กราดยิงหนองบัวลำภู : ซีเอ็นเอ็นเสียใจเหตุทีมข่าว ทำข่าวภายในจุดเกิดเหตุ ย้ำมี "เจตนาดี"

ที่มาของภาพ, twitter/@FCCThai
สถานีข่าวซีเอ็นเอ็นออกแถลงการณ์ "แสดงความเสียใจ" กรณีทีมข่าวเข้าไปทำข่าวภายในจุดเกิดเหตุฆาตกรรมหมู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ย้ำ กระทำไปด้วย "เจตนาดี"
จากกรณีนักข่าวสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเข้าไปรายงานภายในสถานที่เกิดเหตุกราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลอุทัยสวรรค์ ทำให้สังคมเกิดความไม่พอใจ และมีการแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจให้ดำเนินการตามกฎหมายในข้อหาบุกรุก
วันนี้ (9 ต.ค.) สถานีข่าวซีเอ็นเอ็น ออกแถลงการณ์ถึงการรายงานจากภายในจุดเกิดโศกนาฏกรรมในจังหวัดหนองบัวลำพูของทีมข่าวซีเอ็นเอ็น ลงนามโดย ไมค์ แมคคาร์ธี รองประธานผู้บริหาร และผู้จัดการทั่วไป ซีเอ็นเอ็น อินเทอร์เนชันแนล โดยอธิบาย ดังนี้
“ทีมข่าวได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขที่อยู่ตรงจุดนั้นแล้ว เพื่อเข้าไปในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทีมข่าวเข้าใจแล้วในเวลานี้ว่า เจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่สามารถให้อนุญาตเข้าพื้นที่ก่ออาชญากรรมได้ หากทีมข่าวตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ ว่า อาคารและห้องเรียนเหล่านี้ เป็นพื้นที่หวงห้าม ทีมข่าวจะไม่เข้าไป ทีมข่าวไม่มีเจตนาใด ๆ ที่จะก้าวล่วงกฎข้อบังคับ”
“ทีมข่าวเข้าไปในพื้นที่ผ่านประตูหน้าที่เปิดอยู่ ซึ่งมีนักข่าวอีกหลายคนอยู่ด้วย เวลานั้นไม่มีเทปของตำรวจปิดกั้นอยู่ โดยหลังทำข่าวด้วยความเคารพต่อสถานที่ภายในอาคารราว 15 นาที ทีมข่าวจึงออกมา แต่ประตูทางเข้าได้ถูกปิด และมีการใช้เทปตำรวจปิดล้อมแล้ว ทำให้ทีมข่าวต้องปีนออกมา”
“ทีมข่าวเข้าไปในอาคารด้วยเจตนาดี เพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน และฉายภาพความเป็นมนุษย์แก่ผู้ชมถึงโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้น”
ตอนนี้ ซีเอ็นเอ็นได้ระงับการเผยแพร่รายงานชิ้นดังกล่าว และถอดวิดีโอออกจากเว็บไซต์แล้ว "เราเสียใจต่อความกังวลใจและการก้าวล่วงใด ๆ ที่รายงานของเราก่อขึ้น รวมถึงการทำให้ตำรวจไทยต้องเผชิญความยากลำบากในห้วงเวลาที่น่าสลดใจของประเทศชาติ"
เพิกถอนวีซ่าท่องเที่ยวนักข่าวซีเอ็นเอ็น
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ภายหลังเข้าพูดคุยกับ น.ส. แอนนา โคเรน ผู้สื่อข่าวหญิงของซีเอ็นเอ็น ระบุว่า เบื้องต้นได้เพิกถอนวีซ่านักข่าวและช่างภาพแล้ว หลังได้นำตัวมาสอบปากคำ ภายหลังพบว่ามีความผิดฐานปฏิบัติงานในประเทศ เพราะเข้าไทยมาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว
"เพราะฉะนั้นหลักการวีซ่าท่องเที่ยว ก็ต้องท่องเที่ยว ไม่ใช่ทำงาน แล้วทำข่าวแบบเผยแพร่ข่าวไปทั่วโลก อันนี้เป็นความผิดเรื่อง พ.ร.บ. การจัดการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งมีอัตราโทษปรับ 5 พันไม่เกิน 1 หมื่นบาท"
