ท่าทีต่อกรณีข้อตกลงหยุดยิงในยูเครนของทรัมป์ที่เปลี่ยนไป ทำให้เคียฟและผู้นำยุโรปกังวลใจอย่างไร ?

US President Donald Trump and Ukraine's President Volodymyr Zelensky sitting side by side during a meeting in the Oval Office of the White House on February 28

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เซเลนสกีและทรัมป์มีกำหนดพบกันในวันจันทร์นี้ (18 ส.ค.)
    • Author, พอล อดัมส์
    • Role, ผู้สื่อข่าวการทูตของบีบีซี

การประชุมในรัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา สิ้นสุดลงโดยไม่มีการบรรลุข้อตกลงใด ๆ ระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ข้อสรุปนี้ตรงกับผลลัพธ์ที่ถูกคาดการณ์ไว้มากที่สุดและอาจถือเป็นผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ที่สุดโดยเฉพาะเมื่อ โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ท่าที่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยเรียกร้องให้มีการหยุดยิงโดยทันทีนั้น ได้สร้างความไม่สบายใจอย่างมากให้แก่รัฐบาลยูเครน และประเทศต่าง ๆ ในยุโรป

จุดยืนที่ทรัมป์ดูเหมือนจะสนับสนุนอีกครั้ง กลับกลายเป็นจุดยืนเดียวกันกับที่รัฐบาลรัสเซียยืนยันมาโดยตลอดว่าการหยุดยิงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีข้อตกลงที่ครอบคลุม และสะท้อนผลประโยชน์ของรัสเซีย ซึ่งโดยนัยหมายถึงการที่ยูเครนต้องยอมจำนน

อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เขียนข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ชื่อว่าทรูธ โซเชียล (Truth Social) โดยระบุว่า "ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่า วิธีที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันโหดร้ายระหว่างรัสเซียกับยูเครน คือต้องเดินมุ่งหน้าไปสู่ข้อตกลงสันติภาพ"

ทรัมป์ยังกล่าวถึงการหยุดยิงว่า "มักจะไม่ยั่งยืน"

คำกล่าวของทรัมป์ขัดแย้งกับข้อเรียกร้องหลักของรัฐบาลยูเครนซึ่งยืนยันว่าการหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขต้องเกิดขึ้นก่อน โดยข้อเรียกร้องนี้ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรยุโรปทั้งหมด

นักวิเคราะห์เตือนว่า ท่าทีของทรัมป์อาจเปิดโอกาสให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย มีเวลาในสนามรบที่ตนเองกำลังได้เปรียบนานขึ้น

แมทธิว ซาวิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาการทหารแห่งสถาบันรวมเหล่าทัพแห่งสหราชอาณาจักร (Royal United Services Institute) กล่าวว่า "หากเป้าหมายทางทหารของปูติน คือ การหลีกเลี่ยงไม่ให้ปฏิบัติการของรัสเซียในยูเครนถูกจำกัดในทันที เขาก็ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ"

เมื่อคืนที่ผ่านมา ปูตินปรากฏตัวต่อสื่อในช่วงสั้น ๆ และเตือนยูเครนกับยุโรปว่าอย่า "ขัดขวาง" ความคืบหน้า ซึ่งเขาอ้างว่าได้บรรลุร่วมกับทรัมป์

ทั้งนี้ ไม่มีการเปิดเผยว่าความคืบหน้าดังกล่าวคืออะไร

อย่างไรก็ตาม เคียฟและพันธมิตรมองว่าท่าทีของทรัมป์เป็นการล้มกระดานความพยายามทางการทูตที่เกิดขึ้นตลอดทั้งสัปดาห์ ซึ่งเป็นที่วาดหวังว่าจะส่งอิทธิพลต่อการประชุมที่รัฐอะแลสกาให้สำเร็จ

ท่าทีล่าสุดของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กลายเป็นเครื่องเตือนใจอีกครั้งว่าเขามักมีแนวโน้มจะสะท้อนมุมมองของบุคคลสุดท้ายที่ได้พูดคุยกับเขา

