พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

"ถ้าเวลาสุกงอมผมจะเล่นการเมือง" คำตอบของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต่อคำถามของบีบีซีว่าการเป็นนักการเมืองเป็นเป้าหมายของเขามาโดยตลอดหรือเปล่า

นี่คือคำให้สัมภาษณ์ของพิธาเมื่อเดือน พ.ค. หลังจากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ชนะเลือกตั้งพาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เข้าสภาได้เป็นอันดับหนึ่ง 151 ที่นั่ง เขายังแสดงถึงเป้าหมายที่แน่วแน่ทางการเมืองด้วยว่า เตรียมตัวมา 20-30 ปีแล้ว "ที่จะนำรัฐบาล"

พิธา ในวัย 42 ปี กับดีกรีการศึกษาปริญญาโทจากฮาร์วาร์ดและเอ็มไอที มหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ กำลังอยู่ในสถานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30

ชีวิตบนเส้นทางการเมืองของพิธา เริ่มต้นอย่างเป็นทางการจากการเป็นผู้แทนราษฎรสมัยแรก ในนามพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เมื่อปี 2562 แต่หากย้อนดูการเกาะเกี่ยวในแวดวงการเมือง พิธาเคยทำงานในทีมของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก่อนไปเรียนต่อทางด้านการเมืองที่วิทยาลัยฮาร์วาร์ดเคนเนดี (Harvard Kennedy School) วิทยาลัยด้านการเมืองการปกครองของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พ่วงด้วยปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจที่วิทยาลัยด้านการจัดการสโลน แห่งมหาวิทยาลัยเอ็มไอที (MIT-Sloan School of Management)

นิวซีแลนด์ และธรรมศาสตร์

พิธาเล่าว่า ช่วงชีวิตวัยมัธยมที่เมืองแฮมิลตัน ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้เขาเริ่มเข้าใจว่า “การเมือง” คืออะไร และนายกรัฐมนตรี เป็นใคร จากการอาศัยอยู่กับครอบครัวของโฮสต์ที่สนใจข่าวสารการเมือง ทำให้เป็นช่วงชีวิตที่ได้ซึมซับความรู้ความเข้าใจพื้นฐานการเมืองในช่วงนั้น

"พวกเขา (ครอบครัวแมคอินทอช) สนใจการเมืองเสมอ โทรทัศน์เล่นข่าวการเมืองตลอด รวมถึงการอภิปรายในสภา ผมเลยเข้าใจว่าการเมืองคืออะไรตอนที่ผมอายุ 12-13 ปี" พิธากล่าวกับบีบีซี

หลังจากเรียนจบชั้นมัธยม พิธากลับมาเมืองไทย และเข้าศึกษาต่อด้านบริหารธุรกิจที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ภาคภาษาอังกฤษ หรือหลักสูตร BBA ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ career fact ว่า อันที่จริงเขาอยากจะเรียนต่อทางด้านวิศวกรรม แต่คุณพ่ออยากให้เบนเข็มมาทางด้านบริหารธุรกิจมากกว่า สุดท้ายพิธาจบการศึกษาในสาขาการเงินด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

หากชีวิตวัยมัธยมเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เข้าใจคำว่า “การเมือง” จากการอยู่ต่างประเทศ ช่วงชีวิตการเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ก็เป็นช่วงชีวิตที่พิธาเริ่มเข้าใจการเมืองใน "บริบทแบบไทย ๆ" มากขึ้น หลังจากได้อยู่ในบรรยากาศของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุของประวัติศาสตร์การเมืองในเหตุการณ์เดือนตุลาฯ และคำบอกเล่าเรื่องในรั้วแม่โดมจากผู้เป็นแม่ซึ่งเป็นศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์

epa

ที่มาของภาพ, EPA

นักเรียนการเมืองฮาร์วาร์ด

ช่วงหนึ่งในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซี พิธาเล่าว่าขณะเรียนที่ฮาร์วาร์ด เขาได้เข้าในชั้นเรียนหนึ่งมีชื่อวิชาว่า “วิธีชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาล” เป็นชั้นเรียนที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการวางเส้นทางหาเสียง การขึ้นปราศรัย การจัดทำโพล จึงไม่น่าแปลกใจว่า จังหวะจะโคนของพิธาในช่วงของการหาเสียงหรือการดีเบตนโยบายกับพรรคการเมืองอื่น น่าจะมีกลิ่นอายที่ฟูมฟักมาจากห้องเรียนที่ฮาร์วาร์ดไม่มากก็น้อย

