“มาเจ็ด” ชาวปาเลสไตน์คนแรกที่ได้ถือธงชาติลงแข่งกีฬาโอลิมปิก ผู้จบชีวิตลงในกาซา

.

ที่มาของภาพ, Vincent Amalvy/IOPP/AFP

คำบรรยายภาพ, มาจิด อาบู มาราฮีล กับธงปาเลสไตน์ในโอลิมปิกแอตแลนตา ปี 1996
    • Author, มาร์การิตา โรดริเกซ
    • Role, บีบีซีนิวส์ มุนโด

ในวันที่ 19 ก.ค. 1996 น้ำตาแห่งความปีติยินดีหลั่งไหลอาบแก้มชาวปาเลสไตน์ เมื่อ มาเจ็ด อาบู มาราฮีล เดินเข้าสู่สนามกีฬาเซนเทนเนียล โอลิมปิก สเตเดียม ที่นครแอตแลนตาของสหรัฐฯ โดยถือธงชาติปาเลสไตน์ผืนใหญ่เอาไว้ด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวคือพิธีเปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ซึ่งปาเลสไตน์มีโอกาสเข้าร่วมในฐานะรัฐเอกราชเป็นครั้งแรก คนที่เดินนำหน้ามาราฮีลเป็นเจ้าหน้าที่จากฝ่ายจัดเตรียมงาน ชูป้ายระบุชื่อประเทศที่เขียนว่า “ปาเลสไตน์” อย่างชัดเจน พร้อมกับมีเสียงประกาศจากพิธีกรชายหญิงเป็นภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ ตอกย้ำความเป็นประเทศของปาเลสไตน์อย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ในครั้งนั้นมีผู้เข้าชมพิธีเปิดในสนามกีฬาถึงกว่า 80,000 คน และมีผู้รับชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์หลายล้านคนทั่วโลก ซึ่งศาสตราจารย์ฮาเวียร์ กอนซาเลซ เดล คาสตีโญ จากศูนย์ศึกษาและวิจัยโอลิมปิก ในสังกัดมหาวิทยาลัยแห่งภูมิภาคยุโรป (European University) ได้เล่าให้บีบีซีฟังว่า “เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญยิ่งสำหรับปาเลสไตน์ ไม่ใช่เพียงแค่ในด้านการกีฬาเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อการอ้างถึงอธิปไตยเหนือดินแดนของตน และประกาศความเป็นประเทศเอกราช ซึ่งสองสิ่งนี้ปรากฏให้เห็นทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์”

“เหตุการณ์นั้นเท่ากับเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงชัยชนะของชาวปาเลสไตน์ ในการต่อสู้เพื่อให้ประชาคมนานาชาติยอมรับประเทศของตน”

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า มาราฮีลซึ่งเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของปาเลสไตน์ ในการทำหน้าที่นักกีฬาและผู้เชิญธงชาติเข้าสู่สนามแข่งขันในครั้งนั้น เพิ่งจะเสียชีวิตลงเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา

แซน ชาร์ลส์ ฮัดดัด นักประวัติศาสตร์การกีฬาเชื้อสายปาเลสไตน์ กล่าวถึงมาราฮีลว่า “ตลอดระยะเวลาเกือบ 25 ปี ที่ผมได้รู้จักกับมาเจ็ด ผมไม่เคยได้ยินใครนินทาว่าร้ายเขาเลย และก็ไม่เคยได้ยินถ้อยคำในเชิงลบออกจากปากของเขาด้วย นี่คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ สำหรับกลุ่มคนที่พัวพันอยู่ในความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์”

“การที่เขาจากโลกนี้ไปด้วยประวัติส่วนตัวที่ดีงามไม่ด่างพร้อย ทั้งในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน ทำให้เราได้เข้าใจว่าบุคคลเช่นเขาหาได้ยากแค่ไหน และการที่เขาจากไปนั้นเป็นความสูญเสียที่ใหญ่หลวงเพียงใด เพราะไม่ใช่แค่ชุมชนของเขาที่สูญเสีย แต่เป็นโลกของเราด้วย”

