ผู้หญิงเมียนมาถกประเด็น “ภรรยาที่ดี” หรือ “ทาส” ของสามี

Woman doing housework

ที่มาของภาพ, Veejay Villafranca

หญิงเมียนมาผู้ใช้โซเชียลมีเดียกำลังถกเถียงกันถึงความแตกต่างระหว่างการเป็น "ภรรยาที่ดี" กับการเป็น "ทาส" ของสามี ขณะที่บรรดาแม่ชาวเกาหลีใต้คิดหาทางแก้ปัญหาไร้คนเลี้ยงลูกตอนกลางวัน ส่วนสื่อของทางการจีนพยายามแก้ปัญหาจำนวนการแต่งงานที่กำลังลดลงต่อเนื่อง

ดิฉัน ลารา โอเวน ผู้สื่อข่าวสตรีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกของบีบีซี

ในแผนกภาษาทั้ง 6 แผนกของภูมิภาคเอเชียตะวันออก เรามีผู้สื่อข่าวที่ติดตามประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้หญิงที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคม

และนี่คือเรื่องราวที่เราคัดสรรมานำเสนอในสัปดาห์นี้

ในเมียนมาสังคมกำลังถกเถียงกันถึงนิยามของการเป็น "ภรรยาที่ดี" เรื่องนี้เริ่มขึ้นในโลกออนไลน์หลังจาก นางละ นุ ทู อดีตผู้อำนวยการกองประกวดนางงามเวที มิส เอเชีย แปซิฟิก โพสต์ข้อแนะนำ 10 ขั้นตอนที่ผู้หญิงควรทำตามสำหรับใช้ในการปรนนิบัติในฐานะภรรยาที่ดี

ข้อแนะนำดังกล่าว รวมถึง การบีบยาสีฟันเตรียมไว้ให้สามีแปรงฟัน เตรียมอาหารเช้าล่วงหน้าหนึ่งวัน และระวังไม่ให้กลิ่นน้ำยาทาเล็บฉุนไปทั้งบ้าน

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ข้อแนะนำดังกล่าวจะถูกต่อต้านจากกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วย และมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นในโพสต์นี้มากถึง 13,000 ความเห็น

ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่งเขียนว่า "โพสต์ของคุณควรมีชื่อเรื่องว่า 'ข้อพึงปฏิบัติของทาส' "

"ฉันแน่ใจว่าสามีของเธอคงไม่แม้แต่กล่าวคำขอบคุณที่เธอทำเช่นนี้" ชาวเน็ตอีกคนเขียนแสดงความเห็น

อย่างไรก็ตาม มีบางคนที่เห็นด้วยกับความคิดของนางละ นุ ทู

"หลายคนเข้าใจสิ่งที่คุณต้องการสื่อสาร ฉันจะสู้ไปกับคุณ" ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่งกล่าว

ขณะที่อีกคนเขียนว่า "ทุกวันนี้ผู้หญิงหลายคนไม่ทำอะไรนอกจากผลาญเงินสามีไปวัน ๆ และผู้หญิงอีกจำนวนมากที่เขียนคอมเมนต์ในแง่ลบที่นี่ก็คงคิดว่าการหลับนอนกับสามีก็เพียงพอแล้วในการทำหน้าที่ภรรยาที่ดี"

Students practice walking next to Hla Nu Tun, founder of the Style Plus H personal grooming school in Yangon.

ที่มาของภาพ, NICOLAS ASFOURI

คำบรรยายภาพ, ละ นุ ทู ทำธุรกิจสอนบุคลิกภาพในนครย่างกุ้ง

แม้จะเผชิญกระแสต่อต้านจากโลกออนไลน์ แต่นางละ นุ ทู ยืนกรานว่าข้อแนะนำทั้ง 10 ข้อเป็นกฎที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่ก็ระบุว่า การใช้ความยืดหยุ่นเรื่องบทบาทหน้าที่ในชีวิตคู่จะช่วยเพิ่มความสุขและลดอัตราการหย่าร้าง

เธอบอกกับบีบีซีว่า เคล็ดลับของเธอ "ใช้เงินลงทุนต่ำ นำไปใช้เติมความหวานให้ชีวิตคู่และกระชับความผูกพันทางอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว" แต่ขณะเดียวกันเธอเชื่อว่าการทำงานบ้านไม่ใช่ภาระหน้าที่ของผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว

การที่สังคมเมียนมาถกเถียงเรื่องบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงเป็นวงกว้างเช่นนี้มีขึ้นหลังจากเมียนมาเปิดประเทศภายหลังตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารมานานหลายสิบปี

นางยี ยี ออง ผู้สื่อข่าวแผนกภาษาพม่าของบีบีซี ระบุว่า นี่คือเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง

"ผู้หญิงเมียนมาจำนวนมากเริ่มท้าทายค่านิยมเกี่ยวกับบทบาทของชายหญิงในสังคม และการถกเถียงเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงกล้าพูดแสดงความคิดเห็นของตัวเองมากขึ้น"

การปฏิวัติที่ทำงานของคุณแม่ชาวเกาหลีใต้

ความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการมีอาชีพที่ประสบความสำเร็จกับการเป็นแม่คนนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถสำหรับผู้หญิงจำนวนไม่น้อย

ด้วยเหตุนี้ เรื่องราวของคุณแม่กลุ่มหนึ่งในกรุงโซลของเกาหลีใต้จึงถูกหยิบยกมากล่าวถึงในสัปดาห์นี้

ผู้บริหารหญิง 3 คนของบริษัทที่ให้คำปรึกษาทางธุรกิจแห่งหนึ่งที่ชื่อ Ginger Tea Project กำลังส่งเสริมให้พนักงานพาลูกมาที่ทำงานด้วย

ภายในบริษัทแห่งนี้มีการจัดพื้นที่สำหรับเด็กไว้ใกล้กับโต๊ะทำงานของพนักงาน ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีทั้ง เกมกระดาน ตัวต่อ และกระดานดำ โดยในขณะที่บรรดาแม่ ๆ กำลังนั่งทำงานนั้น ลูก ๆ ก็จะง่วนอยู่กับการเล่น จนกลายเป็นภาพชินตาในสำนักงานแห่งนี้

Mother hugs her son at the Ginger Tea Project in Seoul.

