ทรัมป์-เซเลนสกี-ผู้นำชาติยุโรป หารือเรื่องสงครามในยูเครนที่ทำเนียบขาว ประเด็นหลักจากการพูดคุยมีอะไรบ้าง ?
- Author, แบร์นด์ เดบัสมันน์ จูเนียร์
- Role, รายงานจากทำเนียบขาว
- Author, ลอรา ก็อซซี
- Role, บีบีซีนิวส์
ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กลับไปเยือนยังทำเนียบขาวอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ (18 ส.ค.) เพื่อพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในการเจรจารอบใหม่ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามในยูเครน
นอกจากนี้ ผู้นำยุโรปจากหลายประเทศก็บินไปยังกรุงวอชิงตันเพื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เช่นกัน การเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ทรัมป์พบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียที่รัฐอะแลสกา ในการประชุมสุดยอดที่ไม่ได้นำไปสู่การหยุดยิง
แม้ทรัมป์จะเอ่ยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความมั่นใจออกมา ขณะที่พันธมิตรยุโรปมีท่าทีประเมินที่ค่อนข้างเย็นชาและระมัดระวัง แต่จนถึงค่ำวันจันทร์ก็ยังไม่มีข้อผูกพันที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับหลักประกันด้านความมั่นคง หรือขั้นตอนสู่ข้อตกลงสันติภาพใด ๆ ออกมา
ต่อไปนี้คือประเด็นสำคัญจากการเจรจา
ปูตินและเซเลนสกีจะได้พบกันหรือไม่
หลังการประชุมสุดยอด ทรัมป์โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ ทรูธ โซเชียล (Truth Social) ว่าเขาได้โทรศัพท์หาปูตินเพื่อเริ่มต้นการจัดการเจรจาระหว่างผู้นำรัสเซียกับประธานาธิบดีเซเลนสกีแห่งยูเครน
ทรัมป์กล่าวว่า หลังจากการหารือทวิภาคีซึ่งจะจัดขึ้นในสถานที่ที่ยังไม่ได้กำหนด จะมีการเจรจาไตรภาคีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย
ที่ปรึกษาของปูตินเปิดเผยภายหลังว่า ทรัมป์และปูตินได้พูดคุยทางโทรศัพท์กันเป็นเวลา 40 นาทีเมื่อวันจันทร์ ก่อนที่บรรดาผู้นำยุโรปจะเข้าพบทรัมป์ที่ห้องอีสต์รูมในทำเนียบขาว
นอกจากนี้ ไมโครโฟนที่เปิดอยู่ยังได้จับเสียงบทสนทนาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสไว้ด้วย
"ผมคิดว่าเขาต้องการทำข้อตกลง ผมคิดว่าเขาต้องการทำข้อตกลงกับผม คุณเข้าใจไหม ถึงแม้มันจะฟังดูบ้าไปหน่อยก็ตาม" ทรัมป์กล่าวกับมาครง โดยดูเหมือนจะหมายถึงปูติน
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามต่อไปว่าจะเป็นเรื่องง่ายแค่ไหนในการนำศัตรูคู่แค้นมาเผชิญหน้ากันบนโต๊ะเจรจาเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่รัสเซียเปิดการรุกรานเต็มรูปแบบเมื่อเดือน ก.พ. 2022
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเซเลนสกีพยายามผลักดันให้มีการพบปะกับประธานาธิบดีปูติน แม้ว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงกลวิธีแสดงให้โลกเห็นว่า รัสเซียไม่ได้จริงใจต่อการแสวงหาสันติภาพ เพราะเขาเชื่อว่ารัฐบาลรัสเซียไม่สนใจการเจรจาเช่นนั้น
ด้านรัสเซียปฏิเสธแนวคิดเรื่องการพบปะระหว่างปูตินกับเซเลนสกีมาโดยตลอด