เช้าวันนี้ ผู้นำยุโรปหลายคนต่างจับตาผลลัพธ์ของการประชุมอย่างใกล้ชิด รอชมว่าความพยายามทางการทูตจะได้รับการตอบรับจากสหรัฐฯ หรือจะถูกปล่อยทิ้งไว้ข้างทาง

ตามที่เขาได้ให้คำมั่นไว้ก่อนการประชุมสุดยอด ทรัมป์ได้โทรหาเซเลนสกี ทั้งสองพูดคุยกันเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง ก่อนที่ผู้นำยุโรปจะเข้าร่วมการสนทนา

เซเลนสกีเปิดเผยว่า การสนทนาเป็นไปอย่าง "ยาวนานและมีเนื้อหาสาระ" พร้อมประกาศว่าเขาจะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในวันจันทร์นี้ (18 ส.ค.) ซึ่งจะเป็นการเยือนครั้งแรกนับตั้งแต่การประชุมอันเลวร้ายในห้องทำงานรูปไข่เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา

นับตั้งแต่การประชุมครั้งนั้น พันธมิตรยุโรปของยูเครนได้พยายามฟื้นฟูความเสียหาย และเตรียมเซเลนสกีให้พร้อมรับมือกับผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งมีบุคลิกที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ และคาดเดาได้ยาก

"ผมขอขอบคุณสำหรับคำเชิญ" เซเลนสกีโพสต์ พร้อมระบุว่า "อเมริกามีบทบาทสำคัญต่อสถานการณ์นี้"

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทรัมป์ออกแถลงการณ์ผ่าน Truth Social เซเลนสกีได้โพสต์ข้อความอีกครั้ง โดยใช้ถ้อยคำที่มีความเร่งด่วนมากขึ้น

"การสังหารต้องหยุดลงโดยเร็วที่สุด" เขากล่าว "ไฟสงครามต้องดับลงทั้งในสนามรบและบนท้องฟ้า รวมถึงการโจมตีต่อโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือของเรา"

US President Donald Trump and Russian President Vladimir Putin shake hands during a press conference following their meeting at Joint Base Elmendorf-Richardson, in Anchorage, Alaska

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ระหว่างเดินทางไปรัฐอะแลสกา ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะไม่พอใจหากต้องกลับออกมาโดยไม่มีการหยุดยิง แต่หลังจากนั้นเขาโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า การหยุดยิงนั้น "มักจะไม่ยั่งยืน"

ผู้นำยุโรปที่ได้รับฉายาว่า "พรายกระซิบทรัมป์" กลับมาสานต่อภารกิจในเช้าวันนี้จากงานที่พวกเขาเริ่มพยยายามหว่านล้อมทรัมป์ไว้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน

คณะผู้นำเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของยูเครนในการเจรจาเกี่ยวกับอนาคตของประเทศตัวเอง แต่พวกเขาก็หยุดพักเป็นระยะ เพื่อแสดงความชื่นชมต่อความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

"ความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ทำให้เราเข้าใกล้การยุติสงครามที่ผิดกฎหมายของรัสเซียในยูเครนมากกว่าครั้งไหน ๆ" เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าว

นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์กล่าวว่า เขายินดีต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า "ความเปิดกว้าง" ของสหรัฐฯ และยุโรปในการให้ "หลักประกันด้านความมั่นคงที่เข้มแข็ง" แก่ยูเครน หากมีการบรรลุข้อตกลง

เขาเสริมว่า หากการสู้รบสิ้นสุดลงในที่สุด รายละเอียดของหลักประกันเหล่านั้นจะต้องถูกระบุไว้อย่างชัดเจนและละเอียดกว่าที่เคยเป็นมา

Ukrainian President Volodymyr Zelensky and German Chancellor Friedrich Merz face a screen during a video conference of European leaders with the US President on the Ukraine war ahead of the summit between the US and Russian leaders

