ย้อนเส้นทางคดี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สั่งย้ายเลขาธิการ สมช. ก่อนศาลฎีกาฯ พิพากษายกฟ้อง

ยิ่งลักษณ์

ที่มาของภาพ, NurPhoto/Getty Images

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายกฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีสั่งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เมื่อ 12 ปีก่อน และให้ถอนหมายจับคดีนี้

คดีหมายเลขดำ อม.11/2565 นี้ อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีมีคำสั่งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. (ขณะนั้น) มาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีนี้มาแล้ว 2 รอบ โดยวันนี้ (26 ธ.ค.) ถือเป็นการนัดอ่านรอบที่ 3

อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ที่เดินทางไปใช้ชีวิตในต่างแดนตั้งแต่ปี 2558 และเบี้ยวนัดศาลในการพิจารณาคดีครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ย. 2565 จนถูกออกหมายจับเป็นใบที่ 3 ส่งนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง และนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายจำเลย เป็นตัวแทนรับฟังคำพิพากษา

องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากเห็นว่า การกระทำความผิดตามฟ้อง นอกจากเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่โดยตรงในการปฏิบัติหน้าที่ต้องมีเจตนาในการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว เจ้าพนักงานผู้นั้นยังต้องมี “เจตนาพิเศษ” ในขณะกระทำความผิดเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือต้องมีเจตนาปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยในส่วนนี้ย่อมไม่อาจนำมารับฟังว่า จำเลยมีเจตนาทุจริตเพื่อประโยชน์ของ พล.ต.อ. พ. จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พิพากษายกฟ้อง เเละให้ถอนหมายจับคดีนี้

การตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ในวันนี้ ถือเป็นศาลที่ 3 ที่พิจารณาคดีโยกย้ายเลขาธิการ สมช. แต่ถือเป็นกรณีแรกที่คำพิพากษาออกมาเป็นคุณกับฝ่ายจำเลย หลังจากในปี 2557 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้เพิกถอนประกาศแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล โดยชี้ว่า “เป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ”

เช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2550 จากกรณีใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่เครือญาติ

อย่างไรก็ตามศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ชี้ว่า “ไม่อาจนำเอาข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวมาผูกพันให้ศาลนี้ต้องรับฟังตาม” ตอนหนึ่ง

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาฯ

บีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญของคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ คดีโยกย้ายนายถวิล ไว้ดังนี้

1. แม้เคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2557 แต่ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคงผูกพันศาลนี้ให้รับฟังได้เพียงว่า ความเป็นรัฐมนตรีของจำเลยได้สิ้นสุดลงแล้ว

2. คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 33/2557 มีประเด็นเพียงว่า คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 7 ก.ย. 2554 ที่สั่งให้นายถวิลไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 ก.ย. 2554 ที่สั่งให้นายถวิลพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นพิจารณาวินิจฉัยถึงความรับผิดทางอาญาของบุคคลใด

“ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาตามฟ้องคดีนี้หรือไม่ จึงเป็นคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัย และยังไม่มีศาลใดวินิจฉัยมาก่อน จึงอยู่ในอำนาจศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ”

คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ระบุด้วยว่า “ไม่อาจนำเอาข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวมาผูกพันให้ศาลนี้ต้องรับฟังตาม”

3. องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากเห็นว่า การกระทำความผิดตามฟ้อง นอกจากเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่โดยตรงในการปฏิบัติหน้าที่ต้องมีเจตนาในการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว เจ้าพนักงานผู้นั้นยังต้องมี “เจตนาพิเศษ” ในขณะกระทำความผิดเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือต้องมีเจตนาปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

โดยพยานหลักฐานจากการไต่สวนได้ความว่า ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา ได้มีการพิจารณาโยกย้ายตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำแตกต่างจากกรณีข้าราชการอื่นทั่วไป ประกอบกับจำเลยมิได้มีสาเหตุขัดแย้งอันใดกับนายถวิลเป็นการส่วนตัว อันจะเป็นมูลเหตุจูงใจให้จำเลยประสงค์ที่จะกลั่นแกล้งนายถวิลแต่อย่างใด

จำเลยอ้างเหตุผลว่า รัฐบาลก่อนได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยมีนายถวิลเป็นกรรมการและเลขานุการ เกิดเหตุการณ์นำไปสู่ความรุนแรงยิ่งขึ้น จึงต้องการเปลี่ยนตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. แสดงว่ากรณีมีเหตุที่จะโอนนายถวิลมาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีอยู่ก่อนแล้ว โดยไม่ได้มีข้อคำนึงถึงว่า พล.ต.อ. ว. จะยินยอมย้ายจากตำแหน่ง ผบ.ตร. มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. หรือไม่

ศอฉ.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การประชุม ครม. 4 พ.ค. 2553 เกิดขึ้นภายใน ร. 11 โดยมี ครม. และกรรมการ ศอฉ. เข้าร่วมพร้อมเพรียง - นายถวิล เปลี่ยนศรี (ด้านหลังซ้าย), พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นายปณิธาน วัฒนายากร, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