ส่วนประสบการณ์นอกมหาวิทยาลัย พิธาเปิดเผยว่าตอนอยู่ที่รัฐเท็กซัส ระหว่างได้ทุนตอนเรียนธรรมศาสตร์ ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสบรรยากาศของแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ ที่มีการชิงชัยกันระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู บุช จากพรรครีพับลิกัน กับนายอัล กอร์ จากพรรคเดโมแครต เมื่อปี 2543-2544 และได้เป็นอาสาหาเสียงในเมืองออสตินด้วย

ข้าราชการการเมืองในรัฐบาลทักษิณ

ครอบครัวของพิธา ทั้งบิดาและอา อยู่ในวงการเมืองในสมัยรัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

บิดาของเขา พงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้เป็นอา เป็น "คนใกล้ชิดอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร" โดยเว็บไซต์ผู้จัดการ เขียนถึงความสัมพันธ์ระหว่างผดุงกับทักษิณไว้ว่า เกิดขึ้น "ตั้งแต่ทำงานเอสซี แอสเสท และเด่นชัดมากขึ้นเมื่อทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี แทบจะเป็นเงาหิ้วกระเป๋า-ถือโทรศัพท์ตามติด"

หลังเรียนจบปริญญาตรี พิธาเข้าทำงานในภาคเอกชนในตำแหน่งที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัท Boston Consulting Group (BCG) งานสำคัญในช่วงนั้นคือ ที่ปรึกษาภาครัฐในการสร้างยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของรัฐวิสาหกิจ หลังเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547 การงานในช่วงนี้ปูทางให้พิธาได้เข้าทำงานในทีมที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง ของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งเป็นรองนายกฯ

"ตอนนั้นตามไปอยู่ที่กระทรวงการคลังได้ไม่กี่อาทิตย์ หลังจากนั้นก็ไปอยู่กระทรวงพาณิชย์ที่สนามบินน้ำ ตอนนั้นท่าน (สมคิด) เป็นรองนายกฯ ด้วย ก็ได้มีโอกาสได้เข้าสู่ทำเนียบ ตอนนั้นก็น่าจะสัก 2547-2549 ผมก็ไปเรียนปริญญาโทการเมืองการปกครองที่อเมริกา ท่านนายกฯ ทักษิณ ก็เป็นคนเซ็น recommendation (จดหมายแนะนำ) ไปเรียนการเมืองที่โน่น ผมก็ไปเรียน 2 ใบนะครับ ปริญญาโทการเมืองการปกครอง แล้วก็เรียนบริหารธุรกิจแบบ MBA ทั่วไป 2 ใบรวมกัน" พิธา เปิดเผยกับวอยซ์ทีวี เมื่อเดือน ม.ค. 2566 เกี่ยวกับช่วงชีวิตข้าราชการการเมืองที่ช่วยงานอดีตรองนายกฯ สมคิด

AFP/Getty Images

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

ซีอีโอ

ชีวิตอีกบทหนึ่งของพิธาที่เปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนของชีวิต คือการสูญเสียคุณพ่อ นายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ขณะที่เขากำลังเรียนปริญญาโทอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

การจากไปของพ่อ ทำให้พิธาที่อายุ 26 ปีในเวลานั้น กลายมาเป็นหัวหน้าครอบครัวและก้าวขึ้นมาดูแลธุรกิจผลิตน้ำมันจากรำข้าวของบริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด ซึ่งเพิ่งจะเริ่มก่อตั้ง พร้อม ๆ กับหนี้จากธนาคารที่กู้มาลงทุนนับร้อยล้านบาท

"ช่วงเวลานั้นเป็นเหมือนไฟท์บังคับ ไม่มีเวลาให้อ่อนแอให้คนอื่นเห็นเลย เพราะบ่าข้างหนึ่งของผมในฐานะลูกคนโต ต้องดูแลครอบครัวและธุรกิจของที่บ้าน ที่เราไปกู้มาเป็นร้อยล้าน บ่าอีกข้างผมต้องรับภาระดูแลพนักงานของเราซึ่งมี 50-60 คน ไม่รวมครอบครัวของเขาอีก" พิธา ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐ เมื่อปี 2555

