ขีปนาวุธร่อน "โทมาฮอว์ก" ของสหรัฐฯ อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมของยูเครนในสงครามกับรัสเซีย

ที่มาของภาพ, Mark Wilson/Getty Images
การเดินทางเข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ในวันศุกร์นี้ (17 ต.ค.) ประเด็นขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล โทมาฮอว์ก (Tomahawk) น่าจะถูกหยิบขึ้นมาเป็นหัวข้อหลักในการหารือ
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าเขาอาจเห็นชอบตามคำร้องของประธานาธิบดีเซเลนสกีที่ยื่นมานาน เพื่อให้สหรัฐฯ ส่งมอบอาวุธล้ำสมัยชนิดนี้ให้แก่ยูเครน
ที่ผ่านมา ผู้นำยูเครนกดดันให้ชาติตะวันตกเพิ่มการสนับสนุนทางทหาร เพื่อเปิดโอกาสให้กองทัพยูเครนสามารถโต้กลับรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประธานาธิบดีเซเลนสกีเองก็หวังว่าจะได้รับข่าวดีในการพบกับทรัมป์ครั้งนี้ ซึ่งจะถือเป็นการไปเยือนกรุงวอชิงตันครั้งที่สามนับตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ผ่านมา
มีรายงานว่ายูเครนเพิ่งนำขีปนาวุธร่อนพิสัยไกลที่พัฒนาขึ้นเองซึ่งมีชื่อว่า "ฟลามิงโก" (Flamingo) เข้าประจำการแล้ว ทว่ากองทัพยังเชื่อว่าการได้รับ "โทมาฮอว์ก" จากสหรัฐฯ จะเป็นตัวชี้ขาดที่ช่วยพลิกสถานการณ์สงครามกับรัสเซียได้
คำถามสำคัญคือ เหตุใดขีปนาวุธของสหรัฐฯ จึงมีความสำคัญถึงเพียงนี้ และเพราะเหตุใดรัฐบาลสหรัฐฯ จึงยังไม่มอบให้กับยูเครนจนถึงตอนนี้
ทำไมต้องเป็นขีปนาวุธ "โทมาฮอว์ก"
นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2022 ยูเครนก็ได้ยื่นคำร้องขอขีปนาวุธพิสัยไกลมาหลายครั้งเพื่อนำมาใช้โจมตีเมืองและเป้าหมายภายในดินแดนของรัสเซียที่ตั้งอยู่ไกลจากแนวหน้าในสงครามอันยืดเยื้อมานาน
รัฐบาลรัสเซียเคยเตือนสหรัฐฯ ไม่ให้ส่งมอบขีปนาวุธพิสัยไกลแก่ยูเครน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวจะยกระดับความรุนแรงของความขัดแย้งและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียตึงเครียดขึ้น
ขีปนาวุธโทมาฮอว์กบางรุ่นที่สหรัฐฯ เคยนำมาใช้งาน มีพิสัยยิงไกลถึง 2,500 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพิสัยที่สามารถยิงจากดินแดนของยูเครนไปถึงกรุงมอสโกได้อย่างง่ายดาย
แม้ว่าขีปนาวุธโทมาฮอว์กจะมีความเร็วระดับต่ำกว่าความเร็วเสียง แต่มันสามารถบินในระดับความสูงเพียงไม่กี่สิบเมตรเหนือพื้นดิน ซึ่งทำให้ยากต่อการถูกสกัดกั้น นอกจากนี้ พาเวล อัคเซนอฟ ผู้สื่อข่าวสายกลาโหมของบีบีซีรัสเซียยังอธิบายว่า ขีปนาวุธชนิดนี้ยังมีความแม่นยำในการโจมตีเป้าหมายด้วยระบบนำวิถีขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของการส่งมอบขีปนาวุธโทมาฮอว์กให้ยูเครน คือการหาสถานที่ที่เหมาะสำหรับยิงขีปนาวุธชนิดนี้ เนื่องจากพวกมันถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้กับเรือรบและเรือดำน้ำเป็นหลัก ซึ่งยูเครนยังไม่มีเรือที่รองรับระบบดังกล่าว
แม้ว่ากองทัพสหรัฐฯ จะพัฒนาแท่นยิงภาคพื้นดินรุ่นใหม่ขึ้นมาแล้ว แต่กองทัพยูเครนจำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มข้นก่อน จึงจะสามารถใช้งานจริงได้