ทั้ง พล.ท. ภ. อดีตเลขาธิการ สมช. เบิกความว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลย่อมต้องการผู้ได้รับความไว้วางใจสูงสุดมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ก็มีความชอบธรรมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ โดยก่อนที่นายถวิลจะมาดำรงตำแหน่งดังกล่าว มี พล.ท. ส. ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเข้าสู่สมัยนาย อ. เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีการโอนย้าย พล.ท. ส. จากต้นสังกัดเดิมมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำเช่นเดียวกับกรณีของนายถวิล

“การใช้ดุลพินิจของจำเลยในการโยกย้ายนายถวิลจึงเป็นไปตามแนวทางที่เคยปฏิบัติกันมาแต่เดิม ข้อเท็จจริงยังไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายถวิล”

4. ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยต้องการให้ พล.ต.อ. พ. ญาติของจำเลยขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. นั้น เมื่อทางไต่สวนไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยัน กรณีจำเป็นต้องพิจารณาจากพยานแวดล้อมที่ปรากฏในการไต่สวน ซึ่งพยานหลักฐานดังกล่าว “ยังไม่อาจบ่งชี้อย่างชัดแจ้งว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายได้มีการคบคิดวางแผนกันล่วงหน้าในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำกับจำเลยมาตั้งแต่แรก” ทั้งหากจำเลยมีเจตนาตระเตรียมการให้รับโอนนายถวิลมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ และรับโอน พล.ต.อ. ว. มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. แทน เพื่อให้ตำแหน่ง ผบ.ตร. ว่างลงแล้ว น่าจะต้องมีการแจ้งหรือทาบทาม พล.ต.อ. ว. ให้ยินยอมที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. เสียก่อน

แต่ขณะที่นาย บ. จัดทำบันทึกขอรับโอนนายถวิล จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการโอนนายถวิลมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำนั้น ไม่มีพยานปากใดยืนยันว่าจำเลยสั่งการหรือมอบหมายผู้ใดทาบทาม พล.ต.อ. ว. ให้มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช.

ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้นายถวิลไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ พล.ต.อ. ก. ได้โทรศัพท์มาทาบทาม พล.ต.อ. ว. แล้ว พล.ต.อ. ว. จึงตัดสินใจไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว อันเป็นการยินยอมภายหลังจากที่โยกย้ายนายถวิลไปแล้วนานถึง 22 วัน

ยิ่งกว่านั้นขณะที่จำเลยสั่งการให้โอนนายถวิลก็ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจำเลยทราบว่าต่อมาภายหลัง พล.ต.อ. ว. จะสมัครใจย้ายหรือไม่ หรือจะย้ายไปดำรงตำแหน่งใด เมื่อใด ย่อมรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยสั่งการให้รับโอนนายถวิลโดยมีเจตนาเพื่อจะให้ตำแหน่ง ผบ.ตร. ว่างลง และไม่อาจฟังได้ว่าการสมัครใจย้ายของ พล.ต.อ. ว. เป็นผลโดยตรงจากการโยกย้ายนายถวิลอีกด้วย

5. ส่วนที่นาย บ. เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีบันทึกข้อความถึงรองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.อ. ก.) เพื่อขอรับโอนนายถวิลมาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ โดยระบุว่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาว ก) ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัดให้ความเห็นชอบและยินยอมการรับโอนแล้ว ทั้งที่นางสาว ก. ยังมิได้ความเห็นชอบ และมีการแก้ไขวันที่ที่ทำเอกสารจากวันที่ 4 ก.ย. 2554 เป็นวันที่ 5 ก.ย. 2554 นั้น ไม่ปรากฎว่าจำเลยรู้เห็นเกี่ยวข้องกับข้อความในเอกสารฉบับดังกล่าว

การดำเนินการในการขอรับโอน ขอรับความเห็นชอบ และเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ รวมทั้งการที่จำเลยได้มีคำสั่งให้นายถวิลไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีใช้เวลาเพียง 4 วัน ก็ได้ความว่า การเสนอแต่งตั้งโยกย้ายเป็นเรื่องที่ต้องเร่งรัดให้ทันต่อการเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นบ่อย จึงไม่ถือเป็นข้อพิรุธ และที่จำเลยมีส่วนในการดำเนินการโยกย้ายนายถวิลให้พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. โดยเป็นผู้อนุมัติให้นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติในวันที่ 6 ก.ย. 2554 ได้ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีและร่วมลงมติอนุมัติให้นายถวิลพ้นจากตำแหน่ง เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว จำเลยได้ออกคำสั่งให้นายถวิลไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแล้ว ก็เป็นกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมายในการโอนย้ายข้าราชการระดับสูง

“การกระทำของจำเลยในส่วนนี้ย่อมไม่อาจนำมารับฟังว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตเพื่อประโยชน์ของ พล.ต.อ. พ. จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง และให้ถอนหมายจับคดีนี้”

ทักษิณ

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์ ร.10 ที่สนามบินดอนเมือง หลังเดินทางกลับประเทศไทยในรอบ 15 ปี เมื่อ 22 ส.ค.