“พวกเราได้เหรียญทองแล้วตั้งแต่มาถึงสนามกีฬา”

ไม่กี่วันหลังพิธีเปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่นครแอตแลนตา มาร์ก เชอร์แมน ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ดิแอตแลนตาเจอร์นัล ได้รายงานในบทความของเขาว่า มาราฮีลไม่เป็นกังวลกับเรื่องที่เขาจะคว้าเหรียญรางวัลได้หรือไม่ ทั้งไม่ได้วิตกกับข้อเท็จจริงที่ว่า เขาต้องลงแข่งกับบรรดานักวิ่งระยะไกล 10,000 เมตร ที่เก่งที่สุดของโลก

แต่สิ่งที่มาราฮีลในวัย 32 ปี เน้นให้ความสำคัญที่สุดก็คือ เขาจะต้องไปเข้าแข่งขันรอบคัดเลือกเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติให้ผ่านทันเวลา เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่จะทำให้เขาได้เป็นนักกีฬาปาเลสไตน์คนแรก ที่ลงแข่งโดยมีสิทธิ์ชูธงชาติปาเลสไตน์ในสนาม “พวกเราได้เหรียญทองแล้วตั้งแต่มาถึงสนามกีฬา”

.

ที่มาของภาพ, International Olympic Committee

คำบรรยายภาพ, คณะผู้แทนปาเลสไตน์เข้าสู่สนามกีฬาเซนเทนเนียล โอลิมปิก สเตเดียมในนครแอตแลนตา

ระหว่างที่ให้สัมภาษณ์กับเชอร์แมน มาราฮีลถกแขนเสื้อข้างขวาขึ้น เพื่อเผยให้เห็นรอยแผลเป็นจากกระสุนของทหารอิสราเอล แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังกล่าวย้ำว่า การเข้าร่วมในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกของปาเลสไตน์ จะช่วยเยียวยาบาดแผลจากอดีตที่โหดร้าย รวมทั้งลบเลือนภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของวันวานได้

ในรายงานข่าวของจูดิธ มิลเลอร์ ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เมื่อวันที่ 4 เม.ย.1996 มีข้อความพาดหัวข่าวว่า “สำหรับนักวิ่งปาเลสไตน์ การได้ถือธงชาตินั้นเป็นเกียรติอย่างสูงเพียงพอแล้ว” มาราฮีลยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า การต่อสู้ใด ๆ ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่มีขึ้นในกีฬาโอลิมปิก จะเป็นการต่อสู้ “อย่างสันติ” เท่านั้น

เมื่อสิ้นสุดการประลองฝีเท้ารอบคัดเลือก เขาได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 21 ของบรรดานักวิ่งระยะไกลจากทั่วโลก

กรรมกรผู้ใช้แรงงาน

มาราฮีลเกิดเมื่อปี 1963 ที่ค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัตในเขตฉนวนกาซา หลังพ่อแม่ของเขาต้องอพยพหนีการโจมตีมาจากเมืองเบียร์ชีบาทางตอนใต้ของอิสราเอล

ดัดลีย์ เดาสต์ นักเขียนบทความเกี่ยวกับกีฬา ได้เดินทางไปถึงพื้นที่ใจกลางฉนวนกาซาเพื่อสืบค้นชีวประวัติของมาราฮีล โดยเขาได้เขียนเล่าไว้ในหนังสือพิมพ์ซันเดย์ เทเลกราฟ ฉบับวันที่ 24 มี.ค.1996 ซึ่งเป็นเวลาไม่นานก่อนมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่นครแอตแลนตาจะเริ่มขึ้นว่า “ตอนที่เขายังทำงานเป็นกรรมกรในอิสราเอล มาเจ็ด อาบู มาราฮีล นักวิ่งระยะไกลชาวปาเลสไตน์ พยายามรักษาความแข็งแกร่งของร่างกายด้วยการวิ่งเหยาะ ๆ ทุกวัน เป็นระยะทางราว 20 กิโลเมตร จากบ้านของเขาในเมืองกาซาซิตี้ ไปยังจุดตรวจตรงแนวพรมแดนที่เมืองอีเรซทางตอนเหนือ”