"เมื่อเราเพิกถอนวีซ่า เขาก็อยู่ในความควบคุมแล้ว เบื้องต้น ตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว แต่เป็นผู้ต้องหาในฐานทำงานโดยผิดกฎหมาย" พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุ พร้อมเสริมว่า จะดำเนินการให้เสร็จในวันนี้ เพื่อตอบคำถามสังคมและประชาชนคนไทย

สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) ออกแถลงการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา (9 ต.ค.) ตำหนิการกระทำของทีมข่าวสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นในสหรัฐฯ กรณีเข้าไปในที่เกิดเหตุศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหนองบัวลำภู เพื่อรายงานเหตุกราดยิง โดยชี้ว่า เป็นการกระทำที่ไม่มืออาชีพและละเมิดจริยธรรมสื่อมวลชนอย่างร้ายแรง
สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย ระบุว่าทางสมาคม "รู้สึกผิดหวัง" กับรายงานข่าวของซีเอ็นเอ็น เนื่องจากมีการเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุที่มีการกั้นที่เกิดเหตุไว้อย่างชัดเจนโดยไม่ได้รับอนุญาต
รายงานข่าวของซีเอ็นเอ็นชิ้นหนึ่งที่มีความยาวกว่า 3 นาที ที่ออกอากาศไปแล้ว ปรากฏภาพของผู้สื่อข่าวหญิงเข้าไปรายงานภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลอุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู พร้อมทั้งมีภาพที่เผยรายละเอียดของจุดเกิดเหตุ โดยที่หน้าเว็บไซต์ของรายงานข่าวชิ้นนี้ ระบุว่า ซีเอ็นเอ็น "ได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังภายในสถานที่เกิดเหตุ"
สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย ระบุว่า "นี่ไม่ใช่สกู๊ปหรือตัวอย่างของการรายงานที่เจาะลึก เพราะไม่มีองค์กรข่าวอื่น ทั้งต่างประเทศหรือท้องถิ่น เตรียมที่จะประพฤติผิดจรรยาบรรณแบบนี้ และหนึ่งในนั้นสามารถทำได้เช่นนั้น"
แถลงระบุต่อว่า ประเทศไทยได้บอบช้ำจากเหตุโศกนาฏกรรมและมีความกังวลอย่างยิ่งถึงเรื่องภาพที่ไม่เหมาะสมที่จะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะไม่ว่าทั้งในสื่อมวลชนหรือโซเชียลมีเดีย โดยหนึ่งในเหตุผลเรื่องนี้คือการเคารพต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวของพวกเขา ทั้งนี้ ประเทศไทย มีประวัติศาสตร์ที่ย่ำแย่เกี่ยวกับเรื่องภาพที่ไม่เหมาะสมที่มีความรุนแรงในสื่อ แต่ในหลายปีมานี้ก็มีความก้าวหน้าขึ้นมากเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้
"สื่อต่างประเทศและสื่อท้องถิ่นที่ไม่ยอมลดมาตรฐานในการทำผิดจริยธรรมดังกล่าว ภายใต้น้ำหนักของผลประโยชน์ระหว่างประเทศและแรงกดดันในการรายงานข่าว ควรได้รับการยกย่อง"
"ขณะเดียวกันซีเอ็นเอ็นควรตอบคำถามพื้นฐานง่าย ๆ ว่า ทีมข่าวซีเอ็นเอ็นจะทำพฤติกรรมแบบเดียวกันนี้หรือไม่ กับสถานที่เกิดเหตุอาชญากรรมร้ายแรงในสหรัฐฯ"
ภายหลังแถลงการณ์ของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย ถูกเผยแพร่ลงในบัญชีทวิตเตอร์ ทวิตเตอร์ที่ชื่อว่า CNN International PR
