โควิด-19 : แจ็ค หม่า กับภารกิจสกัดไวรัสโคโรนา และฟื้นฟูชื่อเสียงจีนในเวทีโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ซิเลีย แฮตตัน
- Role, บีบีซีนิวส์
ชายผู้ร่ำรวยที่สุดในประเทศจีนได้เปิดบัญชีทวิตเตอร์ของตัวเองเมื่อเดือนที่แล้ว ท่ามกลางวิกฤตโรคโควิด-19 และทุกโพสต์ของเขาล้วนมีเนื้อหาเกี่ยวกับโครงการบริจาคอุปกรณ์การแพทย์ให้แก่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
"โลกใบเดียวกัน สู้ด้วยกัน!" แจ็ค หม่า ระบุในโพสต์แรก ๆ ทางทวิตเตอร์ของเขา "เราสามารถทำสิ่งนี้ได้ด้วยกัน" อีกโพสต์ที่มีเนื้อหาปลุกใจผู้อ่าน
นักธุรกิจเจ้าของ อาลีบาบา กรุ๊ป บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซผู้นี้เป็นหัวเรือใหญ่ในปฏิบัติการจัดส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น หน้ากากอนามัย และเครื่องช่วยหายใจ ให้กว่า 150 ประเทศที่กำลังเผชิญความยากลำบาก ในภาวะที่หลายชาติในโลกกำลังช่วงชิงอุปกรณ์ช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด-19
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิจารณ์หรือแม้แต่ผู้สนับสนุนของแจ็ค หม่าเองกลับไม่แน่ใจว่าเขากำลังนำพาตนเองไปสู่อะไรกันแน่ และเกิดคำถามว่า การสวมบทนักบุญในครั้งนี้จะเป็นการเผยโฉมหน้าแท้จริงของเขาในฐานะสหายของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือเขาจะเป็นเพียงนักธุรกิจอิสระผู้ถูกพรรคคอมมิวนิสต์ใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ
ที่ผ่านมา แจ็ค หม่า ดูจะปฏิบัติตามกฎระเบียบทางการทูตของจีนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในการเลือกว่าจะให้ความช่วยเหลือประเทศใด ทว่าอิทธิพลที่กำลังเพิ่มขึ้นของมหาเศรษฐีผู้นี้ อาจทำให้เขาตกเป็นเป้าของบรรดาผู้นำทางการเมืองจีนที่อาจรู้สึกไม่ค่อยชอบใจในการแผ่ขยายอิทธิพลของเขาเท่าใดนัก
ในวิกฤตโรคระบาดที่เกิดขึ้น มหาเศรษฐีหลายคนได้ประกาศบริจาคเงินเพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัสร้าย เช่น แจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหารของทวิตเตอร์ ที่ประกาศจะมอบเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นกองทุนต่อสู้กับโรคโควิด-19
ข้อมูลจาก "แคนดิด" (Candid) องค์กรตรวจสอบการบริจาคเพื่อการกุศลของภาคเอกชน ได้จัดให้อาลีบาบา อยู่ในอันดับที่ 12 ของผู้บริจาคเงินเพื่อต่อกับวิกฤตที่โลกกำลังเผชิญอยู่นี้
อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับดังกล่าวไม่ได้รวมถึงการจัดส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญ ซึ่งหลายประเทศอาจมองว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าเงินทองในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้
ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสามารถจัดส่งอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นเหล่านี้ไปสู่ผู้ที่กำลังต้องการได้มากเท่ากับ แจ็ค หม่า อีกแล้ว โดยตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มูลนิธิแจ็ค หม่า และมูลนิธิอาลีบาบา ได้เริ่มภารกิจจัดส่งอุปกรณ์การแพทย์ที่สำคัญทางอากาศไปยังประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกา, เอเชีย, ยุโรป, ลาตินอเมริกา หรือแม้แต่ประเทศที่มีประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง เช่น อิหร่าน, อิสราเอล, รัสเซีย และสหรัฐฯ