ปัจจุบัน อดีตนายกฯ คนที่ 28 ต้องคำพิพากษาให้จำคุก 5 ปี จากคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ได้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย เมื่อ 27 ก.ย. 2560

เมื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ซึ่งต้องคำพิพากษา 4 คดี (ขาดอายุความไป 1 คดี) พี่ชายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางกลับบ้านเกิดเมื่อ 22 ส.ค. และเข้ามอบตัวตามกระบวนการยุติธรรม ก่อนได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ จากจำคุก 8 ปี เหลือ 1 ปี ตามที่ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขึ้นไป จึงมีกระแสข่าวว่านายกฯ ผู้น้องอาจเดินตามรอยนายกฯ ผู้พี่

วานนี้ (25 ธ.ค.) นายวิษณุ เครืองาม อดีตนายกรัฐมนตรี ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนที่ว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องการขอพระราชทานอภัยโทษต้องดำเนินการอย่างไร โดยระบุว่า หนึ่ง ต้องเข้ามา สอง มอบตัวเป็นนักโทษแล้วถึงจะถวายฎีกาได้ ถ้ายังไม่รับโทษยังไม่สามารถถวายฎีกาได้ ไม่เรียกว่าฎีกา สำหรับฎีกาคือสิ่งที่นักโทษเด็ดขาดเป็นผู้ถวายขึ้นไป ส่วนจะโปรดเกล้าฯ หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพระมหากรุณา

บีบีซีไทยชวนย้อนเส้นทางคดีโยกย้ายนายถวิลที่เกิดขึ้นเมื่อ 12 ปีก่อน

เส้นทางคดี

  • 30 ก.ย. 2554 นายกฯ ยิ่งลักษณ์ลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นายถวิลไปปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 6 ก.ย. 2554 รับทราบการโอนนายถวิล จากเลขาธิการ สมช. ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ)
  • 4 ต.ค. 2554 ครม. มีมติอนุมัติแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. แทน
  • 19 ต.ค. 2554 คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) มีมติเห็นชอบให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. ที่จะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 ก.ย. 2555 ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. แทนตำแหน่งที่ว่างลง ตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะประธาน ก.ต.ช. เสนอ ทั้งนี้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์เป็นพี่ชายของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยาของนายทักษิณ ชินวัตร จึงถือว่ามีศักดิ์เป็น “พี่ชายของอดีตพี่สะใภ้” ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์
  • 20 ก.พ. 2557 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้เพิกถอนประกาศแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล โดยชี้ว่า “เป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” คดีนี้มีนายถวิลเป็นผู้ร้องต่อศาลปกครองด้วยตัวเอง
  • 7 พ.ค. 2557 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 182 วรรค 1 (7) ประกอบมาตรา 268 จากกรณีใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เครือญาติ “แสดงให้เห็นถึงการมีผลประโยชน์ทับซ้อนและมีวาระซ่อนเร้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยทุจริต” คดีนี้ นายไพบูลย์ นิติจะวัน สว. และคณะรวม 28 คน ยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภาให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ศาล รธน.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

  • 1 ก.ค. 2563 ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อนส่งรายงานการสอบสวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) ต่อไป
  • 28 ก.พ. 2565 อสส. มีความเห็นสั่งฟ้องอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
  • 21 ก.ย. 2565 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ประทับรับฟ้องคดีนี้ และส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายกับประกาศที่หน้าศาล
  • 21 พ.ย. 2565 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ นัดพิจารณาคดีครั้งแรก (สอบคำให้การ) แต่ปรากฏว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มิได้มามาศาลโดยไม่แจ้งขัดข้องหรือร้องขอเลื่อนคดี จึงให้ออกหมายจับจำเลย
  • 14 มี.ค. 2566 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ นัดตรวจพยานหลักฐาน
  • จากนั้น ศาลนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์รวม 6 ปาก และฝ่ายจำเลยรวม 4 ปาก ก่อนกำหนดวันอ่านคำพิพากษา
  • 9 พ.ย. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เลื่อนการอ่านพิพากษาออกไป เนื่องจากมีองค์คณะผู้พิพากษา 1 คนไม่มาศาล ทราบในภายหลังว่าคือ นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ซึ่งมีปัญหาสุขภาพ
  • 29 พ.ย. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เลื่อนการอ่านพิพากษาอีกครั้ง เนื่องด้วยนายสิทธิศักดิ์ถึงแก่อนิจกรรม โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้เลือกนายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา เป็นองค์คณะผู้พิพากษาแทน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ( พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาตรา 11 เพื่อให้ผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกเข้ามาเป็นองค์คณะแทนที่มีเวลาเพียงพอ
  • 26 ธ.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ นัดอ่านคำพิพากษาคดีโยกย้ายนายถวิลโดยมิชอบเป็นรอบที่ 3 ก่อนพิพากษายกฟ้อง

ที่มา: บีบีซีไทยรวบรวมและสรุปข้อมูลจากสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ และเอกสารข่าวที่เผยแพร่โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ 26 ธ.ค. 2566