ขณะที่ยูรี อูชาโคฟ ที่ปรึกษารัฐบาลรัสเซีย แถลงเมื่อค่ำวันจันทร์ในลักษณะที่ไม่ได้ให้คำมั่นชัดเจน โดยกล่าวเพียงว่า "เป็นเรื่องที่คุ้มค่า" ที่จะ "พิจารณาความเป็นไปได้ในการยกระดับตัวแทน" ในการเจรจาจากฝ่ายรัสเซียและยูเครน
ยุโรปกดดัน หลังทรัมป์ถอยจากข้อตกลงหยุดยิง
ดูเหมือนว่าทรัมป์จะปฏิเสธความจำเป็นของการหยุดยิง ก่อนที่จะเข้าสู่การเจรจาเพื่อยุติสงคราม
ที่ผ่านมา การหยุดยิงคือข้อเรียกร้องหลักของยูเครนซึ่งย้ำชัดว่าการยุติการสู้รบเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการเจรจากับรัสเซีย และเพื่อหาทางออกระยะยาวในที่สุด
นอกจากนี้ การหยุดยิงยังอาจเป็นสิ่งที่ตกลงกันได้ง่ายกว่าข้อตกลงสันติภาพเต็มรูปแบบ ซึ่งจะต้องใช้เวลาหลายเดือนในการเจรจา และในระหว่างนั้นรัสเซียก็น่าจะยังคงเดินหน้าการโจมตียูเครนต่อไป
"ผมไม่แน่ใจว่ามันจำเป็น" ทรัมป์กล่าวถึงการหยุดยิง
ทว่าบรรดาผู้นำยุโรปดูเหมือนจะไม่เห็นด้วย เสียงคัดค้านที่ชัดเจนที่สุดมาจากนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี
"ผมไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าการประชุมครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นโดยไม่มีการหยุดยิง" แมร์ซกล่าว "ดังนั้นเรามาทำงานในเรื่องนี้ และพยายามกดดันรัสเซียให้ได้"
ทั้งนี้ เมื่อถูกเชิญให้พูด เซเลนสกีไม่ได้ย้ำถึงข้อเรียกร้องเดิมเรื่องการหยุดยิง
ทรัมป์ส่งสัญญาณเรื่องหลักประกันด้านความมั่นคง
ทรัมป์บอกเซเลนสกีว่าสหรัฐฯ จะช่วยรับประกันความมั่นคงของยูเครนภายใต้ข้อตกลงยุติสงคราม โดยไม่ได้ระบุชัดว่าความช่วยเหลือจะครอบคลุมแค่ไหน
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้เสนอที่จะส่งกองกำลังภาคพื้นดิน แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหลักประกันด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ สำหรับยูเครนจะรวมถึงการมีกองทัพอเมริกันประจำการในประเทศหรือไม่ ทรัมป์ก็ไม่ได้ปฏิเสธชัดเจนเช่นกัน
เขากล่าวว่ายุโรปคือ "แนวป้องกันด่านหน้า" แต่ก็ย้ำว่า "เราจะมีส่วนร่วม"
"เราจะมอบการปกป้องที่ดีให้พวกเขา" ประธานาธิบดีกล่าวในช่วงหนึ่ง
นี่นับเป็นการแสดงท่าทีชัดเจนที่สุดของทรัมป์ต่อประเด็นด้านหลักประกันความมั่นคง ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำข้อตกลงใด ๆ กับรัสเซีย
เขายังกล่าวด้วยว่า ในการประชุมสุดยอดที่รัฐอะแลสกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ปูตินได้ยอมรับว่าจะต้องมีหลักประกันความมั่นคงสำหรับยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพ
ในการแถลงข่าวหลังการประชุมเมื่อวันจันทร์ เซเลนสกีกล่าวว่าหนึ่งในองค์ประกอบของหลักประกันด้านความมั่นคงคือข้อตกลงซื้อขายอาวุธมูลค่า 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างสหรัฐฯ กับยูเครน
เขาระบุว่าข้อตกลงนี้จะรวมถึงอาวุธของสหรัฐฯ ที่ยูเครนยังไม่มี เช่น ระบบการบิน ระบบต่อต้านขีปนาวุธ "และสิ่งอื่น ๆ ที่ผมจะไม่เปิดเผย"
เซเลนสกียังกล่าวด้วยว่าสหรัฐฯ จะซื้อโดรนจากยูเครน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการผลิตอากาศยานไร้คนขับเหล่านี้ภายในประเทศ
ประธานาธิบดียูเครนบอกกับผู้สื่อข่าวว่าหลักประกันความมั่นคงสำหรับยูเครนน่าจะได้ข้อสรุปภายใน 10 วัน