.
คำบรรยายภาพ, เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ยัสเซอร์ อาราฟัต เป็นผู้นำปาเลสไตน์

มาราฮีลยังบอกกับเดาสต์ว่า หลังเขาวิ่งจนได้รับชัยชนะในการแข่งขันกีฬารายการหนึ่ง นายยัสเซอร์ อาราฟัต ประธานองค์การบริหารปาเลสไตน์ในขณะนั้น ได้เป็นผู้มอบรางวัลให้และเอ่ยถามว่าทำงานอะไรอยู่ ทำให้มาราฮีลตอบไปอย่างภาคภูมิใจว่า เขาเป็นคนงานปลูกดอกไม้ในเรือนกระจกที่อิสราเอล ทักษะการวิ่งที่เยี่ยมยอดยังทำให้เขา “วิ่งหาที่หลบภัยได้อย่างรวดเร็ว” และรอดจากสถานการณ์อันตรายมาได้ทุกครั้ง

นายอาราฟัตยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อได้ฟังคำตอบติดตลกดังกล่าว แล้วบอกกับมาราฮีลว่า “ในอนาคตคุณจะได้เป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวที่คอยอารักขาผม เวลาที่ผมอยู่ในเขตฉนวนกาซา”

หลังจากนั้นไม่นาน มาราฮีลได้เข้าทำงานดังกล่าวจริง ๆ โดยเป็นผู้อารักขาวงนอก ซึ่งคอยคุ้มกันนายอาราฟัตในระยะที่ห่างตัวเขาออกมาเป็นชั้นที่สอง สิ่งที่เขาชอบที่สุดในการทำงานนี้ ก็คือได้มีเวลาฝึกซ้อมวิ่งระยะไกลมากขึ้น

“การบำบัดเยียวยารูปแบบหนึ่ง”

มาราฮีลมีความศรัทธาอย่างแท้จริงในการเล่นกีฬา “เขาเล่นกีฬาก็เพื่อกีฬาเท่านั้น” ฮัดดัดกล่าว “เขารักการวิ่ง ผมรู้ว่ามันเหมือนกับการบำบัดเยียวยารูปแบบหนึ่งสำหรับเขา”

แม้มาราฮีลจะเริ่มเข้าสู่เส้นทางนักกีฬา ด้วยการเป็นนักฟุตบอลที่สโมสรอัลเซตูนในฉนวนกาซา แต่ชะตากรรมที่ผกผันของเขาทำให้ต้องหันเหสู่เส้นทางกีฬาสายอื่น “ถึงจะเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความขัดแย้งและการเข้ายึดครองดินแดน แต่มาราฮีลก็ยังมีความหลงใหลต่อการเล่นกีฬา ด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวดและการฝึกฝนด้วยตนเองบนท้องถนนของเขตกาซา เขาได้กลายเป็นดาวเด่นในที่สุด” กอนซาเลซ เดล คาสตีโญ กล่าว

.

ที่มาของภาพ, Georges Gobet/IOPP/AFP

.