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้นำยุโรปจัดการประชุมทางไกลกับทรัมป์เมื่อวันพุธ ก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะพบกับปูติน

แม้ยุโรปจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะผู้สนับสนุนหลักของยูเครนทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ และการเมือง แต่ผู้นำหลายประเทศยอมรับว่า ไม่อาจรับประกันความมั่นคงในอนาคตของยูเครนได้อย่างแท้จริง หากปราศจากการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากสหรัฐฯ

ในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดที่รัฐอะแลสกา จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีของอิตาลี กล่าวว่า หลักประกันสำหรับยูเครนอาจหยิบเอา "แรงบันดาลใจจากมาตรา 5 ของนาโต" อันเป็นหลักการป้องกันร่วมกันที่สมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (NATO) ทุกประเทศลงนามไว้

รายงานหลายฉบับในเช้าวันนี้ระบุว่า ผู้นำยุโรปและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้หารือกันถึงแนวคิดเรื่องหลักประกันนอกกรอบนาโตที่มีผลเทียบเท่ามาตรา 5 ระหว่างการโทรศัพท์ล่าสุด

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทรัมป์ดูเหมือนจะเปลี่ยนท่าทีในเช้าวันนี้ เสียงสะท้อนจากเมืองหลวงหลายแห่งในยุโรปก็สะท้อนความสับสนและความไม่แน่นอน

ที่กรุงลอนดอน รัฐบาลสหราชอาณาจักรพยายามรักษาท่าทีอย่างมั่นคง โดยแหล่งข่าวระดับสูงจากถนนดาวนิงกล่าวว่า "หากสามารถทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้พร้อมกัน ทั้งการหยุดยิงและข้อตกลงสันติภาพ หรือเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเวลาใกล้เคียงกัน นั่นก็แน่นอนว่าจะถือเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง"

เขาย้ำว่า "สิ่งที่เราทุกคนต้องการคือการยุติการสู้รบ"

US President Donald Trump waving as he boards Air Force One to depart Joint Base Elmendorf-Richardson

ที่มาของภาพ, Getty Images

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ปล่อยใจออกห่างจากแนวคิดเรื่องการหยุดยิงทันที ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่า เป็นผลมาจากการที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย อธิบายถึงความล้มเหลวของการหยุดยิงในอดีต ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงอย่างมาก

การประชุมกึ่งสุดยอดที่รัฐอะแลสกา กลายเป็นชัยชนะโดยไม่ต้องลงทุนใด ๆ สำหรับปูติน การกลับมาของเขาสู่เวทีโลก แม้จะยังถูกกีดกันจากหลายประเทศ เกิดขึ้นท่ามกลางการแสดงแสนยานุภาพของสหรัฐฯ ที่ฐานทัพอากาศเอลเมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน อย่างชัดเจน แต่ก็มีบางองค์ประกอบที่สะท้อนลักษณะของการเยือนในระดับรัฐ

ขณะเดียวกัน ภัยคุกคามจากการคว่ำบาตรเพิ่มเติมของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียก็ลดลงเช่นกัน โดยทรัมป์ระบุว่า เขาอาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 สัปดาห์ก่อนจะพิจารณาประเด็นนี้อีกครั้ง

สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่คำถามมากมายว่าประธานาธิบดียูเครนจะต้องเผชิญอะไรในสัปดาห์หน้า ทั้งในการเยือนกรุงวอชิงตันในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ และเมื่อเขาต้องพบกับปูตินและทรัมป์ในห้องเดียวกันในอนาคต

ฌอน ฮานนิตี ผู้ดำเนินรายการจากช่องฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ถามประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า "คำแนะนำของทรัมป์ต่อผู้นำยูเครนคืออะไร?"

ทรัมป์ให้คำตอบไว้ว่า "ให้ทำข้อตกลง" พร้อมเสริมว่า "รัสเซียเป็นมหาอำนาจที่ใหญ่โตมาก ส่วนพวกเขาไม่ใช่"