ที่มาของภาพ, Reuters
เซเลนสกีเปิดเกมรุกผ่านเสน่ห์ทางการทูต
หลังจากการมาเยือนห้องทำงานรูปไข่ครั้งก่อนเมื่อเดือน ก.พ. ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียด ครั้งนี้ ประธานาธิบดียูเครนพยายามอย่างมากในการสร้างความประทับใจให้เจ้าภาพชาวอเมริกัน รวมถึงการกล่าวคำว่า "ขอบคุณ" ถึง 6 ครั้งภายในไม่กี่นาทีแรกของการประชุม
ครั้งก่อนที่เขามาทำเนียบขาว เซเลนสกีเคยถูกเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจมตี เพราะแวนซ์มองว่าเขาแสดงความกตัญญูต่อการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ไม่เพียงพอ
ในการมาเยือนครั้งนี้ เซเลนสกีสวมสูทสีเข้มแทนเครื่องแบบทหารที่เขามักสวมใส่ ซึ่งครั้งที่แล้วเคยทำให้ทรัมป์เหน็บแนมว่า แขกรายนี้ "แต่งตัวเต็มยศมาเลยวันนี้"

ที่มาของภาพ, Getty Images
เซเลนสกียังพยายามสร้างสายสัมพันธ์ในเชิงครอบครัวระหว่างการประชุม ด้วยการยื่นจดหมายจากนางโอเลนา เซเลนสกา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของยูเครน ให้แก่ทรัมป์เพื่อนำไปส่งต่อถึงนางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ
"ไม่ใช่ถึงคุณ [แต่] ถึงภรรยาของคุณ" เขาบอกกับทรัมป์
ขณะเดียวกัน บรรดาผู้นำยุโรปก็ยกระดับการกล่าวชื่นชมต่อทรัมป์ก่อนการประชุมพหุภาคี โดยพร้อมใจกันยกย่องบทบาทของเขาในการนำทุกฝ่ายมานั่งโต๊ะเจรจา
"ผมอยากขอบคุณสำหรับภาวะผู้นำของคุณจริง ๆ" มาร์ก รุทเท เลขาธิการนาโตกล่าว
จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี กล่าวว่าก่อนหน้านี้ไม่มีสัญญาณใด ๆ ว่ารัสเซียต้องการเดินหน้าไปสู่สันติภาพ แต่ "บางสิ่งได้เปลี่ยนไป" ด้วยฝีมือของทรัมป์
แม้จะเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่น ทว่าผู้นำยุโรปยังพยายามสื่อสารว่าพวกเขาเองก็ยังรู้สึกเปราะบางต่อความเสี่ยงจากการรุกรานครั้งใหม่ของรัสเซียเช่นกัน
เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวกับผู้นำประเทศอื่น ๆ ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า "เมื่อเราพูดถึงหลักประกันด้านความมั่นคง เรากำลังพูดถึงเรื่องความมั่นคงของทวีปยุโรปด้วย"
ประเด็นหนึ่งที่ผู้นำหลายประเทศดูเหมือนจะไม่อยากหยิบยกขึ้นมากล่าวกับสื่อมวลชนดูเหมือนจะเป็นเรื่องการยอมสละดินแดนของยูเครน
เซเลนสกีเล่าด้วยว่า เขาได้ชี้ให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดูแผนที่ของยูเครน โดยเน้นย้ำว่ารัสเซียสามารถยึดครองพื้นที่ได้ไม่ถึง 1% ของดินแดนยูเครนตลอด 1,000 วันที่ผ่านมา ซึ่งเขากล่าวว่าเรื่องนี้เป็นข้อมูลใหม่สำหรับทำเนียบขาว และทำให้อารมณ์ของทรัมป์เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
"ผมต่อสู้อยู่กับสิ่งที่อยู่บนแผนที่นั่น" เซเลนสกีกล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมเสริมว่าเขาได้โต้แย้งสิ่งที่แผนที่ในทำเนียบขาวระบุว่าเป็นดินแดนที่รัสเซียยึดครอง
"ไม่สามารถระบุได้ว่ามีดินแดนถูกยึดครองมากเพียงนี้ในช่วงเวลานี้ ประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง" ผู้นำยูเครนกล่าว













