โควิด-19: คนไทยจะได้ใช้วัคซีนเมื่อไหร่ หลังไฟเซอร์ขยับเข้าใกล้ไปอีกขั้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เผยรัฐบาลไทยเตรียมประสานขอข้อมูลเชิงลึกกับบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) ผู้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในสัปดาห์ที่สามของเดือน พ.ย. นี้ ภายหลังมีการเปิดเผยผลวิเคราะห์ในขั้นแรกของวัคซีนจากบริษัทยารายใหญ่ในต่างประเทศว่าสามารถป้องกันไม่ให้คนติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ถึง 90%
การแถลงของกระทรวงสาธารณสุขในวันนี้ (10 พ.ย.) มีขึ้นหลังจาก บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และไบออนเทค (BioNTech) เผยข้อมูลผลวิเคราะห์ดังกล่าว ซึ่งมีการนำวัคซีนนี้ไปทดลองกับคน 43,500 คน ใน 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ เยอรมนี บราซิล อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ และตุรกี โดยไม่พบว่ามีปัญหาในเรื่องความปลอดภัยกับผู้เข้าร่วมการทดลอง
ส่วนของประเทศไทย นพ.นคร เปรมศรี ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ระบุว่ารัฐบาลมีข้อตกลงในการประสานข้อมูลเชิงลึกกับบริษัทไฟเซอร์อยู่แล้วก่อนหน้าบนพื้นฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย แต่ไม่ได้มีพูดคุยถึงขึ้นจำนวนโดสในการจัดหาวัคซีนมายังประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไฟเซอร์ถือเป็นหนึ่งในบริษัทยาที่อยู่ในแผนการจัดหาวัคซีนล่วงหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้
กรอบเวลาไว้ในการจัดหาวัคซีน กระทรวงสาธารณสุขมีแผนจัดหาวัคซีนล่วงให้คนไทยในสัดส่วน 50% ของจำนวนประชากรภายในปี 2021 ส่วนการผลิตวัคซีนที่รัฐบาลไทยสนับสนุน ยังเดินหน้าตามแผนเดิมเริ่มทดสอบในคนต้นเดือน ม.ค.ปีหน้า
"จำนวนโดสไม่ได้มีการพูดคุยชัดเจนกับไฟเซอร์ ไฟเซอร์ก็ไม่ได้มีข้อตกลงอะไรกับเราชัดเจน แต่เราจะมีการพูดคุยกับเขาต่อ เมื่อได้รับข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นนอกเหนือจากประกาศตามสื่อสาธารณะ จะทำให้เราตัดสินใจเรื่องข้อตกลงกับไฟเซอร์ได้ชัดเจนมากขึ้น"
นพ.นคร กล่าวอีกว่า ผลวิเคราะห์นี้ ทำให้ "มีความหวังมากขึ้นว่าจะมีโอกาสได้ใช้วัคซีนในระยะเวลาอันใกล้" แต่ยังต้องติดตามอีกระยะเพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิผลของวัคซีน รวมไปถึงขั้นตอนการขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ
"ตอนนี้มีข้อมูลแค่สองเดือน แต่เมื่อเวลาผ่านไปอาจมีเหตุการณ์ที่ภูมิคุ้มกันค่อย ๆ ลดลง เมื่อเป็นเช่นนักวิทยาศาสตร์ต้องติดตามว่าประสิทธิผลของวัคซีนจะอยู่ได้นานแค่ไหน และต้องมีการฉีดกระตุ้นครั้งที่สองหรือไม่"
วัคซีนที่ผลิตในไทยคืบหน้าแค่ไหน
ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ยังเผยถึงความคืบหน้าถึงการผลิตวัคซีนที่ใช้ได้เองในประเทศ ปัจจุบันมีวัคซีนกว่า 20 ชนิด ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
ชนิดหลัก ๆ ที่มีความคืบหน้ามากที่สุด คือ วัคซีนชนิด mRNA และวัคซีนชนิด DNA
- วัคซีนชนิด mRNA พัฒนาโดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางวิจัยและพัฒนาวัคซีน จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ระบุว่าผลการทดสอบที่เพิ่งออกมาของบริษัทไฟเซอร์ ทำให้วัคซีนชนิด mRNA ที่จุฬาฯ กำลังพัฒนา มีความหวังขึ้นอย่างมาก เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้คาดหวังว่าผลของวัคซีนจะสูงถึง 90% องค์การอนามัยโลกเองก็ตั้งเป้าไว้ที่ 50% เท่านั้น
ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างทดสอบในสัตว์ทดลองเพื่อดูประสิทธิผลของวัคซีน ก่อนเริ่มทดสอบในคนราวเดือน ม.ค. ปีหน้าได้เริ่มทดสอบในคน อีก 6-9 เดือน จะเสร็จสิ้นการทดสอบในคนระยะที่ 2
- วัคซีนชนิด DNA พัฒนาโดยบริษัทไบโอเน็ตเอเชีย
ความคืบหน้าเพิ่มเติม ได้รับทุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย ให้ทดสอบในคนระยะที่ 1 และจะมีการทดสอบระยะที่ 2 ในไทยประมาณต้นปีหน้า

