ศาลสูงสุดตัดสินการขอพักการประชุมสภาฯ ของนายกฯ อังกฤษ ผิดกฎหมาย และถือเป็นโมฆะ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศาลสูงสุดแห่งสหราชอาณาจักรมีคำพิพากษาชี้ขาดว่า การกราบบังคมทูลของ นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรี เพื่อขอพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ให้พักการประชุมรัฐสภาเป็นเวลานาน 5 สัปดาห์ เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และถือเป็นโมฆะ
องค์คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดแห่งสหราชอาณาจักรจำนวน 11 คน มีมติเป็นเอกฉันท์
ศาลสูงสุดอังกฤษระบุว่า เป็นเรื่องผิดที่หยุดไม่ให้สภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่ เลดี เฮล ประธานศาลสูงสุด ระบุว่า กรณีนี้ทำให้เกิด "ผลกระทบสุดโต่งต่อหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยของเรา"
ด้านนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ระบุว่า เขาจะ "เคารพคำพิพากษา" แม้เขา "ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง" และขณะนี้ทำเนียบนายกรัฐมนตรีกำลังประมวลผลคำพิพากษาอยู่
ตอนนี้เริ่มมี ส.ส. ที่เรียกร้องให้นายจอห์นสันลาออกจากตำแหน่ง นายเจเรมี คอร์บิน หัวหน้าพรรคเลเบอร์ บอกว่าผลคำพิพากษาได้แสดงให้เห็น "การสบประมาทของนายจอห์นสันต่อระบอบประชาธิปไตย" และเรียกร้องให้เขาพิจารณาตัวเองและลาออกจากตำแหน่งผู้นำประเทศ
เลดี เฮล ประธานศาลสูงสุด กล่าวว่า "การตัดสินใจกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ให้พักการประชุมสภาผู้แทนราษฎรผิดกฎหมายเพราะมันส่งผลไปกีดกันความสามารถของสภาผู้แทนราษฎรในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญโดยไม่มีความชอบธรรมเพียงพอ"
มติคำพิพากษาที่เป็นเอกฉันท์หมายความว่าไม่ได้มีการพักประชุมสภา คำสั่งของนายกรัฐมนตรีไม่มีผลและถือเป็นโมโฆะ
นายจอห์น เบอร์โคว์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า จากคำตัดสินที่ออกมาอย่างชัดเจน เขาได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ประจำสภาผู้แทนราษฎรให้เตรียมพร้อมกลับมามีการประชุมตามเดิมตั้งแต่พรุ่งนี้ (25 ส.ค.) เป็นต้นไปเวลา 11.30 น. เวลาอังกฤษ
ส่งผลอะไรต่อเบร็กซิท
โดยหลักการแล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพียงแต่จะยิ่งทำให้ความพยายามที่นายจอห์นสันจะดันให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปแบบไม่มีข้อตกลงยากขึ้น
ล่าสุด นายจอห์นสันบอกว่าสหราชอาณาจักรจะยังออกจากสหภาพยุโรปวันที่ 31 ต.ค. ทั้ง ๆ ที่มีการผ่านร่างกฎหมายสกัดไม่ให้รัฐบาลพาประเทศออกจากสหภาพยุโรป (อียู) แล้ว
หากสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปยังไม่ได้ข้อตกลงภายในวันที่ 19 ต.ค. และ ส.ส.ลงมติไม่เห็นด้วยกับการออกจากสหภาพยุโรปแบบไม่มีข้อตกลง ถือเป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่นายกรัฐมนตรีต้องขอเลื่อนวันออกจากจากสหภาพยุโรปออกไปอีก
ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีหลายคนต่างบอกว่าการระงับการประชุม หรือการปิดสมัยประชุม ไม่ใช่เรื่องที่จะให้ศาลมาพิจารณา แต่ฝ่ายผู้วิพากษ์วิจารณ์บอกว่าการพักการประชุมนี้มีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นการตรวจสอบแผนการออกจากสหภาพยุโรปของนายจอห์นสัน
รัฐบาลระบุก่อนหน้านี้ว่าจะยอมรับตามคำพิพากษาของศาล อย่างไรก็ดี นายจอห์นสัน ซึ่งกำลังเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่นครนิวยอร์ก ไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่พยายามปิดสมัยประชุมอีก
เมื่อบีบีซีถามว่าเขาจะลาออกจากตำแหน่งไหมหากมีคำพิพากษาออกมาว่าผิดกฎหมาย นายจอห์นสันระบุว่า "ผมจะรอดูว่าคำพิพากษาว่าอย่างไร" และบอกอีกว่า รัฐบาลเคารพกฎหมายและระบบศาลยุติธรรมอย่างเต็มที่
ขณะนี้ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดกลับมาเริ่มต้นใหม่วันที่ 14 ต.ค. ในขณะที่สหราชอาณาจักรมีกำหนดออกจากสหภาพยุโรปวันที่ 31 ต.ค.