ที่มาของภาพ, Georges Gobet/IOPP/AFP

คำบรรยายภาพ, มาราฮีลแข่งขันรอบคัดเลือกโอลิมปิกที่นครแอตแลนตา

ตารางการฝึกซ้อมที่มาราฮีลทำอยู่เป็นประจำนั้น รวมถึงการวิ่งไปตามแนวชายหาดทุกวัน จนสามารถก้าวขึ้นแท่นนักวิ่งที่เร็วที่สุดในการแข่งขันระดับท้องถิ่นได้

เมื่อเชอร์แมนถามเขาว่า สถานที่และอุปกรณ์กีฬาสำหรับการแข่งวิ่งที่นครแอตแลนตา ต่างจากของที่ฉนวนกาซาอย่างไร มาราฮีลตอบทันทีว่า “มันต่างกันราวสวรรค์กับโลกมนุษย์”

ฮัดดัดจำได้ว่า เขาเคยอ่านบทความของมิลเลอร์ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์เมื่อปี 1996 ซึ่งเนื้อหาของบทความนั้นระบุว่า “มาราฮีลไม่เคยมีโค้ชผู้ฝึกสอนมาตั้งแต่ต้น และก็ยังคงไม่มีอยู่จนถึงทุกวันนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่มีรองเท้าวิ่งดี ๆ สักคู่เลยด้วย”

เรื่องราวของมาราฮีลสร้างความประทับใจอย่างใหญ่หลวงให้กับนักประวัติศาสตร์อย่างฮัดดัด เนื่องจากเขามีพ่อเป็นชาวปาเลสไตน์และมีแม่เป็นชาวอเมริกัน ตัวของฮัดดัดเองเคยต้องการจะลงแข่งกีฬาเรือพายในฐานะทีมชาติอเมริกัน ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 2000 ที่นครซิดนีย์ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนใจลงแข่งในนามของทีมชาติปาเลสไตน์แทน “งานก่อตั้งทีมเรือพายของปาเลสไตน์ ทำให้ผมเดินทางไปฉนวนกาซาในปี 2000 และได้พบกับมาเจ็ดในช่วงสั้น ๆ” ต่อมาเขาย้ายไปอยู่ประจำที่นั่นระหว่างปี 2002 – 2004 ทำให้ได้ผูกสัมพันธ์จนเกิดมิตรภาพอันแน่นแฟ้นกับมาราฮีลในที่สุด

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สนามกีฬาโอลิมปิกเซนเทนเนียลแห่งนครแอตแลนตาในช่วงพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

ผู้เป็นมากกว่านักวิ่ง

ฮัดดัดยังเล่าว่า “ครั้งสุดท้ายที่ผมคุยกับเขาเกี่ยวกับโอลิมปิกที่แอตแลนตา ก็เมื่อราว 20 ปีมาแล้ว ตอนที่ผมยังอยู่ที่กาซา สิ่งที่ผมยังจำได้แม่นจากการพูดคุยครั้งนั้นก็คือ เขามีความเข้าใจเป็นอย่างดีต่อบทบาทของตนเองว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพียงใด”

ฮัดดัดเชื่อว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้มาราฮีลได้รับเลือกเป็นผู้เชิญธงชาติปาเลสไตน์ นอกจากการเป็นนักกีฬาที่ยอดเยี่ยมแล้ว ยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่สนับสนุนให้เขาได้รับเกียรติเป็นตัวแทนประเทศในครั้งนั้น “เขามีความถ่อมตน ไม่ใช่คนที่ชอบตวาดแสดงความโกรธเกรี้ยว มีความซื่อสัตย์ภักดีและพึ่งพาได้ ทั้งเป็นคนที่ไม่มีความทะเยอทะยานจะแสวงหาความก้าวหน้าในพรรค” ในประเด็นนี้ฮัดดัดหมายถึงกลุ่มฟาตาห์ องค์กรทางการเมืองของปาเลสไตน์ที่อาราฟัตก่อตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษ 1950 ซึ่งมาราฮีลเป็นผู้หนึ่งที่เห็นพ้องกับอุดมการณ์ของกลุ่มนี้

