เหตุใดทรัมป์กับปูตินเจอกันในอะแลสกา โดยไม่มีเซเลนสกี ผู้นำยูเครน ?

A close of up Putin looking left at Trump as he speaks to him at the Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC) leaders' summit in 2017. Trump is wearing a red tie, and both leaders are pictured in front of a blurred background.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทรัมป์และปูตินพบกันหลายครั้ง ในช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก
    • Author, บีบีซีนิวส์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เขากำลังวางแผนที่จะจัดการประชุมกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) อันเป็นความพยายามต่อเนื่องหลายเดือนเพื่อยุติสงครามของรัสเซียในยูเครน

นี่เป็นขั้นตอนล่าสุดสำหรับภารกิจหยุดสงครามของทรัมป์ โดยเขาประกาศกำหนดการดังกล่าวในวันที่ตนเองเป็นผู้ขีดเส้นตายให้รัสเซียยอมตกลงหยุดยิงในยูเครน ไม่เช่นนั้นจะต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรที่กว้างขวางมากขึ้น

การเจรจารอบสามระหว่างรัสเซียและยูเครนในฤดูร้อนนี้ ซึ่งถูกจัดแจงขึ้นตามคำสั่งของทรัมป์ ยังไม่สามารถทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใกล้สันติภาพได้ในตอนนี้

ต่อไปนี้คือสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับการประชุมผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซีย

ทำไมปูตินกับทรัมป์ต้องพบกัน ?

ก่อนทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่งในเดือน ม.ค. เขาได้ให้คำมั่นว่าจะยุติสงครามของรัสเซียในยูเครน โดยบอกหลายครั้งว่าจะยุติสงครามภายใน 24 ชั่วโมงหลังขึ้นเป็นประธานาธิบดี ส่งผลให้นับตั้งแต่นั้น ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้พยายามผลักดันอย่างหนักเพื่อยุติสงคราม แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ในช่วงต้น การเจรจานำไปสู่ความรู้สึกมองโลกในแง่ดี แต่ดูเหมือนว่ามันจะแย่ลงในเวลาต่อมา

เมื่อเดือนที่แล้ว ทรัมป์ยอมรับกับบีบีซีว่าปูตินทำให้เขาผิดหวัง หลังการไปเยือนหลายครั้งของ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ความคับข้องใจที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทรัมป์กำหนดให้ปูตินตกลงหยุดยิงทันทีเมื่อวันศุกร์ที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา ไม่เช่นนั้นต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรที่รุนแรงมากขึ้นจากสหรัฐฯ

เมื่อถึงวันดังกล่าว ทรัมป์ประกาศว่าเขากับปูตินจะพบกันในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค. นี้ โดยกำหนดการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่วิตคอฟฟ์ได้หารือกับปูตินที่กรุงมอสโกเมื่อวันพุธที่ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทรัมป์กล่าวว่ามี "ประสิทธิผลอย่างมาก"

Ukrainian first responders carry out a dead body who was buried under the rubble when a Russian missile directly hit a building in Kyiv, Ukraine, where a whole building collapsed as a result of a direct missile hit in June

ที่มาของภาพ, ORI AVIRAM/Middle East Images/AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, กรุงเคียฟตกเป็นเป้าการโจมตีของขีปนาวุธรัสเซีย เมื่อเกิดสงครามในยูเครนขึ้น

การหารือจะจัดขึ้นที่ใด ?

แม้เกิดข่าวลือว่าการประชุมจะเกิดขึ้นในกรุงโรม, ฮังการี, หรือแม้แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ตัวเลือกสุดท้ายนั้นอยู่ใกล้กับบ้านของประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างมาก

เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา ทรัมป์โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ ทรูธ โซเชียล (Truth Social) ที่เขาเป็นเจ้าของว่า "การพบปะที่ทุกคนรอคอย" ระหว่างเขากับปูตินจะเกิดขึ้นในวันที่ 15 ส.ค. ใน "รัฐอะแลสกาที่ยิ่งใหญ่"

"รายละเอียดอื่น ๆ จะตามมาอีกที" เขากล่าว

ทรัมป์กล่าวว่า สถานที่นัดพบจะเป็น "สถานที่ที่ได้รับความนิยมมาก ด้วยเหตุผลหลายประการ"

ถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยสถานที่ประชุมในรัฐอะแลสกาที่แน่ชัด

ยูเครนเข้าร่วมการหารือหรือไม่ ?

ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น แม้สื่อต่าง ๆ ในสหรัฐฯ จะตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการหารือกับผู้นำยูเครนเกิดขึ้นตามมาภายหลัง ในลักษณะวงหารือที่มีทรัมป์, ปูติน, และ โวโลดิมีร์ เซเลนสกี หากการหารือระหว่างปูตินกับทรัมป์ประสบความสำเร็จ

จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีใครอีกบ้างที่อาจเข้าร่วมการประชุมระดับสุดยอดผู้นำ นอกจากทรัมป์และปูติน

ทางเซเลสสกีได้เรียกร้องสหรัฐฯ มาหลายเดือนแล้วว่าขอให้ยุโรปมีที่นั่งในการเจรจาเหล่านี้ด้วย โดยหวังว่าพวกเขาจะนำแนวทางอันเข้มงวดมาสู่มอสโก

"สงครามอยู่ในยุโรป และยูเครนเป็นส่วนสำคัญของยุโรป และเราก็กำลังเจรจาเข้าร่วมสหภาพยุโรปอยู่แล้ว" เซเลนสกี กล่าว

"ดังนั้นยุโรปต้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง"

ในสัปดาห์นี้ ทั้งทรัมป์และเซเลนสกีต่างติดต่อกัน รวมถึงติดต่อกับคู่พันธมิตรในยุโรปของแต่ละฝ่ายด้วย

หลังจากทูตพิเศษของทรัมป์พบปูตินในรัสเซีย เขาได้พูดคุยกับผู้นำชาติยุโรปและแจ้งให้ทราบถึงแผนการการพบปะกับผู้นำรัสเซีย เพื่อร่วมกันเจรจาในข้อตกลงสันติภาพที่เป็นไปได้

เซเลนสกีเปิดเผย มี "การสนทนาที่สร้างสรรค์" กับทรัมป์เมื่อวันอังคารที่ 5 ส.ค. โดยเขาได้บอกกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่ารัสเซียกำลังเพิ่มความ "โหดร้ายในการโจมตี" มากขึ้น

ประธานาธิบดียูเครนเคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่าเขาจะไม่สามารถยอมรับข้อตกลงใด ๆ กับเครมลินได้ หากไม่มีข้อเสนอจากยูเครน

ทั้งนี้ ยังไม่มีการตอบโต้ใด ๆ จากยูเครนต่อการประชุมที่กำลังมาถึง

France's President Emmanuel Macron, Ukraine's President Volodymyr Zelensky, and Britain's Prime Minister Keir Starmer walk together with Zelensky moving his hands

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, พันธมิตรในยุโรปของยุเครน ได้แก่ ประธานาธิบดีเอ็มมานูแอล มาครง ของฝรั่งเศส (ซ้าย) และนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักร (ขวา) เห็นด้วยกับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ว่ายูเครนต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาสันติภาพ

พันธมิตรของยูเครนกล่าวอะไรบ้าง ?