นอกจากนี้ แจ็ค หม่า ยังบริจาคเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อใช้ในโครงการวิจัยวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แต่สิ่งที่กลายเป็นข่าวดังและทำให้เขาต่างจากมหาเศรษฐีใจบุญคนอื่น ๆ ก็คือ การจัดส่งเวชภัณฑ์ดังกล่าว
"เขามีศักยภาพ เงินทอง และความสามารถในการนำเครื่องบินขนส่งเวชภัณฑ์จากเมืองหางโจวไปยังกรุงแอดดิสอาบาบา ของเอธิโอเปีย หรือที่อื่น ๆ ที่จำเป็น" ดันแคน คลาร์ก ผู้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของแจ็ค หม่า กล่าว "นี่คือระบบจัดการการขนส่งสินค้า นี่คือสิ่งที่บริษัท พนักงาน และบ้านเกิดของเขามีความเชี่ยวชาญ"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้ทรงอิทธิพล
หลังก้าวลงจากตำแหน่งประธานบริษัทอาลีบาบา กรุ๊ป เมื่อปี 2018 แจ็ค หม่า บอกว่าเขาจะมุ่งทำงานด้านการกุศล แต่ยังคงมีตำแหน่งถาวรในคณะกรรมการบริหารของบริษัทต่อไป ซึ่งชื่อเสียงและความร่ำรวยนี้เองทำให้เขาคือหนึ่งในบุคคลทรงอิทธิพลมากที่สุดในจีน
หลายฝ่ายชี้ว่าภารกิจด้านการกุศลของ แจ็ค หม่า ครั้งนี้เป็นไปตามแนวนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน โดยไม่มีการหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่บรรดาชาติที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับคู่อริอย่างไต้หวัน
กรณีดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนตอนที่เขาประกาศทางทวิตเตอร์ถึงแผนการบริจาคเวชภัณฑ์ให้แก่ 22 ประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา ซึ่งในรายชื่อประเทศเหล่านี้ไม่มี ฮอนดูรัส และเฮติ ชาติพันธมิตรของไต้หวันรวมอยู่ด้วย และมูลนิธิของเขาได้ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดของประเทศที่ได้รับบริจาค โดยชี้แจงว่า "ขณะนี้ เรายังไม่แบ่งปันข้อมูลในระดับนั้น"
อย่างไรก็ตาม ภารกิจการบริจาคดังกล่าวได้สร้างความรู้สึกเป็นมิตรและซาบซึ้งใจให้แก่ประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือจากจีนเป็นอย่างมาก ความสำเร็จนี้ทำให้แจ็ค หม่า ได้รับความสนใจในเชิงบวกมากเป็นพิเศษ แม้แต่สื่อของทางการจีนยังลงข่าวถึงเขาบ่อยพอ ๆ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำประเทศ
นี่จึงถูกมองว่าเป็นการเปรียบเทียบที่น่าอึดอัดใจ เพราะยิ่ง แจ็ค หม่า ได้รับเสียงชื่นชมมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้นายสี ต้องเผชิญกับคำถามเรื่องการรับมือการแพร่ระบาดของโรคในช่วงแรก ๆ รวมทั้งต้นตอการเกิดโรคมากขึ้นเท่านั้น
ขณะเดียวกัน แม้รัฐบาลจีนจะดำเนินโครงการบริจาคด้านเวชภัณฑ์ให้ประเทศที่เผชิญโรคระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะในยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ดูเหมือนความพยายามเหล่านี้จะไม่ได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติมากนัก จากข้อกล่าวหาว่าจีนจัดส่งเวชภัณฑ์ด้อยคุณภาพไปให้หลายประเทศ ซึ่งต่างจากสิ่งของบริจาคของ แจ็ค หม่า ที่ยิ่งสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่เขา