พิธาเคยเปิดเผยต่อสื่อว่า แรกเริ่มที่เข้าไปทำธุรกิจ ก็ประสบปัญหาเรื่องเครื่องจักร ทำให้สูญเงินไปเปล่า ๆ วันละ 2 ล้าน จนเหลือเงินก้อนสุดท้าย 2 ล้านบาท ในที่สุดน้ำมันสีทองจากรำข้าวก็ออกมาจากเงินก้อนสุดท้ายนั้น หลังจากนั้นต้องกู้เงินธนาคารอีก 70 ล้านบาท เพื่อมาต่อยอดธุรกิจ เขาเคยบอกว่า กว่าจะแก้ปมธุรกิจในช่วงแรกเริ่มได้ ต้องใช้เวลาราว 5 เดือน

หลังจากนั้น ซีอีโอ อกริฟู้ด ค่อย ๆ เริ่มมีกำไรมากขึ้น จนแตะระดับหลักร้อยล้าน ก่อนมียอดส่งออกปีละเป็นพันล้าน ซึ่งหากดูจากงบการเงินของบริษัท ปรากฏตัวเลขว่าทำรายได้สูงสุดในปี 2555 เป็นจำนวน 1,045 ล้านบาท

บทสัมภาษณ์ต่อสื่อหลายแขนง ยังเปิดเผยถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับธุรกิจการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรของพิธาว่า ประเทศไทยขายข้าวได้เป็นหมื่นล้านตัน แต่ทำมากได้น้อย ต่างจากต่างชาติที่ทำน้อยแต่ได้มาก เพราะการสร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมภาพลักษณ์ ดังนั้น ประเทศไทยต้องเป็นคนตั้งราคาตลาดโลก ด้วยการสร้างมูลค่าของสินค้าที่สามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรของประเทศไทยได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม พิธาบริหารซีอีโอ อกริฟู้ด จนถึงปี 2560 ซึ่งในช่วงปี 2558-2562 บริษัทเริ่มมีกำไรน้อยลงและประสบปัญหาขาดทุน หลังจากนั้นในปี 2562 มีผู้ถือหุ้นต่างชาติชาวสิงคโปร์เข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 49% ของทุนจดทะเบียน 98 ล้านบาท และได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ออยล์ฟอร์ไลฟ์ ในปี 2563

 AFP/Getty Images

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

อนาคตใหม่ สู่ก้าวไกล

หลังจากออกจากกรรมการผู้จัดการบริษัทของครอบครัว พิธาเข้าทำงานในตำแหน่ง Executive Director ของ Grab ประเทศไทย เป็นเวลา 9 เดือน ก่อนที่ในปี 2561 จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และมีชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4 ของพรรค

พิธา เปิดเผยกับบีบีซีว่า จุดเริ่มต้นของการเข้ามาอยู่พรรค อนค. เริ่มจากการสนทนาสั้น ๆ กับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรค อนค. การพูดคุยสั้น ๆ ทำให้เห็นแนวทางเกี่ยวกับนโยบายที่ตรงกัน จึงตัดสินใจร่วมงานการเมืองกับ อนค.

"เขาอยากให้ผมช่วยปฏิรูปการเกษตร นั่นคือความคาดหวังของผมในเวลานั้น" พิธา ระบุ

การเลือกตั้งปี 2562 ส่งให้พิธาได้เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ บทบาทการเป็นผู้แทนราษฎรของพิธาเน้นไปทางด้านนโยบายการเกษตรและการแก้ไขปัญหาที่ดิน โดยพิธาได้นั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของสภาผู้แทนราษฎร

เขายังเป็นที่กล่าวถึงจากการอภิปรายปัญหาการเกษตรและที่ดินของประเทศไทยในสภา ด้วยการเปรียบเปรยเป็น "กระดุม 5 เม็ด" จนแม้แต่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังเอ่ยปากชมการอภิปรายว่าสร้างสรรค์และไม่ปฏิเสธข้อเสนอ

อนค. ทำหน้าที่ในสภาไปราวหนึ่งปี ก็ต้องเผชิญกับ "นิติสงคราม" จากการถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค พร้อมตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคเมื่อ 3 ปีที่แล้ว พิธาจำต้องรับไม้ต่อขึ้นเป็นผู้นำพรรคคนใหม่ที่พา ส.ส. ของพรรคที่เหลือไปต่อในสภา

THAI NEWS PIX

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, 21 ก.พ. 2563 ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่ จากกรณีพรรคกู้เงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 191 ล้านบาทอดีตแกนนำพรรค วางตัวพิธา ในการเป็นผู้นำให้กับ ส.ส. ที่เหลือ หลังจากกรรมการบริหารพรรค 11 คน ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี

ท่ามกลางสภาวะของพรรคที่แกนนำพรรครุ่นแรกถูกตัดสิทธิทางการเมือง พิธากล่าว ณ ที่ทำการพรรคขณะรับหน้าที่ผู้นำพรรคคนต่อไปว่า เขาไม่ใช่ "ดาวฤกษ์" อย่างกรรมการบริหารพรรคชุดที่ถูกยุบ แต่จากประสบการณ์เวลาที่มืดมนที่สุด "หิ่งห้อยมารวมกัน ยังเกิดความสว่างขึ้นมาได้"

"ภาวะผู้นำที่ดีคือการสร้างผู้นำที่เก่งกว่าผม ถึงเราจะไม่ใช่ดาวฤกษ์อย่างพวกเขา แต่เราจะเป็นดาวกระจายที่เมื่อรวมตัวเมื่อไหร่ก็จะสว่างเท่าเดิมในเวลาที่สังคมไทยต้องการที่สุด" นี่คือคำกล่าวของพิธา เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2563

อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาของพรรคอนาคตใหม่ ต่อเนื่องมาถึงก้าวไกล ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ของการทำหน้าที่ในสภา และทำให้ประชาชนติดตามการประชุมสภามากขึ้น แม้ผลงานการ "ซักฟอก" ที่โดดเด่นในสภา ไม่อาจล้มรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ แต่พิธาเคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า ความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นแล้ว และคิดว่าวันหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้ แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มี "แรงเฉื่อย" เกิดขึ้นอยู่ก็ตาม

"ผมเชื่อว่า มันกำลังมาเรื่อย ๆ เรากำลังสะสมชัยชนะของเราไปเรื่อย ๆ ถ้าถึงวันนึงมันถึงจุดที่มันดีดนิ้วเมื่อไหร่ มันจะไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ" พิธากล่าวเมื่อเดือน มี.ค. 2566 หรือราวสองเดือนก่อนการเลือกตั้ง

นักวิ่งมาราธอน กับนักสควอช

อีกหนึ่งคำถามในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซี พิธาตอบเกี่ยวกับความเหมือน-ต่าง ระหว่างตัวเขา กับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โดยพิธาบอกว่า พวกเขาทั้งคู่เหมือนนักกีฬาต่างชนิดที่มี "ทาง" คนละอย่างกัน

"คุณธนาธร และผม เขาเป็นนักวิ่งอัลตรามาราธอน เขาวิ่งได้ 100 กิโลเมตร ผมเป็นนักเล่นสควอช ถ้าเทียบเขากับผมในลานสควอช ผมชนะเขาสบาย ๆ แต่ถ้าให้ผมไปวิ่ง 100 กิโลเมตรแบบเขา ผมคงตายตั้งแต่ 10 กิโลเมตรแรก เราต่างกัน และผมคิดว่ามันไม่ดีนักที่จะเทียบเขากับผม เพราะเราทุกคนล้วนต่างกัน เราควรมุ่งเน้นที่ความแข็งแกร่งของเราเอง เราจะแสดงจุดแข็งของเราเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเรา เขาและผมมีเป้าหมายสะสมร่วมกัน แต่กระบวนการของเรา วิธีการบริหารของเราอาจต่างกัน เพราะเราเป็นมนุษย์ที่แตกต่างกัน ผมจะสนใจที่เกมของผม สไตล์ของผม สนที่จังหวะของผม เขาก็มุ่งไปที่สไตล์ของเขา จังหวะของเขา แต่ผมคิดว่า เวลาเราทำงานร่วมกัน เราประสานพลังกันแบบ 1 บวก 1 เท่ากับ 3" พิธากล่าว

นี่คือความคิด-ความเป็นมาฉบับย่นย่อของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ที่ประกาศก่อนวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 ก.ค. ว่า พร้อมแล้วที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของทุกคน

“แม้ว่าท่านจะเลือกพรรคไหน มีความเห็นทางการเมืองอย่างไร ปรารถนาสังคมแบบไหน ผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศที่โอบรับความฝันอันหลากหลายของทุกคนได้ หากนี่คือสิ่งที่ท่านอยากเห็น ให้โอกาสประเทศไทยได้เดินไปข้างหน้า ด้วยการบริหารของรัฐบาลพรรคร่วม 8 พรรค ที่นำโดยนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์...”