เบร็กซิท: เสาร์ประวัติศาสตร์ คนนับหมื่นเตรียมชุมนุมในลอนดอนขอประชามติรอบใหม่ ขณะ ส.ส. อังกฤษโหวตรับ-ไม่รับร่างข้อตกลงฉบับใหม่

ที่มาของภาพ, AFP
- Author, เอกรินทร์ บำรุงภักดิ์
- Role, ผู้สื่อข่าว บีบีซีไทย
19 ต.ค. 2019 เสาร์ประวัติศาสตร์ คนนับหมื่นเตรียมชุมนุมใหญ่ในลอนดอนเรียกร้องประชามติรอบใหม่ว่าสหราชอาณาจักรจะอยู่ หรือ ออก จากสหภาพยุโรป (อียู) ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรอังกฤษ มีกำหนดประชุมพิจารณารับ หรือ ไม่รับ ร่างข้อตกลงออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิท) ฉบับใหม่ที่อียูเห็นชอบตามข้อเสนอของ นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรี
กว่า 3 ปีแล้ว หลังการลงประชามติเมื่อ 23 มิ.ย. 2016 ที่ผู้มีสิทธิออกเสียง 52% ประสงค์ให้สหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของอียู หรือ เบร็กซิท (Brexit) และ 48% ประสงค์ให้ประเทศตัวเองเป็นสมาชิกของอียูต่อไป ทว่า การนำผลประชามติจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนไปปฏิบัติ ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง ทุกส่วนของประเทศตกอยู่ในความแตกแยก ตั้งแต่นักการเมืองไปถึงประชาชน ภาวะการลงทุนอยู่ในความไม่แน่นอน ชะงักงัน ค่าเงินปอนด์ของอังกฤษ ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
เสารที่ 19 ต.ค. 2019 ถือเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรจัดประชุมนัดพิเศษเพื่อพิจารณาข้อตกลงเบร็กซิทล่าสุดที่นายจอห์นสัน เพิ่งตกลงได้กับอียู เพียง 2 วันก่อนหน้า
หากข้อตกลงนี้ผ่านการรับรองจากสภาผู้แทนราษฎร เบร็กซิทจะเกิดขึ้นในวันที่ 31 ต.ค. นี้ ตามเส้นตายล่าสุดที่อังกฤษตกลงไว้กับอียู สิ้นสุดการเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป ที่ยาวนานถึง 46 ปี
แต่ถ้าร่างนี้ไม่ผ่านการรับรอง บวกกับเงื่อนไขเดิมที่สภาผู้แทนฯ อังกฤษ ห้ามการออกจากอียูแบบไร้ข้อตกลง และบังคับให้นายกฯอังกฤษ ต้องไปขออนุญาตจากอียูเลื่อนเส้นตายออกไปอีก จะเกิดอะไรขึ้นยังไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ ๆ เป็นเรื่องที่ทั้งนายกฯ อังกฤษ และสหภาพยุโรปไม่อยากให้เกิดขึ้น
ประชุมฉุกเฉินในวันหยุดครั้งแรกในรอบ 37 ปี
การเจรจาที่ยืดเยื้อ และยังหาทางออกไม่ได้ ทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเข้าใกล้เส้นตายเบร็กซิท ทำให้เกิดแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากทั้งฝ่ายที่สนับสนุนเบร็กซิท และฝ่ายที่ต่อต้าน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการเคลื่อนไหวและการประท้วงครั้งใหญ่จากทั้งสองฝ่ายในวันนี้ โดยเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา มีการรณรงค์ที่เรียกว่า "Put It To The People" ของกลุ่มคนที่ต้องการให้มีลงประชามติเบร็กซิทรอบใหม่ โดยครั้งนั้น ผู้จัดการงานระบุว่า มีผู้ออกมาร่วมประท้วงกว่า 1 ล้านคน คาดว่า ผู้ประท้วงกลุ่มนี้จะออกมาเคลื่อนไหวในวันนี้เช่นเดียวกัน