ที่มาของภาพ, Alex Wong/Getty Images
บทบาทเพิ่มเติมของสหรัฐฯ
การจะใช้งานขีปนาวุธพิสัยไกลชนิดนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องอาศัยหน่วยข่าวกรองที่แม่นยำจากสหรัฐฯ โดยประเด็นที่ยูเครนพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านข้อมูลข่าวกรองกลายเป็นที่ประจักษ์ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ ระงับการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองชั่วคราว
สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่าตั้งแต่นั้นมา การแบ่งปันข่าวกรองระหว่างสหรัฐฯ กับยูเครนก็ได้ยกระดับขึ้นอย่างมาก ซึ่งช่วยให้ยูเครนสามารถโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ลึกเข้าไปในรัสเซียได้สำเร็จ รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่ง
เจ้าหน้าที่ที่ใกล้ชิดกับสถานการณ์ระบุว่า ข่าวกรองของสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการช่วยยูเครนวางแผนเส้นทางการบิน ระดับความสูง ช่วงเวลา และยุทธวิธีของปฏิบัติการต่าง ๆ ซึ่งทำให้โดรนโจมตีของยูเครนสามารถหลบหลีกระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า หากยูเครนได้รับขีปนาวุธโทมาฮอว์กจากสหรัฐฯ จริง ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของอเมริกาจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมากในการเตรียมขีปนาวุธและวางแผนเส้นทางการบิน
แม้ว่าตอนนี้คลังแสงของสหรัฐฯ จะมีขีปนาวุธโทมาฮอว์กอยู่หลายพันลูก แต่สงครามในยูเครนได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การทำสงครามกับประเทศที่มีกองทัพขนาดใหญ่ ต้องใช้อาวุธในปริมาณมหาศาล
เนื่องจากสหรัฐฯ เองยังกังวลในประเด็นความขัดแย้งกับจีน จึงเป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ส่งขีปนาวุธให้กับยูเครนในจำนวนที่มากพอจะเปลี่ยนทิศทางของสงครามผ่านการทำลายเป้าหมายทางทหารเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แม้สหรัฐฯ จะส่งมอบขีปนาวุธใน "หลักสิบลูก" ให้ยูเครน แต่หากนำขีปนาวุธเหล่านี้มาใช้ร่วมกับยุทโธปกรณ์อื่น ๆ พวกมันก็อาจมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนทิศทางของสงครามได้เช่นกัน
รัสเซียเองก็ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกลยุทธ์นี้แล้ว ด้วยการใช้ขีปนาวุธร่อนหลากหลายรุ่นร่วมกับโดรนในการโจมตีเป้าหมายในยูเครนอย่างมีประสิทธิผล
การโจมตีอย่างแม่นยำของยูเครนต่อโรงกลั่นน้ำมันในรัสเซียเมื่อไม่นานมานี้ ได้สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจรัสเซียอย่างเห็นได้ชัด และหากยูเครนได้รับโทมาฮอว์กศักยภาพในการโจมตีเก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้น
บรรยากาศที่เปลี่ยนไป

ที่มาของภาพ, Reuters
ท่าทีของทรัมป์ต่อรัสเซียเริ่มแข็งกร้าวขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่เขาเริ่มหมดความอดทนต่อการขาดความร่วมมือของประธานธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับยูเครน
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (19 ต.ค.) ทรัมป์กล่าวว่า "ผมอาจจะบอกพวกเขา [รัสเซีย] ว่า ถ้าสงครามยังไม่จบ เราอาจจะ [ส่งโทมาฮอว์กให้เคียฟ] ก็ได้ หรืออาจจะไม่ก็ได้ แต่ก็มีความเป็นไปได้"
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "พวกเขา [รัสเซีย] อยากให้โทมาฮอว์กพุ่งไปทางพวกเขาไหม ผมว่าไม่หรอก"
คำพูดดังกล่าวของทรัมป์ ทำให้รัสเซียออกมาตอบโต้ทันที โดยนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย กล่าวว่าการพูดถึงขีปนาวุธโทมาฮอว์กเป็นเรื่องที่ "น่ากังวลอย่างยิ่ง"
"ตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ตึงเครียดมาก เพราะสถานการณ์กำลังร้อนแรงขึ้นจากทุกฝ่าย" เปสคอฟกล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เขายังเคยแสดงท่าทีไม่ใส่ใจนัก โดยระบุว่า ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก "ไม่สามารถเปลี่ยนพลวัตของสงครามได้"
ทว่าตอนที่เขาแสดงความเห็นครั้งล่าสุด ดมิทรี เปสคอฟ ชี้ว่าหากขีปนาวุธเหล่านี้ถูกยิงไปยังรัสเซีย รัฐบาลจะไม่สามารถทราบได้เลยว่ามันบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์มาด้วยหรือไม่
"สหพันธรัฐรัสเซียควรคิดอย่างไร แล้วรัสเซียควรตอบสนองอย่างไร" เขากล่าว
นายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ยังออกมาสนับสนุนคำกล่าวของเปสคอฟอย่างเต็มที่ โดยระบุว่า "รัสเซียควรตอบโต้อย่างไร ก็ชัดแล้ว!"
"การส่งมอบขีปนาวุธเหล่านี้อาจลงเอยด้วยผลร้ายกับทุกคน และก่อนอื่นเลย ก็สำหรับตัวทรัมป์เอง"
เมดเวเดฟ ซึ่งในช่วงหลายปีมานี้ได้กลายเป็นบุคคลที่มีท่าทีแข็งกร้าวและชาตินิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ มักโพสต์บนโซเชียลมีเดียแสดงท่าทีสุดโต่งมากกว่าจุดยืนอย่างเป็นทางการของรัสเซียเสมอ
เขาเคยปะทะกับทรัมป์มาก่อนหน้านี้ ความคิดเห็นของเมดเวเดฟในเดือน ส.ค. เคยทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาได้สั่งให้เรือดำน้ำนิวเคลียร์สองลำเคลื่อนเข้ามาใกล้รัสเซียมากขึ้น

ในการพูดคุยทางโทรศัพท์ล่าสุดระหว่างเซเลนสกีและทรัมป์ ประธานาธิบดีทั้งสองได้หารือเกี่ยวกับความพยายามของยูเครนในการเสริมสร้างศักยภาพทางทหาร รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบป้องกันทางอากาศและอาวุธพิสัยไกล
ตลอดช่วงที่ผ่านมา เมืองต่าง ๆ ของยูเครน รวมถึงกรุงเคียฟ ถูกโจมตีอย่างหนักจากโดรนและขีปนาวุธของรัสเซียหลายระลอก โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่รัสเซียใช้เป็นเป้าหมายหลัก ตอนที่ฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามา ทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างทั่วประเทศ
เมื่อเดือนที่แล้ว คีธ เคลล็อก ผู้แทนพิเศษของทรัมป์ประจำยูเครน ระบุผ่านสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้มีการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซีย โดยกล่าวว่า "ในสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ไม่มีที่ใดที่ปลอดภัยจากการโจมตีได้จริง ๆ"
รายงานเพิ่มเติมโดย แฮร์รี เซคูลิช, ลอรา กอซซี, ทีมข่าวบีบีซีรัสเซีย และทีมข่าวบีบีซี โกลบอล (BBC Global Journalism)