พันธมิตรในยุโรปยืนยันว่าการเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย ต้องมีส่วนร่วมจากเคียฟด้วย

คำประกาศดังกล่าวอยู่ในแถลงการณ์ร่วมที่ออกโดยผู้นำของสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, อิตาลี, เยอรมัน, โปแลนด์, ฟินแลนด์, และคณะกรรมาธิการยุโรป

เจ้าหน้าที่จากทำเนียบขาวกล่าวว่า ทรัมป์ยินดีจะจัดการประชุมไตรภาคี ซึ่งมีผู้นำยูเครนร่วมด้วย แต่ในตอนนี้ยังคงเป็นการประชุมระดับสุดยอดระหว่างทรัมป์กับปูติน ซึ่งเป็นไปตามที่ผู้นำรัสเซียร้องขอมาในตอนแรก

เซเลนสกีกล่าวว่า ข้อตกลงใด ๆ ที่ไม่มีเคียฟ เท่ากับ "การตัดสินใจที่ตายไปแล้ว"

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเสนอแนะว่าเขาสามารถเริ่มต้นด้วยการพบกับปูตินเท่านั้น โดยบอกกับผู้สื่อข่าวว่าวางแผนที่จะ "เริ่มต้นที่รัสเซีย"

แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็กล่าวเช่นกันว่า เขาเชื่อว่า "เรามีโอกาส" ที่จะจัดการประชุมไตรภาคีกับทั้งปูตินและเซเลนสกี

ยังไม่แน่ชัดว่าปูตินจะตกลงหรือไม่ เพราะเขาปฏิเสธโอกาสในการเจรจาโดยตรงหลายครั้ง และผู้นำทั้งสองก็ไม่ได้พบกันแบบตัวต่อตัว นับตั้งแต่ปูตินเริ่มการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบเมื่อกว่าสามปีก่อน

ทั้งสองฝ่ายหวังจะได้อะไรจากการหารือครั้งนี้ ?

ทรัมป์แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายของเขา นั่นคือการยุติสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในคำมั่นสัญญาในการหาเสียงของเขา

"ผมจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อหยุดยั้งการสังหาร" เขากล่าวในสัปดาห์นี้

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างเมื่อวันศุกร์ว่า ข้อตกลงระหว่างสองประเทศนั้น "ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว"

แม้ว่าทั้งสองประเทศจะกล่าวว่า ต้องการให้สงครามยุติลงเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าทั้งยูเครนและรัสเซียต้องการสิ่งที่อีกฝ่ายคัดค้านอย่างรุนแรง

ยูเครนยืนกรานว่าจะไม่ยอมรับการควบคุมของรัสเซียในพื้นที่ที่ยึดครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ไครเมีย

ประธานาธิบดียูเครน ได้ปฏิเสธแนวคิดนี้อย่างสิ้นเชิง

"ไม่มีอะไรต้องพูดถึงที่นี่ เรื่องนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญของเรา" เขากล่าว

จนถึงขณะนี้ ปูตินยังคงไม่เปลี่ยนใจจากข้อเรียกร้องสูงสุดของเขาเกี่ยวกับอาณาเขต, ความเป็นกลางของยูเครน, และขนาดของกองทัพยูเครนในอนาคต

สาเหตุที่ปูตินบุกยูเครน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเชื่อว่ายูเครนกำลังกลายเป็นตะวันตก และกล่าวหาว่าองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) พันธมิตรด้านการป้องกันของชาติตะวันตกกำลังใช้ประเทศนี้ เพื่อยึดที่มั่นและนำกำลังทหารเข้าใกล้พรมแดนรัสเซียมากขึ้น

.

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวกำลังพยายามเอาใจทั้งสองฝ่ายด้วยแผนการที่เป็นไปได้

รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามโน้มน้าวผู้นำยุโรปให้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่จะส่งมอบดินแดนยูเครนบางส่วนให้กับรัสเซีย ตามรายงานของซีบีเอสนิวส์ซึ่งเป็นพันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐฯ

ข้อตกลงนี้จะช่วยให้รัสเซียยังคงควบคุมคาบสมุทรไครเมีย และยึดครองภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งประกอบด้วย โดเนตสค์และลูฮันสค์ จากข้อมูลของแหล่งข่าวที่ทราบเกี่ยวกับการเจรจา

รัสเซียยึดครองไครเมียอย่างผิดกฎหมายในปี 2014 และกองกำลังของรัสเซียควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคดอนบาส

ภายใต้ข้อตกลงนี้ รัสเซียจะต้องสละพื้นที่เคอร์ซอนและซาปอริซเซียของยูเครน ซึ่งปัจจุบันรัสเซียยังคงควบคุมทางทหารอยู่

"จะมีการแลกเปลี่ยนดินแดนเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย แต่เราจะพูดคุยเรื่องนี้กันในภายหลังหรือพรุ่งนี้" ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์

A view of the Anchorage skyline with clouds rolling over the mountains in the background

ที่มาของภาพ, Justin Sullivan/Getty Images

คำบรรยายภาพ, สถานที่ที่แน่นอนของการประชุมระหว่างทรัมป์และปูตินในอะแลสกายังไม่ได้รับการเปิดเผย แต่ก่อนหน้านี้ เมืองแองเคอเรจเคยเป็นเจ้าภาพจัดงานทางการทูตของสหรัฐฯ

ทำไมต้องจัดการประชุมในอะแลสกา ?

มันมีเหตุผลหลายประการที่การประชุมจัดขึ้นที่นี่

อาณาเขตดังกล่าวเป็นของสหรัฐฯ ซึ่งช่วยลดความกังวลด้านความมั่นคงลงอย่างมาก

นอกจากนี้ยังทำให้ทรัมป์อยู่ในบทบาทเจ้าภาพต้อนรับผู้นำรัสเซียบนผืนแผ่นดินที่สหรัฐฯ เคยซื้อจากรัสเซียเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษครึ่งที่ผ่านมา

ยูริ อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่า สถานที่จัดประชุมถือว่า "สมเหตุสมผล" และย้ำว่าทั้งสองประเทศเป็นเพื่อนบ้านกัน โดยมีช่องแคบบีริงเป็นพรมแดน

"รัสเซียและสหรัฐฯ เป็นประเทศเพื่อนบ้าน มีพรมแดนติดกัน" เขากล่าว "ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลดีที่คณะผู้แทนของเราจะบินข้ามช่องแคบบีริง และให้การประชุมสุดยอดที่สำคัญและเป็นที่คาดหวังของผู้นำทั้งสองประเทศจัดขึ้นที่รัฐอะแลสกา"

ครั้งสุดท้ายที่รัฐอะแลสกาเป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์ทางการทูตของสหรัฐฯ คือในเดือน มี.ค. 2021 เมื่อทีมการทูตและความมั่นคงแห่งชาติชุดใหม่ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในขณะนั้น ได้พบกับคู่เจรจาจากจีนที่เมืองแองเคอเรจ

การเจรจาครั้งนั้นจบลงด้วยความตึงเครียด โดยฝ่ายจีนกล่าวหาสหรัฐฯ ว่า "ดูถูกและเสแสร้ง"

ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า การเลือกอะแลสกาในครั้งนี้ยังมีความสำคัญด้วยเหตุผลอื่น ๆ อีกด้วย

สหรัฐฯ ไม่ได้ลงนามและไม่ยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ซึ่งได้ออกหมายจับปูติน เนื่องจากอะแลสกาเป็นดินแดนของสหรัฐฯ จึงไม่มีความเสี่ยงที่เขาจะถูกจับ หากเดินทางไปที่นั่นเพื่อเจรจา

แล้วการพูดคุยที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร ?

ทรัมป์และปูตินได้พูดคุยทางโทรศัพท์ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนโดยตรงครั้งแรกระหว่างผู้นำทั้งสอง นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2022

หลังจากการสนทนานั้นไม่นาน ทรัมป์ประกาศว่าจะเริ่มการเจรจาระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา เนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมของยูเครน

ในเวลาต่อมา ผู้นำทั้งสองตกลงที่จะเยือนประเทศของแต่ละฝ่าย

ครั้งสุดท้ายที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พบกับปูตินด้วยตนเองคือปี 2021 ก่อนที่รัสเซียจะบุกยูเครน โดยไบเดนได้พบกับประธานาธิบดีรัสเซียในการประชุมสุดยอดที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์