มองรอบด้าน แก้ ม.112 เงื่อนสกัดก้าวไกล ขวาง "พิธา" นั่งนายกฯ คนที่ 30

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล

    • Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือ กฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถือเป็นหนึ่งเงื่อนปมสำคัญของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในการก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กระแสความกังวลและหวาดกลัวจากกลุ่มผู้มีแนวความคิดอนุรักษนิยมส่งผลให้การหยิบยกประเด็นการแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ขึ้นมา กลายเป็นเงื่อนปมทางการเมืองสำหรับพรรคก้าวไกล แม้ว่าเพิ่งจะชนะการเลือกตั้งทั่วไปมาก็ตาม

แม้กระทั่งใน 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็ยังเห็นไม่ตรงกันในประเด็นนี้ จนทำให้ดูเหมือนว่าในอนาคต มีความเป็นไปได้ว่าพรรคก้าวไกลอาจต้องเดินทางผลักดันเรื่องนี้โดยลำพัง

รศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้เห็นร่างกฎหมายเสนอแก้ไข ม.112 ของพรรคก้าวไกลแล้ว บอกกับบีบีซีไทยว่า ด้วยสถานการณ์และบริบททั่วไปในปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องยากลำบากที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางตามเสียงเรียกร้อง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

ที่มาของภาพ, Getty Images

"ร่างกฎหมายนี้ หากเสนอเข้าไป (สภา) มีโอกาสถูกปัดตกสูงอยู่แล้ว เพราะว่ามีการปรับลดอัตราโทษค่อนข้างเยอะ ทำตามข้อเรียกร้องที่ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องการมานานแล้วเพื่อให้เหมาะสมมากขึ้น โดยมีเพดานบทลงโทษสูงสุดไม่เกิน 1 ปี และยังเป็นการปรับแก้ในภาพรวมแบบยกเซ็ต อย่างการยกออกจากหมวดความมั่นคง"

แม้ว่าเรื่องนี้จะมีโอกาสประสบความสำเร็จไม่มากนัก แต่นักวิชาการรายนี้ก็มองว่า หากสามารถนำไปสู่การถกเถียงในสภาผู้แทนราษฎรได้ ก็นับได้ว่าเป็น "ความสำเร็จก้าวใหญ่ของสังคมไทย ที่จะเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต เพราะที่ผ่านมาโดนตีตกและสกัดตลอดเวลา"

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เคยมีการแก้ไขมาตรา 112 สำเร็จมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่เหตุใดการพยายามแก้ไขครั้งนี้จึงเผชิญอุปสรรค รายงานชิ้นนี้มีคำอธิบาย

มาตรา 6: โต้แย้งทางรัฐธรรมนูญอันละเมิดมิได้หรือไม่

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ข้อเรียกร้องในการแก้ไขและยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มักจะถูกขับเคลื่อนจากภาคประชาชน แต่ยังไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติได้สำเร็จ

โดยกรณีที่การแก้ไข ม.112 ใกล้ถูกนำเข้ามาพิจารณาในสภามากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2563 ที่มีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคอนาคตใหม่ เมื่อ 21 ก.พ. 2563 ทำให้การดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมในฐานความผิดตาม ม.112 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยอดีตสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น ได้เสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน จำนวน 5 ฉบับ ต่อสภาผู้แทนราษฎร

ในระหว่างอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อ 22 ก.ค. 2565 เรื่องการดำเนินคดี 112 แก่ผู้ต้องขังทางการเมือง ส.ส. พรรคก้าวไกลพร้อมใจกันชูภาพของ เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ "บุ้ง" และ ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ หรือ "ใบปอ" ผู้ต้องหาคดี 112 ที่ถูกคุมขังอยู่ในเวลานั้น เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ในระหว่างอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อ 22 ก.ค. 2565 เรื่องการดำเนินคดี 112 แก่ผู้ต้องขังทางการเมือง ส.ส. พรรคก้าวไกลพร้อมใจกันชูภาพของ เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ "บุ้ง" และ ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ หรือ "ใบปอ" ผู้ต้องหาคดี 112 ที่ถูกคุมขังอยู่ในเวลานั้น เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว

โดยหนึ่งใน 5 ฉบับดังกล่าว คือร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ซึ่งเป็นการแก้ไขความผิดฐานหมิ่นประมาททั้งหมด ตั้งแต่หมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป, ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, ดูหมิ่นศาล และหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวนี้ไม่ถูกบรรจุเป็นวาระพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ เนื่องจากสำนักการประชุม สภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โต้แย้งว่ามีบทบัญญัติที่อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ที่ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้”

รศ.สาวตรี มองว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอุปสรรคหนึ่งในการแก้ไข ม.112 ภายใต้บริบทปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนการลดอัตราโทษลง รวมทั้งการแยกกฎหมายมาตราดังกล่าวออกจากหมวดความมั่นคง ซึ่งฝ่ายกลุ่มอำนาจเดิมที่ได้ประโยชน์จากการรักษากฎหมายนี้ไว้อาจจะไม่ยอม แต่คาดว่าหากมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ การแก้ไขกฎหมายนี้น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า

"โดยส่วนตัวคิดว่า มีความเป็นไปได้ตอนร่างรัฐธรรมนูญใหม่และแก้ไขกฎหมายมาตราดังกล่าวในตอนนั้น" รศ.สาวตรีกล่าว

จุดยืน ส.ว. ไม่แก้ ม.112 กับการเลือก "พิธา" เป็นนายกฯ

การแก้ไข ม.112 กลายเป็นเงื่อนไขของสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งในการปฏิเสธที่จะเลือกนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 นอกจากนี้ ส.ว. บางคนยังตั้งเงื่อนไขถึงขั้นปฏิเสธการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลที่มีสมาชิกพรรคก้าวไกลรวมอยู่ด้วย เพียงเพราะเหตุผลเรื่องข้อเสนอแก้ไข ม.112

“ถ้าคุณพิธาเป็นนายกฯ สถานการณ์บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ” กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย เมื่อวันที่ 31 พ.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, “ถ้าคุณพิธาเป็นนายกฯ สถานการณ์บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ” กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย เมื่อวันที่ 31 พ.ค.

ทว่า ในมุมมองของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อธิบายแจกแจงตามหลักการแบ่งแยกอำนาจว่า ในความเป็นจริงแล้วอำนาจการแก้ไขกฎหมายเป็นของรัฐสภา ไม่ใช่ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นประมุขฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นการที่คุณพิธาจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ถ้าหากพิจารณาในทางทฤษฎีแล้ว อาจจะไม่ส่งผลให้แง่รูปธรรมมากนัก แต่หากได้เป็นนายกฯ ก็อาจจะช่วยในแง่การสื่อสารกับสังคม

"ดังนั้น การที่ร่างแก้ไข ม.112 จะได้รับการแก้ไขหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับรัฐสภา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวนายกฯ แต่หากเป็นในทางปฏิบัติ พอเป็นนายกฯ แล้ว ในการนำนโยบายต่าง ๆ มาสื่อสารกับมวลชน หรือกับหน่วยงานอื่น ๆ อาจจะช่วยเสริมกันได้" นักวิชาการจาก มธ. อธิบาย

ประเด็นสำคัญว่าจะมีการพิจารณากฎหมายนี้หรือไม่ น่าจะขึ้นอยู่กับประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ คือ ประธานสภาและรองประธานสภา ซึ่งพรรคก้าวไกลมีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็นรองประธานสภาคนที่ 1 จากการโหวตเลือกเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา

รศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่มาของภาพ, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คำบรรยายภาพ, รศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรจะมอบหมายงานให้รองประธานสภาทั้งสองคนอย่างไร

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. หลังการหารือกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา คนที่ 1 เปิดเผยว่าเขาได้รับหน้าที่ดูแลงานด้านการพิจารณากฎหมายทั้งหมด และระเบียบวาระการประชุม รวมทั้งงานด้านการต่างประเทศ งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์

