ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร : ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดอดีตนายกฯ กรณีโยกย้าย "ถวิล เปลี่ยนศรี" เลขา สมช. โดยมิชอบ

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยความรู้สึกหลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจโยกย้ายเขาโดยมิชอบเมื่อปี 2554 โดยบอกว่าอดีตนายกรัฐมนตรี "ต้องรับผลจากสิ่งที่กระทำ"
นายถวิลให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยหลังจากที่นายนิวัติไชย เกษมมงคล โฆษก ป.ป.ช. แถลงวันนี้ (1 ก.ค.) ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ กับพวก ใช้อำนาจโอนนายถวิล เลขาธิการ สมช. ให้มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ โดยมิชอบ มีมูลความผิดทางอาญาตามมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
หลังจากนี้ ป.ป.ช. จะส่งรายงานการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต่อไป
นายถวิล ซึ่งปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภาวัย 67 ปีกล่าวว่าเขารู้สึกว่าตัวเองได้รับความเป็นธรรมในกรณีนี้ตั้งแต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อปี 2557 ว่าคำสั่งโยกย้ายดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเอื้อประโยชน์ให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เครือญาติเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้ว
"หลัง ๆ ผมไม่ได้สนใจอะไร เพราะเรื่องมันนานมาแล้ว ผ่านมาเป็น 10 ปีแล้ว ถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้นคุณยิ่งลักษณ์ก็ต้องรับผลจากสิ่งที่กระทำ" นายถวิลกล่าวกับบีบีซีไทย
นายถวิลอธิบายต่อว่า หลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแล้ว เขาก็ไม่ได้ดำเนินการร้องเรียนอะไรต่อเพราะรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมแล้ว แต่สมาชิกวุฒิสภาในขณะนั้นได้นำคดีไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จนกระทั่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งไป ส่วน ป.ป.ช.ก็หยิบคดีนี้มาไต่สวนต่อตามหน้าที่
"สิ่งที่มันมากกว่าจะเอาผิดเอาถูกกับใครก็คือ มันปรากฏต่อสาธารณะแล้วว่าสิ่งที่มันไม่ชอบธรรม ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ต้องได้รับการแก้ไข สังคมต้องไม่ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่ดีที่สุด ส่วนใครจะรับโทษ ก็ให้เป็นไปตามการกระทำของแต่ละคน"
นายถวิลบอกว่าเขาไม่ได้มีความรู้สึกใด ๆ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นการส่วนตัวตั้งแต่ถูกโยกย้าย
"ผมแค่ตั้งใจจะต่อสู้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และเห็นว่าเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของข้าราชการต้องได้รับการยอมรับ ได้รับการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล ตามหลักคุณธรรมที่เรายึดถือมาตลอด ซึ่งผมก็คิดว่าได้รับสิ่งนั้นแล้วจากคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด และแต่ละคนก็ได้รับบทเรียนตรงนี้ไปพอสมควร" นายถวิลกล่าว
ป.ป.ช. แถลงชี้มูลความผิด "ยิ่งลักษณ์"
นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.แถลงวันนี้ (1 ก.ค.) ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับพวก ใช้อำนาจโอนนายถวิล เลขาธิการ สมช. ให้มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำโดยมิชอบ
บีบีซีไทยสรุปประเด็นที่ โฆษก ป.ป.ช.ชี้แจงในเอกสารข่าวสำนักงาน ป.ป.ช.ดังนี้
ลำดับเหตุการณ์
วันที่ 4 ก.ย. 2554 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกฯ ในขณะนั้นได้โทรศัพท์สั่งการให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ดำเนินการเรื่องขอรับโอนนายถวิล เลขาธิการ สมช. มาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ จากนั้นสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีบันทึกข้อความลงวันที่ 4 ก.ย. 2554 ถึง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ ที่ดูแล สมช. ในขณะนั้น เพื่อให้ความเห็นชอบและยินยอมการโอนนายถวิลมาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ซึ่งทั้ง พล.ต.อ.โกวิทให้ความเห็นชอบและยินยอม
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเตรียมนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ แต่ได้ตรวจพบว่าวันที่ 4 ก.ย.2554 เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ จึงได้แก้ไขบันทึกข้อความเป็นวันที่ 5 ก.ย. 2554 ก่อนนำเสนอ ครม.พิจารณา

ที่มาของภาพ, Getty Images
วันที่ 6 ก.ย. 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้อนุมัติให้บรรจุเป็นวาระ ครม. และในวันเดียวกัน ครม. ได้ประชุมและลงมติรับทราบให้โอนนายถวิลมาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้มีคำสั่งให้ นายถวิลมาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีทันที ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าวดำเนินการอย่างเร่งรีบรวบรัด แล้วเสร็จภายใน 4 วันเท่านั้น
วันที่ 4 ต.ค. 2554 ครม. มีมติอนุมัติแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. และวันที่ 19 ต.ค. 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะประธานกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เกษียณอายุราชการ วันที่ 30 ก.ย. 2555 และเป็นเครือญาติของตนเอง ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทนตำแหน่งที่ว่างลงต่อที่ประชุม ก.ต.ช. ซึ่งให้ความเห็นชอบในวันที่ 19 ต.ค. 2554
20 ก.พ. 2557 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาว่าการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิลจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ให้มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ เป็นการลดบทบาทและอำนาจหน้าที่ลง โดยไม่แสดงเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายถวิลได้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีประสิทธิภาพ มีข้อบกพร่องหรือไม่สนองนโยบายของรัฐบาล จึงถือได้ว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์
7 พ.ค. 2557 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เอื้อประโยชน์ให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ซึ่งเป็นเครือญาติเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ การกระทำทั้งหมดมิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชน อันแสดงให้เห็นถึงการมีผลประโยชน์ทับซ้อนและมีวาระซ่อนเร้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยทุจริต
ความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนแล้วเห็นว่า กระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยทุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 123/1 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 192
ส่วนผู้ถูกกล่าวกาอื่นเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
ขั้นตอนหลังจากนี้
ป.ป.ช.จะส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 76