ที่มาของภาพ, Reuters
การประชุมฉุกเฉินที่จัดขึ้นในวันเสาร์ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 37 ปีของรัฐสภาอังกฤษ นับตั้งแต่มีการประชุมเกี่ยวกับสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ส สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งของข้อตกลงเบร็กซิทที่คาราคาซังมานานนับปี การประชุมครั้งนี้จึงถือเป็นการประชุมครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง และเป็นการประชุมสภาผู้แทนฯ ครั้งสุดท้ายก่อนเส้นตายเบร็กซิทปัจจุบัน
สาระสำคัญของข้อตกลงล่าสุด
นายจอห์นสัน ได้เสนอมาตรการใหม่ที่จะมาแทนที่แผนแบ็กสต็อป (backstop) ที่หมายถึง การที่สหราชอาณาจักรจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพศุลกากรของอียู จนกว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นชอบร่วมกันว่าให้ยุติลง โดยตามข้อตกลงล่าสุด ระบุว่า สหราชอาณาจักรจะออกจากระบบศุลกากรของสหภาพยุโรป ส่งผลให้ สหราชอาณาจักรจะสามารถทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศอื่น ๆ ได้ในอนาคต
วิธีการคือให้ตั้งด่านศุลกากรระหว่างเกาะบริเตนใหญ่และเกาะไอร์แลนด์ ตรวจตราสินค้าก่อนเข้าไอร์แลนด์เหนือ โดยไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าจากเกาะบริเตนใหญ่ที่เข้าไปยังไอร์แลนด์เหนือซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร แต่หากพิจารณาว่า สินค้านั้น ๆ "มีความเสี่ยง" ที่จะถูกขนส่งต่อไปสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ก็จะมีการเรียกเก็บภาษีไว้ก่อน หากเรียกเก็บภาษีไปแล้ว แต่สินค้านั้นไม่ถูกส่งเข้าไปในสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ก็จะมีการพิจารณาคืนภาษีในภายหลัง

ขณะนี้ นายจอห์นสัน กำลังพยายามโน้มน้าวให้ ส.ส. สนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว แต่พรรคเดโมแครติก ยูเนียนนิสต์ หรือ ดียูพี และพรรคฝ่ายค้านทุกพรรค ตั้งใจที่จะลงมติคัดค้านข้อตกลงของเขา ดังนั้น เขาจึงต้องโน้มน้าว ส.ส. พรรคเลเบอร์ที่ไม่เห็นด้วยกับมติพรรค ให้หันมาสนับสนุนข้อตกลงนี้ รวมถึงอดีต ส.ส. พรรคคอนเซอร์เวทีฟของเขา และ ส.ส. ที่สนับสนุนเบร็กซิทที่ยังอยู่ในพรรคคอนเซอร์เวทีฟ
เลื่อนเบร็กซิทอีก 3 เดือน?
เดิมที เส้นตายแรกของเบร็กซิท คือ วันที่ 29 มี.ค. 2019 หลังจากที่รัฐบาลอังกฤษ ประกาศดำเนินการตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน เมื่อปลายเดือน มี.ค. ปี 2017 ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบเวลาของการถอนตัวออกจาก การเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป
แต่เมื่อใกล้ถึงกำหนดเส้นตาย ข้อตกลงเบร็กซิทไม่ผ่านการรับรองจากเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนฯ ทำให้นางเทรีซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้นต้องเจรจาขอเลื่อนเบร็กซิทออกไปอีก 3 เดือน ซึ่งก็คือวันที่ 30 มิ.ย. 2019 และต่อมาได้ขอเลื่อนเส้นตายอีกครั้งเป็น 31 ต.ค. 2019 ความล้มเหลวในการผ่านข้อตกลงเบร็กซิทจากสภาผู้แทนฯ ครั้งที่ 3 ของนางเมย์ ทำให้เธอตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง และนายจอห์นสัน ได้รับเลือกให้มาทำหน้าที่แทน