“เขายอมรับบทบาทของตนเองในหน้าประวัติศาสตร์ ด้วยความสง่างามและอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นอย่างยิ่ง โดยเขาตระหนักว่านั่นคือการอุทิศตนรับใช้ ไม่เพียงต่อชาวปาเลสไตน์ แต่ยังเป็นการรับใช้อุดมการณ์โอลิมปิกที่เขาศรัทธาอย่างแท้จริง”

การต่อสู้อันยาวนาน

น้อยคนนักที่จะรู้ว่า ก่อนมาราฮีลจะได้เชิญธงชาติปาเลสไตน์เข้าสู่สนามแข่งขันกีฬาโอลิมปิกนั้น ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย แต่ต้องผ่านการฝ่าฟันอุปสรรคที่ซับซ้อนในเส้นทางแสนยาวไกลนานหลายสิบปี

นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 บรรดาผู้นำของปาเลสไตน์ได้ร้องขอต่อคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ให้รับรองคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งปาเลสไตน์ ซึ่งคำขอนี้เป็นผลสำเร็จในที่สุดเมื่อปี 1993

“ธงชาติปาเลสไตน์ถูกเชิญขึ้นเสาเป็นครั้งแรกในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก จนพวกเราถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้งตื้นตันใจอย่างที่สุด” โอมาร์ อาลี เลขาธิการของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งปาเลสไตน์ในตอนนั้นกล่าว คำพูดนี้ของเขาได้รับการบันทึกไว้ในภาพยนตร์สารคดีของ ABC Sports ชื่อว่า “ความหวังอันยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา ความกลัวอันเลวร้ายที่สุดของเรา โศกนาฏกรรมแห่งกีฬาโอลิมปิกที่นครมิวนิก”

.

ที่มาของภาพ, AFP VIA GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, สามวันก่อนพิธีเปิดที่นครแอตแลนตา ธงชาติปาเลสไตน์ได้ถูกชักขึ้นที่หมู่บ้านโอลิมปิกต่อหน้าคณะผู้แทนปาเลสไตน์ โดยจะเห็นธงมาราฮีลยืนอยู่ตรงกลาง

อิบราฮิม อาวัด ศาสตราจารย์ด้านกิจการระดับโลก จากมหาวิทยาลัยอเมริกันในกรุงไคโรของอียิปต์ แสดงความเห็นว่า “นาทีประวัติศาสตร์ที่เชิญธงชาติปาเลสไตน์ขึ้นสู่ยอดเสานั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นการรับรองยืนยันถึงอัตลักษณ์ความเป็นชาติของปาเลสไตน์” ทั้งยังถือเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของโลกอาหรับด้วย

“ปัญหาเรื่องปาเลสไตน์ถือเป็นปัญหาใหญ่ของบรรดาชาติอาหรับเช่นกัน ตั้งแต่มันเริ่มก่อตัวขึ้นในยุคทศวรรษ 1920, 1930, และ 1940 แล้ว มันไม่ใช่แค่ปัญหาของชาวปาเลสไตน์เพียงฝ่ายเดียว เพราะข้อพิพาทนี้ถูกเรียกว่าความขัดแย้งอาหรับ-อิสราเอล มานานหลายสิบปี” ศ. อาวัด กล่าวอธิบาย

“คณะกรรมการโอลิมปิกสากลสมควรได้รับการยกย่อง เพราะพวกเขายินยอมให้กลุ่มภราดรภาพที่เป็นตัวแทนของอุดมการณ์โอลิมปิก ได้ถือกำเนิดและมีตัวตนขึ้นมา”

ความปวดร้าวของโศกนาฏกรรมที่มิวนิก

การเข้าร่วมมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่นครแอตแลนตาของคณะผู้แทนจากปาเลสไตน์ ถือเป็นประเด็นร้อนที่มีการถกเถียงโต้แย้งกันในวงกว้าง เนื่องจากเคยมีเหตุการณ์สังหารหมู่ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่นครมิวนิก เมื่อปี 1972 ซึ่งทำให้โค้ชและนักกีฬาจากอิสราเอล รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวเยอรมันรายหนึ่งต้องเสียชีวิต เพราะการโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย“กันยายนทมิฬ” (Black September) ที่สมาชิกทั้ง 8 คน เป็นชาวปาเลสไตน์