เอริค โอแลนเดอร์ บรรณาธิการฝ่ายจัดการของเว็บไซต์ไชน่า แอฟริกัน โปรเจค แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า "มันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะพูดว่าการบริจาคของแจ็ค หม่า ได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วทั้งทวีปแอฟริกา"
เดินบนเส้นลวด
แต่สิ่งที่แจ็ค หม่า กำลังทำอยู่นี้จะเสี่ยงสร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลจีนหรือไม่
เป็นที่ทราบกันดีว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไม่ใช่บุคคลที่ชอบแบ่งปันชื่อเสียงและความสนใจในรัฐบาลของเขากับคนดังคนใด
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บุคคลมีชื่อเสียง เช่น นักแสดงหญิงแถวหน้าของจีน ผู้ประกาศข่าว หรือแม้แต่มหาเศรษฐีบางคนได้ "หายตัว" ไปเป็นเวลานาน ๆ ก่อนที่จะมีข่าวว่าพวกเขาหายไปรับโทษจำคุก จากนั้นจึงกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับป่าวประกาศแสดงความจงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์
แอชลีย์ เฟิง นักวิจัยด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ระบุว่า "มีข่าวลือว่า แจ็ค หม่า ก้าวลงจากตำแหน่งประธานบริษัทอาลีบาบา กรุ๊ป เมื่อปี 2018 เพราะเขาถูกมองว่าเป็นนักธุรกิจชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีกระแสความนิยมบดบังรัศมีของพรรคคอมมิวนิสต์
อันที่จริง แจ็ค หม่า สร้างความประหลาดใจให้หลายคนตอนที่เขาประกาศข่าวการก้าวลงจากตำแหน่งประธานบริษัท ขณะเดียวกันเขาก็ปฏิเสธข่าวลือว่ารัฐบาลจีนบังคับให้เขาลงจากอำนาจ
ดันแคน คลาร์ก ก็ยอมรับว่าได้ยินกระแสข่าวนี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อปี 2017 ซึ่งตอนนั้น แจ็ค หม่า ได้เข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และหารือเรื่องการค้าจีน-สหรัฐฯ อย่าง "เกินหน้าเกินตา" ทั้งที่ตอนนั้นประธานาธิบดีสี ยังไม่มีโอกาสได้พบผู้นำสหรัฐฯ จนกระทั่งอีกหลายเดือนต่อมา
คลาร์ก กล่าวว่า "มีกระแสข่าวในช่วงนั้นว่า แจ็ค หม่า อาจออกตัวเร็วเกินไป...ผมจึงคิดว่าเหตุการณ์นี้ได้สอนให้รู้ว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องประสานงานกันให้มากขึ้น"
"แจ็ค หม่า เป็นตัวแทนของอำนาจอ่อนในภาคธุรกิจ" คลาร์ก กล่าว "แต่นี่ได้ก่อให้เกิดปัญหาด้วย เพราะรัฐบาลจีนค่อนข้างหวาดระแวงและเคลือบแคลงใจต่อคนนอกพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีบทบาทเช่นนั้น"

ที่มาของภาพ, Getty Images
อันที่จริง แจ็ค หม่า ก็ไม่ใช่คนนอกพรรคคอมมิวนิสต์เสียทีเดียว เพราะเขาเป็นสมาชิกพรรคมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยช่วงทศวรรษที่ 1980
แต่นั่นก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเท่าใดนัก ดังจะพิจารณาได้จากวาทะเด็ดของเขาที่ว่า ทัศนคติของอาลีบาบาที่มีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ คือ "จงรักรัฐบาล แต่จงอย่าแต่งงานด้วย"