ที่มาของภาพ, Reuters
หากต้องขอเลื่อนเส้นตายอีกครั้ง ก็จะเป็นการเลื่อนครั้งที่ 3 โดยตามกฎหมายที่ห้ามเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลงที่ผ่านการรับรองเมื่อเดือน ก.ย. หรือที่รู้จักกันในชื่อ พ.ร.บ. เบนน์ (Benn Act) ซึ่งเป็นการเรียกตามชื่อของ ฮิลารี เบนน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากพรรคเลเบอร์ ที่เป็นผู้เสนอกฎหมายนี้ กำหนดให้นายกฯ อังกฤษ ต้องเขียนจดหมายถึงสหภาพยุโรป เพื่อขอเลื่อนเบร็กซิทออกไปอีก 3 เดือน ในกรณีที่สภาผู้แทนฯ ไม่รับรองข้อตกลงเบร็กซิท และไม่รับรองเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลง แต่ด้วยท่าทีที่ขึงขังของนายจอห์นสัน ซึ่งประกาศมาตลอดว่า จะทำให้เบร็กซิทเกิดขึ้นในวันที่ 31 ต.ค. นี้ให้ได้โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทำให้มีความกังวลว่า นายกฯ อังกฤษ อาจจะหาช่องทางเลี่ยงข้อกฎหมาย จนทำให้เกิดเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลงขึ้นในวันที่ 31 ต.ค. นี้
โอกาสเกิดเบร็กซิทไร้ข้อตกลง
วิธีการที่เป็นไปได้อย่างหนึ่งคือ นายจอห์นสันโน้มน้าวให้หนึ่งในชาติสมาชิกสหภาพยุโรปปฏิเสธการขยายเวลาเบร็กซิทออกไป เพราะในการลงมติเรื่องนี้จำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากทุกชาติสมาชิก แต่วิธีการนี้ถูกมองว่า โอกาสที่จะโน้มน้าวสำเร็จทำได้ยาก

ที่มาของภาพ, PA Media
อีกทางหนึ่งคือ นายกฯ อังกฤษ อาจจะเขียนจดหมายขอเลื่อนเบร็กซิทตามที่กฎหมายกำหนด แต่เขียนจดหมายอีกฉบับหนึ่ง แจ้งว่า รัฐบาลอังกฤษไม่มีความประสงค์จะเลื่อนจริง ๆ ซึ่งกรณีนี้ สหภาพยุโรปก็น่าจะเพิกเฉยต่อจดหมายฉบับที่ 2 และเห็นชอบให้เลื่อนเบร็กซิทออกไป แต่จะเลื่อนออกไป 3 เดือนตามที่อังกฤษขอหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หากไม่เลื่อนตามระยะเวลาที่อังกฤษร้องขอ แล้ว ส.ส. อังกฤษ ไม่ยอมรับข้อเสนอของอียู เบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลงก็จะเกิดขึ้นในวันที่ 31 ต.ค. นี้
นอกจากนี้ มีการพูดถึงประเด็นการลงมติเพิกถอนมาตรา 50 ในการประชุมสภาผู้แทนฯ วันเสาร์นี้ด้วย นั่นหมายความว่า เป็นการยกเลิกเบร็กซิท ซึ่งหากทำเช่นนี้จะเป็นการไม่ยอมทำตามผลประชามติเมื่อปี 2016 จึงมีโอกาสที่จะเป็นไปได้ยากเช่นกัน
การประชุมสภาผู้แทนฯ วันนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมหากาพย์เบร็กซิทว่า จะมีบทสรุปอย่างไร หรืออาจจะต้องยืดเยื้อต่อไป โดยยังมองไม่เห็นตอนจบที่ชัดเจน