มาราฮีลกล่าวถึงเหตุการณ์นั้นในบทความของมิลเลอร์ว่า มันคือ “ช่วงเวลาที่มืดมนอย่างยิ่ง” แต่ก็บอกด้วยว่า “ปัจจุบันเราได้ก้าวข้ามมาสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่แล้ว ตอนนี้เรามีสันติภาพ และผมจะวิ่งเพื่อสันติภาพนั้น...เพื่อสันติภาพและสันติภาพเท่านั้น”

.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, แผ่นป้ายที่หมู่บ้านโอลิมปิกในมิวนิกครั้งอดีต เพื่อเป็นเกียรติแก่สมาชิกคณะผู้แทนอิสราเอลที่เสียชีวิตในการโจมตีที่โอลิมปิกปี 1972

ฮัดดัดคือผู้เขียนหนังสือ “แฟ้มข้อมูล: จุดเริ่มต้นของการสังหารหมู่ที่นครมิวนิก” (The File, origins of the Munich Massacre) ซึ่งว่าด้วยการสืบสวนเบื้องหลังของโศกนาฏกรรมดังกล่าว จากเอกสารจดหมายเหตุหลายพันชิ้นที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งปาเลสไตน์

ฮัดดัดกล่าวถึงมาราฮีลไว้ในหนังสือเล่มนั้นว่า “เมื่อเขาได้ถือธงชาติปาเลสไตน์เดินเข้าสู่สนามกีฬาโอลิมปิกเป็นครั้งแรก มันยากที่จะบรรยายถึงความในใจของทั้งชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์หลายคน ซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความหวังและความรู้สึกโล่งใจที่ได้ไถ่ถอนความผิดในอดีต”

บนอัฒจันทร์ในวันนั้นมีลูกหลานของเหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุสังหารหมู่ที่นครมิวนิกรวมอยู่ด้วย พวกเขาต่างลุกขึ้นยืนและปรบมือให้กับมาราฮีล รวมทั้งคณะผู้แทนจากปาเลสไตน์ที่เดินเข้าสู่สนาม

อานูก สปิตเซอร์ บุตรสาวของอันเดร สปิตเซอร์ นักฟันดาบทีมชาติอิสราเอลที่เสียชีวิตในการโจมตีครั้งนั้น ย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่มาราฮีลสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ในภาพยนตร์สารคดีของ ABC Sports ว่า “เราต้องการแสดงให้โลกเห็นว่าหลายสิ่งสามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ และนี่คือวิถีทางที่มันควรจะเป็น กีฬาโอลิมปิกไม่ควรจะมีเหตุร้ายที่ผู้คนถูกมัดให้นั่งรวมกันในห้องด้วยความหวาดกลัว และต้องกลับบ้านด้วยร่างไร้วิญญาณที่นอนในโลง”

สปิตเซอร์ยังกล่าวเน้นย้ำว่า “นี่คืออุดมการณ์โอลิมปิกที่ผู้คนมาร่วมมือร่วมใจกัน และพวกเราลูกหลานของเหยื่อ 11 ราย จากการสังหารหมู่ที่นครมิวนิก สามารถจะข้ามผ่านมันไปและให้ความเคารพต่อคนเหล่านี้ที่ล้วนเป็นนักกีฬาได้ พวกเขาเป็นชาวปาเลสไตน์เหมือนกัน แต่ความเป็นนักกีฬานั้นมาเป็นอันดับแรก และเรามีความเคารพยกย่องต่อพวกเขา”

.

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, ขบวนพาเหรดของคณะผู้แทนอิสราเอลในนครแอตแลนตา ปี 1996
.