@cnnipr ชี้แจงว่า ทีมข่าวซีเอ็นเอ็นได้เข้าไปถ่ายทำในศูนย์เด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู กับสื่ออื่น ๆ ในช่วงเวลาที่เส้นแนวกั้นของตำรวจถูกเอาออกไปแล้ว ขณะกำลังเก็บภาพ เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข 3 คน เข้ามาพูดและบอกทีมข่าวว่าให้เข้าไปถ่ายทำด้านในได้ ทีมข่าวได้ใช้เวลาในการเห็บภาพฟุตเทจราว 15 นาที และออกมา ขณะนั้นเส้นแนวกันของตำรวจกลับถูกติดตั้งให้เหมือนเดิม ทีมข่าวจึงต้องปีนข้ามรั้วของศูนย์เด็กเล็กเพื่อออกจากจุดดังกล่าว
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
ทำความรู้จักนักข่าวซีเอ็นเอ็น แอนนา โคเรน
สำหรับนักข่าวซีเอ็นเอ็นที่เข้าไปถ่ายทำภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู คือ แอนนา โคเรน เป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่เคยได้รับรางวัลเอมมี (Emmy Award) มาแล้ว โดยประจำอยู่ที่สำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของซีเอ็นเอ็น ที่ฮ่องกง

ที่มาของภาพ, CNN
โคเรน เป็นนักข่าวมาแล้วกว่า 20 ปี รายงานข่าวเหตุการณ์สำคัญระดับโลกมาแล้วมากมาย ตามประวัติบนเว็บไซต์ซีเอ็นเอ็น ไม่ว่าจะเป็นการทำต่อสู้เพื่อกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายไอเอสในอิรัก วิกฤตยูเครน พายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนพัดถล่มฟิลิปปินส์ การถึงแก่อสัญกรรมของผู้นำสูงสุดคิม จอง อิล ของเกาหลีเหนือ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่และสึนามิในญี่ปุ่น และมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปีที่ประเทศไทย เมื่อปี 2554 รวมถึงวิกฤตนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ
โคเรน เดินทางไปรายงานข่าวที่อัฟกานิสถานมาแล้วหลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ครั้งล่าสุด คือเมื่อปี 2564 ในช่วงที่สหรัฐฯ ประกาศถอนทหารออกจากประเทศ ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามที่ยาวนานที่สุดของสหรัฐฯ
โคเรน ยังเป็นผู้สื่อข่าวหลักที่ทำข่าวการประท้วงในฮ่องกงช่วงปี 2562 และ 2563
โคเรน เป็นผู้ประกาศข่าวสำหรับรายการสด ซีเอ็นเอ็น นิวส์รูม จากสตูดิโอในฮ่องกง และเป็นผู้ดำเนินรายการ "ทอร์ค เอเชีย" สัมภาษณ์ผู้นำโลก นักกีฬา ผู้ประกอบการชั้นนำ และผู้ทรงอิทธิพลต่าง ๆ ของโลก
ก่อนจะเข้าร่วมกับซีเอ็นเอ็นในปี 2551 โคเรนเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับและเคารพอย่างมากต่องานของเธอ โดยในปี 2565 รายงานข่าวเรื่อง ‘เจ้าสาวเด็กอัฟกัน’ ของเธอชนะรางวัลเอมมีในประเภท "ฟีเจอร์สตอรี่ยอดเยี่ยมรูปแบบฮาร์ดนิวส์ (ข่าวหนัก) : ประเภทสั้น" ซึ่งผลิตในปีเดียวกัน
การทำข่าวของโคเรนในเรื่องนี้ ได้ต่อยอดสู่การช่วยเหลือเด็กหญิงอัฟกัน และชนะรางวัลเกรซี (Gracie Award) ประเภท “ข่าวฟีเจอร์รูปแบบข่าวหนักยอดเยี่ยม”
ปี 2563 เธอยังเป็นหนึ่งในทีมข่าวซีเอ็นเอ็นที่ชนะรางวัล “ข่าวด่วน” จาก สมาคมรอยัลเทเลวิชันโซไซตี ในการติดตามทำข่าวประท้วงที่ฮ่องกงในปี 2562 และไม่นับรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย
โคเรน สำเร็จการศึกษาด้วยปริญญาตรีสาขาการสื่อสารจากมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ สจ๊วต ในประเทศออสเตรเลีย