หาประโยชน์
แม้ว่ามูลนิธิของแจ็ค หม่า จะตัดสินใจในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐบาลจีน แต่ที่ผ่านมารัฐบาลจีนพยายามทำทุกอย่างเพื่อตักตวงประโยชน์จากความใจบุญของเขา
ภาพบรรดาทูตจีนที่มักจะเข้าไป "มีส่วนร่วม" ในพิธีส่งมอบเวชภัณฑ์ที่แจ็ค หม่า บริจาคให้แก่ประเทศต่าง ๆ นั้น ก็มีให้เห็นบ่อยครั้ง
นอกจากนี้จีนยังใช้การบริจาคของมหาเศรษฐีผู้นี้ในการวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ จากกรณีที่ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชื่นชมไต้หวันว่าเป็นมิตรแท้ ที่บริจาคหน้ากากอนามัยให้ 2 ล้านชิ้น
เมื่อต้นเดือนเม.ย. กระทรวงการต่างประเทศจีนได้ทวีตข้อความตอบโต้ ว่า "สงสัยว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงการบริจาคของแจ็ค หม่า ที่มอบหน้ากากอนามัย 1 ล้านชิ้น ชุดตรวจหาเชื้อ 5 แสนชิ้น รวมทั้งความช่วยเหลือจากบริษัทและมณฑลต่าง ๆ ของจีนแล้วหรือไม่"
หลายฝ่ายมองว่า บางทีรัฐบาลจีนอาจต้องการได้ชาวจีนผู้เป็นที่ชื่นชอบไปทั่วโลกเช่น แจ็ค หม่า
เอริค โอแลนเดอร์ ชี้ว่า สาเหตุที่ มหาเศรษฐีชาวจีนผู้นี้เป็นที่ชื่นชอบในแอฟริกา เพราะเขาให้ความช่วยเหลือตามที่ได้รับปากไว้จริง ซึ่งต่างจากผู้บริจาคต่างชาติรายอื่นที่ให้คำมั่นสัญญามากมายแต่ทำไม่ได้จริง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดันแคน คลาร์ก ชี้ว่า แจ็ค หม่า มีความสำคัญต่อจีนอยู่ก่อนแล้ว จากความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจของอาลีบาบา ขณะเดียวกัน ความสนิทสนมกับบรรดาผู้นำโลกของเขายิ่งทำให้ชายผู้นี้มีคุณค่าต่อรัฐบาลจีนซึ่งกำลังพยายามกอบกู้ภาพลักษณ์ที่เสียหายของตน
นี่จึงไม่ต้องสงสัยว่า ภาพลักษณ์โดยรวมของจีนจะได้ประโยชน์จากงานการกุศลของ แจ็ค หม่า และเหล่านักธุรกิจผู้มั่งคั่งของประเทศ
แอดรูว์ กราบัวส์ จากแคนดิด บอกว่า การบริจาคของภาคเอกชนจีนเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้
"พวกเขาสวมบทแกนนำ ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ เคยทำในอดีต...เช่น การรับมือกับวิกฤตอีโบลาระบาด" ในปี 2014 ซึ่งตอนนั้นสหรัฐฯ ได้ส่งทีมแพทย์และทุกอย่างไปยังแถบแอฟริกาตะวันตกเพื่อช่วยสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรค
ตอนนี้ บรรดาผู้บริจาคชาวจีนกำลังรับบทบาทดังกล่าวในการต่อสู้กับการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
"พวกเขาแสดงถึงอำนาจอ่อนที่แผ่ขยายข้ามพรมแดน เข้าไปในพื้นที่ต่าง ๆ ส่งมอบความช่วยเหลือด้านการเงินและความรู้" กราบัวส์ กล่าว
ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่เวลาที่รัฐบาลจีนจะเข้าไปขัดขวางแจ็ค หม่า
"นี่คือวิกฤตใหญ่ของโลกในขณะนี้" ดันแคน คลาร์ก กล่าว "แต่ก็ชัดเจนว่านี่คือวิกฤตด้านความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับคนทั้งโลกด้วย ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงต้องการใครสักคนที่จะมาช่วยบรรเทาแรงกดดันนี้"