ขณะที่นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา คนที่ 2 รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องการกลั่นกรองกระทู้ถาม และญัตติ เรื่องที่ประธานสภาแจ้งต่อที่ประชุมสภาฯ การรับรองรายงานการประชุม และเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ไช่เรื่องเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เป็นต้น

ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองว่า ในแง่นิติศาสตร์หรือทางกฎหมาย การเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวถือว่าสามารถทำได้และไม่ผิดกฎหมาย แต่ในทางการเมือง อาจจะ "ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นส่วนบุคคล"

สาระสำคัญข้อเสนอแก้ไข ม.112 ฉบับก้าวไกล

การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ถือเป็นหนึ่งใน 300 นโยบายที่พรรคก้าวไกลนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยพรรคจัดให้นโยบายดังกล่าวอยู่ในหมวดการสร้างประชาธิปไตยเต็มใบ ข้อเสนอการแก้ไข ม.112 ของพรรคก้าวไกลดังกล่าวประกอบด้วยสาระสำคัญดังต่อไปนี้

  • ลดโทษของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ให้มีความสอดคล้องกับหลักสากล โดยลดโทษให้เหลือเพียง
  • ในกรณีหมิ่นพระมหากษัตริย์ ลดโทษเหลือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ในกรณีหมิ่นพระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลดโทษจำคุกเหลือไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ลดโทษหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา โดยจะถูกลดลงจากโทษจำคุก 0-2 ปี เหลือแค่โทษปรับ
  • ย้ายกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ออกจากหมวดความมั่นคง และให้เป็นความผิดที่ยอมความได้ โดยกำหนดให้สำนักพระราชวังเป็นผู้มีสิทธิแจ้งความหรือร้องทุกข์กล่าวโทษเพียงผู้เดียว
  • บัญญัติให้ชัดเจนในกฎหมาย เพื่อคุ้มครองกรณีการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตหรือการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเหตุยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษสำหรับการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา

การแก้ไข ม.112 เข้าข่าย "ล้มล้างการปกครอง" หรือไม่

เครือข่ายของกลุ่มอำนาจนิยมใช้ความพยายามเพื่อให้เกิดการตีความกฎหมายเชื่อมโยงข้อเสนอแก้ ม.112 ของพรรคก้าวไกล กับคำวินิจฉัยคดี "ล้มล้างการปกครอง" ของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2564 กรณีการชุมนุมของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในวันที่ 10 ส.ค. 2563 โดยเฉพาะว่า การแก้ไขและยกเลิก ม.112 เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองหรือไม่

ตัวอย่างความพยายามดังกล่าวนี้ก็เช่น กรณีของนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร อดีตทนายความของอดีตพระพุทธอิสระ ที่ยื่นคำร้องให้อัยการสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า

"การกระทำของนายพิธา และพรรคก้าวไกลที่เสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่.... พ.ศ. .... เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่"

นอกจากยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ยังยื่นคำร้องต่อประธาน กกต. ให้ตรวจสอบว่า การหาเสียงให้แก้ไขมาตรา 112 เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 (1) (2) หรือไม่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นอกจากยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ยังยื่นคำร้องต่อประธาน กกต. ให้ตรวจสอบว่า การหาเสียงให้แก้ไขมาตรา 112 เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 (1) (2) หรือไม่

สำหรับมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า "บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้"

ทั้งนี้ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ได้อ้างอิงถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 ในคดีล้มล้างการปกครองข้างต้นเป็นบรรทัดฐาน

ดร.เข็มทอง อธิบายว่า ในกรณีการแก้ไข ม.112 ของพรรคก้าวไกลไม่สามารถยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปี 2564 มาเป็นบรรทัดฐานได้ โดยมี 2 ประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณา

  • ประเด็นแรก: เมื่อปี 2564 ข้อเรียกร้องทั้ง 10 ข้อของกลุ่มนักศึกษาคือ การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ปัจจุบันคือ การแก้ไขเพิ่มเติม ม.112 เฉพาะมาตราเดียว
  • ประเด็นที่สอง: คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนั้นเป็นคำสั่งเฉพาะที่พูดถึงรูปแบบวิธีการที่ใช้เรียกร้องด้วยวิธีการประท้วง การชุมนุม ถึงจะเป็นการล้มล้างการปกครอง เพราะฉะนั้นจึงยังไม่เคยมีบรรทัดฐานให้การเสนอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 ในกระบวนการในรัฐสภาปกติเป็นการล้มล้างการปกครอง

"ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น จึงไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายได้ ไม่สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานได้ แม้ว่ามาตรา 112 ศาลรัฐธรรมนูญเคยยืนยันว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้วก็จริง แต่การชอบด้วยรัฐธรรมนูญไม่ได้หมายความว่า ไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ ยกเว้นไปขัดคุณค่าพื้นฐานบางอย่างของรัฐธรรมนูญ" ดร.เข็มทอง กล่าว

เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่พรรคก้าวไกลพยายามทำในขณะนี้ ดร.เข็มทอง มองว่า เป็นการทำ "ตรงกันข้ามกับ" แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมที่ต้องการผลักดันด้วยการชุมนุม ในขณะที่พรรคก้าวไกลใช้ความพยายามผลักดันให้ประเด็นดังกล่าวเข้าสู่ระบบรัฐสภา

"ในเมื่อสองอย่างไม่เหมือนกัน ผลที่ตามมาหรือข้อสรุปก็ไม่ควรจะเหมือนกัน" เขากล่าว

ประชาชนบางส่วนรวมตัวกันหน้าศาลรัฐธรรมนูญ ถ.แจ้งวัฒะ เมื่อ 10 พ.ย. 2564 เพื่อฟังคำวินิจฉัยคดีชุมนุม 10 ส.ค. 2563 เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ประชาชนบางส่วนรวมตัวกันหน้าศาลรัฐธรรมนูญ ถ.แจ้งวัฒะ เมื่อ 10 พ.ย. 2564 เพื่อฟังคำวินิจฉัยคดีชุมนุม 10 ส.ค. 2563 เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

ประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หากมีโอกาสถกเถียงในสภา

แม้ว่าในที่สุดแล้ว หากการแก้ไขเพิ่มเติมตามที่พรรคก้าวไกลนำเสนออาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ รศ.สาวตรี มองว่า อย่างน้อยที่สุดข้อเรียกร้องของประชาชนผ่านพรรคการเมืองก็สามารถนำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้เพื่อให้เกิดการถกเถียงในเชิงกว้างขึ้น "นี่ถือเป็นเป้าหมายและเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต"

หากมองในเชิงบวกมากที่สุด เมื่อมีการถกเถียงกันในสภาแล้ว ก็อาจนำไปสู่ทางเลือกอื่น ๆ เพิ่มเติมก็ได้ เช่น การปรับแก้โทษให้ย้อนกลับไปเท่ากับในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ซึ่งมีอัตราโทษต่ำกว่าปัจจุบัน แต่ก็สามารถคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ได้เช่นกัน

"อาจจะไปเจอกันที่ครึ่งทาง คือกลับไปยังจุดก่อนที่จะมีการแก้ไขเพิ่มโทษ (ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง) ซึ่งมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง อาจจะเตรียมเป็นแผนสองแผนสาม หากว่าร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวตกไป" เธออธิบาย

ทศวรรษแห่งการผลักดันแก้ไข/ยกเลิก ม.112

ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีความพยายามจากภาคประชาสังคมในการผลักดันแก้ไขและยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงบางครั้งกฎหมายมาตรานี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดปากผู้เห็นต่างทางการเมือง จนทำให้เกิดคำถามถึงบทบาทของสถาบันกษัตริย์มากขึ้น

ดังนั้นจึงมีความพยายามจากหลายกลุ่มการเมืองที่เคลื่อนไหวรณรงค์ทั้งให้แก้ไขและยกเลิก ม.112

ตัวอย่างกลุ่มที่เรียกร้องให้ยกเลิก ม.112 จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ นายใจ อึ๊งภากรณ์, กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, กลุ่มคณะราษฎรยกเลิกมาตรา 112 (ครย.), กลุ่มทะลุวัง และกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ เป็นต้น