ที่มาของภาพ, Vincent Amalvy/IOPP/AFP

คำบรรยายภาพ, ไม่กี่นาทีต่อมาก็ถึงคราวของคณะผู้แทนปาเลสไตน์

ในครั้งนั้นชุมชนชาวยิวในนครแอตแลนตา ได้จัดพิธีไว้อาลัยให้กับเหยื่อผู้ถูกสังหารในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่นครมิวนิก โดยได้เชิญคณะผู้แทนจากปาเลสไตน์เข้าร่วมด้วย ซึ่งฮัดดัดเล่าว่า “พวกเขาได้พบกับครอบครัวของผู้วายชนม์ และมาเจ็ดก็เข้าร่วมในการพบปะที่จัดขึ้นในลักษณะนี้ทุกครั้ง”

ออชรัต โรมาโน บุตรสาวของยอสเซฟ โรมาโน นักกีฬาชาวอิสราเอลอีกผู้หนึ่งที่เสียชีวิตในเหตุสังหารหมู่ เล่าถึงตอนที่คณะผู้แทนจากปาเลสไตน์เข้ามาหาเธอและจูบที่หน้าผาก เธอกล่าวไว้ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องเดียวกันว่า “มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันซาบซึ้งใจอย่างมาก”

โค้ชผู้อุทิศตนให้การกีฬา

ศ.กอนซาเลซ เดล คาสตีโญ บอกว่าการปรากฏตัวของมาราฮีลในพิธีเปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่นครแอตแลนตา ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ และคนหนุ่มสาวชาวปาเลสไตน์ ดำเนินรอยตามในเส้นทางการเป็นนักกีฬา “หลังลงแข่งในโอลิมปิกครั้งนั้น เขายังคงทำงานเพื่อพัฒนาการกรีฑาของปาเลสไตน์ต่อไป โดยเป็นโค้ชผู้ฝึกสอนให้กับเยาวชนที่มีแวว และส่งเสริมให้ปาเลสไตน์ส่งทีมนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันในระดับนานาชาติ”

นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้ฝึกสอนนักกีฬาที่เตรียมจะเข้าแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 2008 และ 2012 อีกด้วย “สิ่งล้ำค่าที่เป็นมรดกตกทอดจากเกียรติประวัติของเขายังคงอยู่ และถือเป็นสิ่งเตือนใจถึงศักยภาพรวมทั้งความมุ่งมั่นของชาวปาเลสไตน์ ที่ไม่อาจถูกจำกัดไว้ด้วยความขัดแย้งทางการเมืองหรือการทหาร”

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มาสรี นักเรียนของมาราฮีล เป็นผู้ถือธงในโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่งเมื่อปี 2008
.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, จูโดกา มาเฮอร์ อาบู รมีลาห์ เป็นผู้ถือธงชาติปาเลสไตน์ในกรุงลอนดอนเมื่อปี 2012 โดยเราจะเห็นมาราฮีลอยู่ด้านหลังทางขวา ในฐานะสมาชิกของคณะผู้แทน

ฮัดดัดซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสหพันธ์กีฬาเรือพายแห่งปาเลสไตน์ เมื่อปี 1998 เล่าว่าเขาเคยพานักกีฬาเรือพายไปวิ่งออกกำลัง ที่สนามกีฬาในเมืองกาซาซิตี จนได้พบกับมาราฮีลที่นั่น “มาเจ็ดจะพาทีมนักกรีฑาชาวปาเลสไตน์ของเขามาฝึกซ้อมที่นั่นทุกวัน เขาเป็นที่รักยิ่งของทุกคน บรรดานักกรีฑาต่างก็ชอบเขา เพราะเขาสอนและออกคำสั่งอย่างให้เกียรติ ไม่เคยขึ้นเสียงหรือเกรี้ยวกราดเลย”