ที่มาของภาพ, Getty Images
ใครจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้วัคซีน
พญ.สุชาดา เจียมศิริ ผอ.กองโรคป้องกันด้วยวัคซีน ระบุว่ากรมควบคุมโรคอยู่ระหว่างจัดเตรียมลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายสำหรับการเตรียมการให้บริการวัคซีนโควิด กลุ่มแรกที่จะได้รับเป็นที่แน่นอนแล้วว่าเป็นกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วยโควิด-19
ส่วนกลุ่มอื่น ๆ อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลอัตราการป่วย อัตราการตาย ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อประกอบการพิจารณาว่า กลุ่มไหนที่มีความเปราะบางต่อการป่วยหรือชีวิตจากโรคมากที่สุด คาดว่าผลของการจัดลำดับกลุ่มผู้ที่จะได้รับวัคซีนจะออกมาภายในสิ้นเดือน ธ.ค. และจะเสนอให้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติต่อไป
ผอ.กองโรคป้องกันด้วยวัคซีน บอกว่า ตามแผนการจัดหาให้ได้ครอบคลุม 50% ของจำนวนคนไทย หรือราว 30 ล้านคน เมื่อกลุ่มเป้าหมายที่จัดลำดับไม่ถึง 30 ล้าน ทำให้จะมีวัคซีนอีกจำนวนเยอะพอสมควรสำหรับประชาชนที่สนใจและคิดว่าตัวเองมีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับปริมาณวัคซีนที่ประเทศไทยจะได้มาด้วย เนื่องจากหลายประเทศก็มีความต้องการวัคซีนสูงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การจัดหาวัคซีนจากต่างประเทศ รัฐบาลไทยดำเนินการผ่านช่องทางของหน่วยงานที่ชื่อว่า "โคแวกซ์ ฟาซิลิตี้ (Covax facility) และกราวิ วัคซีน อลิอันซ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานองค์การอนามัยโลก 20% บริษัทผู้ผลิตยาแอสตราเซเนกา 20% และบริษัทยาอื่น ๆ อีก 10% ซึ่งบริษัทไฟเซอร์อยู่ในกลุ่มนี้
นักการทูตฮังการี ผู้ติดเชื้อในประเทศรายล่าสุด
ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เปิดเผยตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ประจำวันนี้ (10 พ.ย.) มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 4 คน หนึ่งในนั้นเป็นผู้ติดเชื้อภายในประเทศ ซึ่งเป็นนักการทูตชาวฮังการี วัย 53 ปี มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลโควิด-19 ระบุว่า นักการทูตสัญชาติฮังการีรายนี้อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร กำลังเข้ารับการรักษาตัวที่สถาบันบำราศนราดูร กระทรวงสาธารณสุข หลังตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 9 พ.ย.
ก่อนหน้านี้ นายเปเตอร์ ซิยาร์โท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 ระหว่างเดินทางมาเยือนไทย เขาเดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ก่อนได้รับการตรวจเชื้อและรับทราบผลว่ามีเชื้อโควิด-19 ในร่างกาย เป็นผู้ป่วยไม่แสดงอาการ
นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อ กรมควบคุมโรค ให้รายละเอียดว่านักการทูตรายนี้ประจำอยู่ในไทยประมาณ 2 ปีแล้ว การสืบสวนโรคย้อนหลัง เมื่อวันที่ 3 พ.ย. นักการทูตคนดังกล่าวมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศและการค้าฮังการี โดยนั่งอยู่ในรถยนต์คันเดียวกันและมีการรับประทานอาหารร่วมกันประมาณครึ่งชั่วโมง เมื่อทราบผลการตรวจเชื้อของรัฐมนตรี ผู้ใกล้ชิดทั้งหมดจำนวน 17 คน ได้รับการกักกันทั้งในที่บ้านพักและสถานกักทางเลือกของรัฐ

ที่มาของภาพ, กระทรวงสาธารณสุข
ส่วนที่กัมพูชาที่มีข้อมูลว่า รมว.ฮังการี เดินทางไปก่อนมาเยือนไทย ได้รับข้อมูลยืนยันแล้วว่ามีเจ้าหน้าที่อารักขาผู้นำระดับสูงติดเชื้อ 1 ราย
นายเปเตอร์ ซิยาร์โท วัย 42 ปี เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 3-4 พ.ย. โดยได้เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ทำเนียบรัฐบาล และหารือกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศ
นักการทูตชาวฮังการี เป็นผู้ป่วยติดเชื้อภายในประเทศรายล่าสุด หลังจาก ศบค. แถลงว่าชายชาวอินเดีย วัย 37 ปี ทำงานร้านอาหารที่ จ.กระบี่ ถูกตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เมื่อวันที่ 8 พ.ย.