ขณะที่บางกลุ่มมองว่า กฎหมายดังกล่าวควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้มีความก้าวหน้าทันยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างเช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์, นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ เดวิด สเตร็คฟัสส์ ทั้งสามคนเป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์

ส่วนที่โดดเด่นที่สุด คือ การเคลื่อนไหวของคณะนิติราษฎร์ นำโดย ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่ยื่นข้อเสนอแก้ไข ม.112 ไว้ 7 ประการ

  • ให้ยกเลิก ม.112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร
  • เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
  • แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
  • กำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุด
  • เพิ่มเหตุยกเว้นความผิดกรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
  • เพิ่มเหตุยกเว้นโทษกรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
  • กำหนดให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้น

ขณะที่ความเคลื่อนไหวอีกด้านหนึ่งที่มีแนวความคิดแนวอนุรักษนิยมและนิยมกษัตริย์อย่างเช่น พรรคไทยภักดี และกลุ่ม ศปปส. กลับมองว่า ในระยะหลังมีผู้ท้าทายสถาบันกษัตริย์ จึงจำเป็นต้องแก้ไข ม.112 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ให้เข้มงวดขึ้น ในจำนวนนั้นคือ การเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิดให้สูงยิ่งขึ้น

อดีต "แก้ไขได้" แต่เป็นในลักษณะ "เพิ่มบทลงโทษ"

นอกจากความพยายามในการแก้กฎหมาย ม. 112 เพื่อให้สอดรับกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปและสอดคล้องกับหลักมนุษยชนเพิ่มขึ้นแล้ว ในอดีตนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นพระมหากษัตริย์ได้ถูกแก้ไขมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่เป็นในลักษณะเพิ่มอัตราโทษ ลักษณะความผิดและบุคคลที่กฎหมายคุ้มครอง

ดร.เข็มทอง กล่าวว่า แม้ว่าจะเป็นช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็จริง แต่การแก้ไข ม.112 ด้วยการเพิ่มโทษทั้ง 2 ครั้ง เกิดขึ้นในช่วงประเทศปกครองโดยกลุ่มเผด็จการ หรือมีสภาพทางการเมืองแบบอำนาจนิยม

ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"เมื่อ (พวกเขา) ไม่มีความชอบธรรมจากประชาชน (พวกเขา) ก็จะพยายามอ้างความจงรักภักดี อ้างเหตุจำเป็นที่อาจจะมีภัยคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมตัวเองในการปกครองประเทศต่อไปด้วยวิธีเผด็จการ จึงทำให้การแก้ไขมาตรา 112 กลายเป็นส่วนหนึ่งที่คาดหมายได้ ที่สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยการเพิ่มโทษทางกฎหมาย และใช้ในการป้องปรามกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐบาลไม่สามารถเคลื่อนไหวได้"

แต่พอมาถึงปัจจุบัน มาตรา 112 กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ปรากฏในข่าวสารต่าง ๆ ที่รายงานถึงการดำเนินคดีจำนวนมากกว่า 200-300 คน จนอาจถึงขั้นไม่จำเป็นต้องทำงานทางความคิดต่อไปอีกแล้ว

"คนก็เข้าใจและใส่ใจ แตกต่างจากในอดีตที่การดำเนินคดีด้วยมาตรานี้เป็นเรื่องลึกลับ เป็นเรื่องเก็บเงียบเพราะมีไม่กี่คนที่ถูกดำเนินคดี" เขาอธิบายและระบุว่า เมื่อประเทศไทยกำลังจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จึงมีเสียงเรียกร้องให้ปรับโทษให้มีความรุนแรงน้อยลง

หากย้อนกลับไปในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ถูกเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยเว็บไซต์ไอลอว์อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงในช่วงดังกล่าวเป็นไปในลักษณะจำกัดขอบเขตให้คุ้มครองแต่สถาบันกษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ หรือคุ้มครองชื่อเสียงและเกียรติยศของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งประมุขของรัฐ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยควบคู่ไปด้วย