ที่มาของภาพ, Lara Owen - BBC World Service

นางฮอง จูอึน ระบุว่า งานที่เก่าทำให้เธอรู้สึกแย่มากที่ต้องออกไปทำงานโดยทิ้งลูกเอาไว้เบื้องหลัง

"ลูกจะเข้ามาเกาะแข้งเกาะขาแล้วร้องไห้ทุกเช้า และฉันก็พลอยร้องไห้ไปด้วยเพราะสงสารลูก เราร้องไห้ด้วยกันแบบนั้นอยู่ 6 เดือน" นางฮอง จูอึน เล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีแผนกภาษาเกาหลีฟัง

นางซอ ฮุนซุน หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท ระบุว่า โครงการนี้ทำให้มุมมองเรื่องการทำงานของเธอเปลี่ยนไป

"ฉันไม่คิดจะเลิกทำงานอีกต่อไป เพราะตอนนี้ลูกชายได้เห็นแล้วว่าฉันทำอะไรในที่ทำงานและทำงานกับใคร เขาเข้าใจว่าฉันต้องเผชิญกับอะไรบ้างในการเป็นแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านไปด้วย และเขาเข้าใจมากขึ้นเวลาที่ฉันเครียดกับงาน...แม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านมักรู้สึกผิดกับลูก แต่สิ่งแวดล้อมที่ยืดหยุ่นในที่ทำงานนี้ช่วยให้ฉันรู้สึกแบบนั้นน้อยลงมาก"

ปัจจุบัน บริษัท Ginger Tea Project กำลังศึกษาเรื่องเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ยืดหยุ่น โดยหวังว่าจะเป็นแบบอย่างให้แก่บริษัทอื่น ๆ ได้ทำตาม

"ฉันไม่คิดอยากมีชีวิตคู่"

บีบีซีแผนกภาษาจีน ใช้ยูทิวบ์เป็นสื่อกลางในการพูดคุยกันว่าเหตุใดผู้หญิงจีนจึงนิยมแต่งงานมีครอบครัวน้อยลงทุกที และแนวโน้มนี้กำลังมาแรงในช่วงไม่กี่ปีมานี้

ตั้งแต่ช่วงที่ฉันอาศัยอยู่ในกรุงปักกิ่งเมื่อราวปี 2011 บรรดาเพื่อนหญิงชาวจีนของฉันหลายคนตั้งคำถามว่าจะเป็นไปได้อย่างไรในการมีลูกและมีหน้าที่การงานที่ดีไปพร้อม ๆ กัน

นี่คือสิ่งที่กำลังสร้างความวิตกให้รัฐบาลจีนขึ้นทุกขณะ เพราะปัจจุบันจีนกำลังมีอัตราการเกิดที่ต่ำ และอัตราการแต่งงานก็ต่ำเป็นประวัติการณ์เมื่อปี 2018 โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนพบว่าอัตราผู้แต่งงานอยู่ที่ 7.2 คนจากประชากร 1,000 คน

หนังสือพิมพ์พีเพิลส์เดลี ของทางการจีน เริ่มใช้แฮชแท็ก "ทำไมคุณไม่แต่งงาน" (#你为啥不结婚#)

Chinese women pose for graduation photo

ที่มาของภาพ, Jie Zhao

ผู้หญิงจีนเริ่มมีอิสระทางด้านการเงินมากขึ้นเพราะมีการศึกษาที่สูงขึ้น ส่งผลให้มีผู้หญิงมากขึ้นที่ตัดสินใจเลือกงานมากกว่าการแต่งงานสร้างครอบครัวแบบค่านิยมดั้งเดิม

ขณะเดียวกัน ก็มีผู้หญิงมากขึ้นที่ต้องการมีลูกโดยที่ไม่มีสามี แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

อาหลัน สาววัย 27 ปี โพสต์วิดีโอทางโซเชียลมีเดียเพื่อประกาศหาผู้บริจากอสุจิ หลังจากไม่สามารถใช้บริการธนาคารรอสุจิได้เพราะองค์กรเหล่านี้มีนโยบายไม่รับผู้หญิงโสด

"ฉันไม่ได้ตั้งตาคอยที่จะมีชีวิตคู่...ฉันเลือกที่จะอยู่คนเดียวมากกว่า แต่ฉันก็อยากมีลูก" อาหลัน กล่าว

A Lan who is seeking for a sperm donor makes a video appeal

ที่มาของภาพ, Tencent QQ - A Lan

คำบรรยายภาพ, อาหลัน อยากมีลูกแต่ไม่อยากมีสามี

เรื่องราวของผู้หญิงเมียนมาที่มีความคิดท้าทายค่านิยมเกี่ยวกับบทบาทการเป็นภรรยาที่ดี รวมทั้งเรื่องราวการปฏิวัติบทบาทคุณแม่ยุคใหม่ในเกาหลีใต้ และค่านิยมเรื่องการมีชีวิตคู่ของหญิงชาวจีนล้วนสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้หญิงเอเชียในปัจจุบันไม่ได้ยึดถือแนวคิดแบบดั้งเดิมของสังคมอีกต่อไป