การไต่สวนเป็นระยะเวลา 3 วัน พิจารณาการอุทธรณ์ 2 คดีด้วยกัน คือ
1) คดีที่ จีนา มิลเลอร์ นักรณรงค์และนักธุรกิจหญิง ยื่นอุทธรณ์ต่อคำสั่งของศาลสูงอังกฤษที่ตัดสินว่าการปิดสมัยประชุมเป็นเรื่อง "การเมืองล้วน ๆ" และไม่ได้เป็นเรื่องสำหรับศาล
2) รัฐบาลยื่นอุทธรณ์ต่อคำตัดสินของศาลพลเรือนสูงสุดของสกอตแลนด์ที่ระบุว่า การปิดสมัยประชุมผิดกฎหมาย และเป็นการใช้คำสั่งเพื่อสกัดกั้นการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร

ที่มาของภาพ, Getty Images
ไคลฟ์ โคล์แมน ผู้สื่อข่าวด้านกฎหมายของบีบีซี บอกว่า ศาลสูงสุดต้องหาข้อสรุปให้กับคำพิพากษาใน 2 กรณีที่ขัดแย้งกัน และผลลัพธ์หนึ่งอาจทำให้คนเรียกร้องให้นายจอห์นสันลาออกจากตำแหน่ง
ระบบถ่วงดุลอำนาจอังกฤษ
นี่ไม่ใช่คดีธรรมดา ๆ แต่เป็นการต่อสู้ครั้งประวัติศาสตร์ของอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และศาล
ศาลสูงสุดอังกฤษย้ำว่าที่จริงแล้วคดีนี้ไม่ใช่เรื่องเบร็กซิท เลดี เฮล ประธานศาลสูงสุด บอกว่า ศาล "เป็นกังวลเรื่องเดียว" ว่าที่นายจอห์นสันสั่งปิดสมัยประชุมนั้นถูกกฎหมายหรือไม่
การพิพากษาในครั้งนี้ใช้ผู้พิพากษา 11 คนจากผู้พิพากษาศาลสูงสุดทั้งหมด 12 คน เพื่อไม่ให้มติออกมาเท่ากัน
ผู้พิพากษาส่วนใหญ่เป็นคนอังกฤษ สองคนเป็นคนสกอตแลนด์ หนึ่งคนมาจากไอร์แลนด์เหนือ และอีกคนมาจากเวลส์ เลดี เฮล เป็นหนึ่งในผู้พิพากษาหญิง 3 คนด้วยกัน

ที่มาของภาพ, PA Media
นี่เป็นการทดสอบครั้งใหญ่ของรัฐธรรมนูญอังกฤษที่จะแสดงให้เห็นขอบเขตของอำนาจนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีสามารถตัดสินใจว่าสภาผู้แทนราษฎรจะประชุมหรือพักการประชุมตอนไหนก็ได้หรือไม่ด้วยการเสนอไปยังสมเด็จพระราชินี หรือเขาอาจถูกห้ามไม่ให้ปิดสมัยการประชุมได้ในบางกรณี
ไคลฟ์ โคล์แมน บอกว่า นี่เป็น "การตรวจสอบสมรรถภาพรัฐธรรมนูญของเราที่ไม่มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร" เพราะ ในสหราชอาณาจักร ไม่มีการเขียนกฎในการบริหารประเทศของรัฐบาลไว้ที่ใดที่หนึ่ง จึงเป็นหน้าที่ของศาลสูงสุดซึ่งเพิ่งถูกตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทางการเมื่อ 10 ปีก่อน ที่ต้องตัดสินใจ
แต่ละฝ่ายว่าอย่างไร
ลอร์ด แพนนิค ซึ่งเป็นผู้ว่าความให้ จีนา มิลเลอร์ ระบุว่า "ระยะเวลาปิดสมัยประชุมที่ยาวนานเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชี้ว่านายกรัฐมนตรีมุ่งที่จะปิดกั้นสภาผู้แทนราษฎรในช่วงนั้นเพราะเขาเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายทางการเมืองตัวเอง
ด้านเซอร์ เจมส์ อีดี ผู้ว่าความให้ฝ่ายรัฐบาลบอกว่า รัฐบาลมีสิทธิที่จะให้มี "ช่วงเวลาว่างเมื่อไม่ต้องจัดการกับงานประจำวัน" เพื่อเตรียมพร้อมรัฐพิธีพระราชดำรัสสมเด็จพระราชินี (Queen's Speech) ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นการบัญญัติกฎหมายของรัฐบาลชุดใหม่ และเตรียมจัดการกับเรื่องเบร็กซิท
ลอร์ด คีน ซึ่งเป็นทนายว่าความให้กับรัฐบาลเช่นกัน บอกว่านี่เป็น "พื้นที่หวงห้าม" ที่ผู้พิพากษาไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงการถกเถียงทางการเมืองว่าจะพักการประชุมสภาผู้แทนสภาผู้แทนราษฎรอย่างไรและเมื่อไหร่