“ขนาดลูกชายเขาบาดเจ็บจากปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ของทหารอิสราเอลในฉนวนกาซา ผมโทรหาเขาเพื่อถามข่าว เขายังไม่ด่าว่าหรือเอ่ยถ้อยคำในเชิงลบต่อชาวอิสราเอลออกมาซักคำ เขาไม่ใช่คนที่จะพูดเพราะบันดาลโทสะ” ฮัดดัดกล่าว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, คาดว่าจะมีนักกีฬาชาวปาเลสไตน์ 8 คน เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงปารีส โดย วูรูด ซาวาลฮา คือหนึ่งในนั้น (ในภาพนี้ เธอเข้าร่วมการแข่งขันที่กรุงลอนดอนในปี 2012)

ในการสื่อสารผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์กับบีบีซี คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งปาเลสไตน์แจ้งว่า นับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา มาราฮีลได้รับหน้าที่ดูแลงานบริหารเกี่ยวกับการสร้างนักกรีฑาหน้าใหม่ ทั้งยังจัดหลักสูตรฝึกอบรมโค้ชผู้ฝึกสอน, กรรมการกีฬา, และเจ้าหน้าที่ด้านการกีฬาอีกด้วย “มาเจ็ด อาบู มาราฮีล เพียบพร้อมด้วยจริยธรรมอันสูงส่ง, การให้ความร่วมมือ, และความไม่เห็นแก่ตัวอย่างแท้จริง เขามักจะลงมือเตรียมสนามฝึกซ้อมด้วยตนเองอยู่เสมอ”

ปิดฉากชีวิต

มาราฮีลเสียชีวิตลงเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ด้วยวัยเพียง 61 ปี คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งปาเลสไตน์ระบุว่า ระหว่างที่เกิดความขัดแย้งและการสู้รบในฉนวนกาซานั้น “มาราฮีลซึ่งไม่มีปัญหาสุขภาพหรือโรคประจำตัวมาก่อน เกิดติดเชื้ออย่างรุนแรงเนื่องจากภาวะทุพโภชนาการ และต้องพลัดถิ่นที่อยู่จากบ้านเดิมของเขาในค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัต ทำให้ล้มป่วยด้วยโรคไตวายในขณะที่เขตฉนวนกาซายังปราศจากการรักษาพยาบาลใด ๆ อย่างสิ้นเชิง ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะแม้เขาจะฟื้นตัวขึ้นในระยะสั้น ๆ แต่อาการกลับทรุดลงอีกจนเข้าขั้นโคมา ก่อนจะเสียชีวิตในที่สุด”

หลังการโจมตีครั้งใหญ่ของกลุ่มฮามาส เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ของปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ชาวยิวเสียชีวิต 1,200 คน และถูกจับเป็นตัวประกันอีก 252 คน กองทัพอิสราเอลได้เข้าปราบปรามโดยทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มฮามาส และเร่งช่วยเหลือตัวประกันออกมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในเขตฉนวนกาซาอีกกว่า 38,900 ราย และได้รับบาดเจ็บราว 70,000 ราย ตามการรายงานของกระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์

องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเตือนว่า ระบบการสาธารณสุขในเขตฉนวนกาซากำลังล่มสลายลง โดยนอกจากจะขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์แล้ว ยังขาดแคลนเชื้อเพลิงซึ่งเป็นปัจจัยการดำรงชีพที่สำคัญยิ่งด้วย โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า การขาดแคลนเชื้อเพลิงเป็นสัญญาณที่ชี้ถึงความเสี่ยงต่อ “หายนะ” ส่วนแถลงการณ์ของสหประชาชาติเมื่อวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า “ระบบจ่ายไฟฟ้าที่ดับลง ส่งผลกระทบอย่างมากต่อแผนกผู้ป่วยหนัก, ทารกแรกเกิด, และการใช้เครื่องฟอกโลหิตสำหรับผู้ป่วยโรคไต ทำให้หลายชีวิตต้องตกอยู่ในความเสี่ยง”