ส่วนผู้ป่วยรายใหม่ 3 ราย เป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ เป็นชายชาวสหรัฐฯ อินเดีย และหญิงไทย อายุ 27 ปี เดินทางกลับมาจากสวีเดน ทั้งหมดเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน
จนถึงขณะนี้ ตัวเลขผู้ป่วยยืนยันในประเทศไทยอยู่ที่ 3,844 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 2,453 ราย และยังมีผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษา 114 ราย
10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัคซีนต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ทั่วโลกกำลังจับตา
- วัคซีนชนิดใหม่คืออะไรและมีประสิทธิภาพเพียงใด
วัคซีนนี้ช่วยฝึกระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ต่อสู้กับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
วัคซีนชนิดใหม่นี้มีชื่อเรียกว่าวัคซีนอาร์เอ็นเอ ซึ่งผลิตจากชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เมื่อถูกฉีดเข้าไปในร่างกาย จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของผู้รับวัคซีนสร้างแอนติบอดีที่ใช้ต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้
จากการฉีดวัคซีนจำนวน 2 โดส ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการทดลอง ในระยะเวลาห่างกัน 3 สัปดาห์ ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าผู้เข้าร่วมการทดลองกว่า 90% มีภูมิคุ้มกันจากโรคโควิด-19

ที่มาของภาพ, Getty Images
- เคยมีการใช้วัคซีนชนิดนี้มาก่อนหรือไม่
ไม่เคยมีวัคซีนอาร์เอ็นเอที่ได้รับการรับรองให้ใช้ในคนมาก่อน แต่แนวคิดในการพัฒนาวัคซีนด้วยวิธีนี้เคยมีการศึกษาวิจัยมาก่อนและเคยมีการทดลองทางคลินิกเพื่อใช้ป้องกันโรคอื่น ๆ
หน่วยงานกำกับดูแลการผลิตวัคซีนทั่วโลกจะพิจารณาและตัดสินว่าจะสามารถอนุมัติให้ใช้วัคซีนนี้กับมนุษย์ได้หรือไม่
- ใครจะได้รับวัคซีนก่อนและจะได้เร็วแค่ไหน
ขึ้นกับอายุของแต่ละคน เพราะอายุเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการของโรคโควิด -19 รุนแรงแตกต่างกันไป
ในสหราชอาณาจักร ผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราและเจ้าหน้าที่ดูแล ได้รับการจัดลำดับความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ รองลงมาเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เช่น เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล จากนั้นจึงเป็นประชาชนทั่วไปที่จะได้รับวีคซีนตามลำดับอายุ โดยมีผู้ที่อายุต่ำกว่า 50 ปี อยู่ในอันดับท้ายสุด
หากผลทดลองเป็นไปโดยราบรื่น การฉีดวัคซีนชุดแรกอาจเกิดขึ้นก่อนเทศกาลคริสต์มาส อย่างไรก็ดี ความท้าทายที่รออยู่คือการขนส่งวัคซีนที่จะต้องจัดทำภายใต้อุณหภูมิลบ 80 องศาเซลเซียส
- ผู้รับวัคซีนจะมีภูมิคุ้มกันยาวนานแค่ไหน
ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบคำตอบ แต่หากภูมิคุ้มกันจากวัคซีนชนิดใหม่นี้ไม่คงอยู่ยาวนาน ก็อาจจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นทุก ๆ ปี เช่นเดียวกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยไม่ได้บ่งชี้ว่าคนทุกช่วงวัยมีภูมิคุ้มกันจากโรคโควิด-19 เหมือนกันหรือไม่ อย่างไรก็ตามการศึกษาก่อนหน้านี้ชี้ให้เห็นว่าทั้งคนหนุ่มสาวและผู้สูงอายุต่างมีภูมิคุ้มกัน
สำหรับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอจะไม่สามารถรับวัคซีนนี้ได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
- วัคซีนมีผลต่อสุขภาพในระยะยาวหรือไม่
ในทางการแพทย์ไม่มีสิ่งใดที่ปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ แม้แต่ยาที่เรารับประทานอยู่เป็นประจำ เช่น ยาพาราเซตามอลก็มีความเสี่ยงต่อร่างกายเช่นกัน
จนถึงขณะนี้ข้อมูลที่ได้จากการทดลองสร้างความมั่นใจได้ว่าวัคซีนมีความปลอดภัย โดยไม่พบข้อกังวลด้านความปลอดภัยในการทดลองกับอาสาสมัคร 43,500 คน มีเพียงรายงานว่าเกิดผลข้างเคียงเล็กน้อย หากวัคซีนเป็นอันตรายและส่งผลกระทบต่อร่างกายอาสาสมัครหลายคน ก็จะปรากฏผลออกมามากกว่านี้ อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลข้างเคียงที่พบได้ยากหากผู้คนหลายล้านคนได้รับวัคซีนนี้
- หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องมีการล็อกดาวน์อีกใช่หรือไม่
หวังว่าจะใช่ แต่คงไม่ใช่เร็ว ๆ นี้
หากคนจำนวนมากพอมีภูมิคุ้มกัน เชื้อไวรัสก็จะหยุดแพร่กระจายและเราไม่จำเป็นต้องมีมาตรการอื่นมาควบคุมการแพร่ระบาด แต่สิ่งที่ยากคือช่วงเวลาที่ต้องรอคอยจากจุดปัจจุบันไปจนถึงวันที่คนทั่วโลกมีภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19
นอกจากนี้การผลิตวัคซีนให้เพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกยังเป็นเรื่องท้าทาย เพราะต้องใช้เวลา และจะต้องมีมาตรการบางอย่างมาควบคุมไม่ให้ไวรัสแพร่กระจาย จนกว่าจะถึงเวลานั้น
ดังนั้นการทดสอบหาเชื้อ การล็อกดาวน์ การเว้นระยะห่างทางสังคม และการสวมหน้ากากจะยังคงเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเราต่อไป
- จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไวรัสกลายพันธุ์
โดยปกติแล้วไวรัสกลายพันธุ์ตลอดเวลา คำถามคือว่าจะเป็นการกลายพันธุ์ในลักษณะของการเปลี่ยนพฤติกรรมหรือไม่
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าไวรัสเกิดการกลายพันธุ์ แต่เป็นไปได้ว่าอาจเกิดขึ้นในอนาคตและจะส่งผลให้วัคซีนมีประสิทธิภาพน้อยลง หากเป็นเช่นนั้นอาจต้องมีการออกแบบวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กันอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะผู้ผลิตวัคซีนยังต้องพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่ ๆ เป็นประจำทุกปี เพื่อพยายามจับคู่สายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่ที่มีการกลายพันธุ์อยู่เรื่อย ๆ และเทคโนโลยีในการผลิตวัคซีนอาร์เอ็นเอ นั้นง่ายต่อการปรับแต่งดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นปัญหาสำคัญ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- ทำไมถึงมีเพียงไฟเซอร์เท่านั้นที่ทำได้
บริษัทไฟเซอร์และไอโอเอ็นเท็คเป็นผู้ออกแบบ พัฒนาและเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาของวัคซีนชนิดนี้
ซึ่งสามารถผลิตได้จำนวน 1.3 พันล้านโดสภายในสิ้นปีหน้า แต่บริษัททั้งสองสามารถร่วมมือกับผู้ผลิตวัคซีนรายอื่น ๆ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นได้
- ยังมีอะไรที่ต้องรู้อีกบ้างเกี่ยวกับวัคซีนนี้
การประกาศผลการทดลองดังกล่าวเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก แต่ยังขาดรายละเอียดสำคัญ
ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าวัคซีนจะช่วยป้องกันไม่ให้เราติดและแพร่เชื้อไวรัสได้หรือไม่ หรือแค่ยับยั้งไม่ให้เราป่วย และยังไม่มีข้อมูลว่าวัคซีนป้องกันคนในช่วงอายุต่างกันอย่างไร
- มีผลอย่างไรวัคซีนชนิดอื่น ๆ ที่กำลังทดลองอยู่
ความสำเร็จของไฟเซอร์และไอโอเอ็นเท็ค ถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะผลิตวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ เนื่องจากวัคซีนหลายชนิดที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลองต่าง กำหนดเป้าหมายไปที่การจัดการกับโปรตีนที่หนามของเชื้อไวรัส ดังนั้นจึงหวังได้ว่าวัคซีนเหล่านั้นจะได้ผลเช่นกัน
ขณะนี้มีวัคซีนประมาณ 12 ชนิด ที่อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการพัฒนาทางคลินิก
ไม่เคยมีการคิดค้นวัคซีนชนิดใดที่ใช้ระยะเวลาสั้นที่สุดเช่นนี้มาก่อน และโลกกำลังเฝ้ารอผลการทดสอบวัคซีนเหล่านั้นอยู่
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ว่ามีประสิทธิภาพดี สร้างภูมิคุมกันได้คนได้ราวครึ่งหนึ่ง แต่ความพยายามครั้งแรกในการคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 นี้ ให้ผลคุ้มกันอาสาสมัครถึง 90% ก็น่าจะถือได้ว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่








