 42% ของผู้เข้าร่วมการทดลองทั้งหมดเป็นคนจากหลากหลายชาติพันธุ์ และ 41% เป็นคนอายุระหว่าง 56-85 ปี
ผลการทดลองบ่งชี้ว่า วัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อโรคโควิด-19 ในคนสูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอที่สุดและเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคนี้มากที่สุดได้ดีเทียบเท่ากับคนหนุ่มสาว
แม้จะยังไม่มีการตีพิมพ์ข้อมูลการทดลองฉบับสมบูรณ์ แต่บริษัททั้งสองระบุว่า วัคซีนชนิดนี้ไม่ส่งผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายรุนแรง พบเพียงอาการปวดศีรษะและอ่อนล้าในอาสาสมัครราว 2% ที่ได้รับวัคซีน และดูเหมือนว่าอาสาสมัครสูงวัยจะมีอาการข้างเคียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์
เคยมีการใช้วัคซีนชนิดนี้มาก่อนหรือไม่
ไม่เคยมีวัคซีนอาร์เอ็นเอที่ได้รับการรับรองให้ใช้ในคนมาก่อน แต่แนวคิดในการพัฒนาวัคซีนด้วยวิธีนี้เคยมีการศึกษาวิจัยมาก่อนและเคยมีการทดลองทางคลินิกเพื่อใช้ป้องกันโรคอื่น ๆ
หน่วยงานกำกับดูแลการผลิตวัคซีนทั่วโลกจะพิจารณาและตัดสินว่าจะสามารถอนุมัติให้ใช้วัคซีนนี้กับมนุษย์ได้หรือไม่
ใครจะได้รับวัคซีนก่อนและจะได้เร็วแค่ไหน
ขึ้นกับอายุของแต่ละคน เพราะอายุเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการของโรคโควิด -19 รุนแรงแตกต่างกันไป
ในสหราชอาณาจักร ผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราและเจ้าหน้าที่ดูแล ได้รับการจัดลำดับความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ รองลงมาเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เช่น เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล จากนั้นจึงเป็นประชาชนทั่วไปที่จะได้รับวีคซีนตามลำดับอายุ โดยมีผู้ที่อายุต่ำกว่า 50 ปี อยู่ในอันดับท้ายสุด
หากผลทดลองเป็นไปโดยราบรื่น การฉีดวัคซีนชุดแรกอาจเกิดขึ้นก่อนเทศกาลคริสต์มาส อย่างไรก็ดี ความท้าทายที่รออยู่คือการขนส่งวัคซีนที่จะต้องจัดทำภายใต้อุณหภูมิลบ 80 องศาเซลเซียส
ผู้รับวัคซีนจะมีภูมิคุ้มกันยาวนานแค่ไหน
ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบคำตอบ แต่หากภูมิคุ้มกันจากวัคซีนชนิดใหม่นี้ไม่คงอยู่ยาวนาน ก็อาจจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นทุก ๆ ปี เช่นเดียวกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยไม่ได้บ่งชี้ว่าคนทุกช่วงวัยมีภูมิคุ้มกันจากโรคโควิด-19 เหมือนกันหรือไม่ อย่างไรก็ตามการศึกษาก่อนหน้านี้ชี้ให้เห็นว่าทั้งคนหนุ่มสาวและผู้สูงอายุต่างมีภูมิคุ้มกัน
สำหรับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอจะไม่สามารถรับวัคซีนนี้ได้









