เกาะติดรัฐสภา 13 ก.ค. วันโหวต พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ

บีบีซีไทยเกาะติดสถานการณ์ในวันเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30

รายงานสด

  1. สิ้นสุดการรายงานสด

    ทีมข่าวบีบีซีไทย ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการรายงานสดการประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยมาจนถึงเวลานี้ พรุ่งนี้ บีบีซีไทยจะติดตามเส้นทางสู่การได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต่อไป

  2. น้ำตาผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล หลัง พิธา โหวตนายกฯ ไม่ผ่าน

    "คุณเป็นข้าราชการของแผ่นดิน... คุณกินภาษีประชาชน แล้วคุณทรยศประชาชน ขอให้คุณ (ส.ว.) โชคดีค่ะ" ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล ที่เกาะติดผลโหวตนายกฯ ณ จุดชุมนุมใกล้รัฐสภา กล่าว

    คำบรรยายวิดีโอ, น้ำตาผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล หลัง พิธา โหวตนายกฯ ไม่ผ่าน
  3. ส.ว. เห็นชอบให้พิธาเป็นนายกฯ 13 เสียง

    senators vote for Pita

    เสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี จากทั้งหมด 250 เสียง ลงมติเห็นชอบให้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ เพียง 13 เสียง

    หากดูผลการลงมติเฉพาะ ส.ว. เสียงส่วนใหญ่ได้ลงมติงดออกเสียงเป็นจำนวน 159 คน ตามด้วย ส.ว. ที่ขาดประชุมหรือเลือกที่จะไม่ลงคะแนน 43 คน และลงมติไม่เห็นชอบทั้งสิ้น 34 คน

    ใน ส.ว. 13 เสียงที่โหวตเห็นชอบให้พิธา มี ส.ว. เพียงไม่กี่รายเท่านั้น ที่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะว่าจะลงมติเห็นชอบ เช่น นายมณเฑียร บุญตัน นายวันชัย สอนศิริ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ และนางประภาศรี สุฉันทบุตร

    สำหรับ ศ.เกียรติคุณ ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ เป็นข้าราชการบำนาญและกรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล เคยเป็น ผอ. ฝ่ายอาหารและโภชนาการขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ข้าราชการบำนาญและกรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล และที่ปรึกษาโครงการพระราชดำรัสสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

    บทบาทในสภาของ ศ.เกียรติคุณ ไกรสิทธิ์ เป็นประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย - อิสราเอล ซึ่งกลุ่มนี้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะ ส.ส. สมัยที่แล้ว ได้นั่งเป็นที่ปรึกษากลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย - อิสราเอลนี้ด้วย

    ส่วน ส.ว. ซากีย์ พิทักษ์คุมพล เป็นนักวิชาการและเป็นบุตรชายของนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี โดยการลงมตินายกฯ เมื่อปี 2562 นายซากีย์ โหวตให้ความเห็นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

  4. ลีลาสุดท้ายพิธาหลังพลาดโหวตนายกฯ

    คำบรรยายวิดีโอ, พิธาพลาดโหวตนายกฯ

    พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกฯ นำลูกพรรคไหว้ขอบคุณในสภา หลังทราบผลลงมติโหวตเลือกนายกฯ ที่รัฐสภามีมติ "ไม่เห็นชอบ" ให้เจ้าตัวดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30

  5. ผลการโหวตนายกฯ 13 ก.ค. แยกรายพรรค

    ผลการโหวต คะแนนแยกรายพรรค

    พิธา ได้เสียงสนับสนุนไม่พอต่อการเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เนื่องจาก ส.ว. ส่วนใหญ่ยังคงงดออกเสียง และพรรคการเมืองหลักในขั้วรัฐบาลเดิม ได้แก่ พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย รวมถึงรวมไทยสร้างชาติ พร้อมใจกันโหวตไม่เห็นชอบ

    ผลการลงมติเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ในวันนี้ (13 ก.ค.) มีผลออกมาแล้วอย่างเป็นทางการ ผลปรากฏว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเพียงคนเดียวในวันนี้ ได้รับเสียงสนับสนุนไม่เพียงพอ โดยได้รับเสียง “เห็นชอบ” เพียง 324 เสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ทำให้นายพิธายังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากการโหวตของรัฐสภาในวันนี้

    ทั้งนี้ หากดูผลการลงมติแยกรายพรรค จะพบว่ากลุ่มพรรคร่วม 8 พรรค โหวตสนับสนุนนายพิธาอย่างพร้อมเพรียง โดย ส.ส. ทุกคนของทั้ง 8 พรรคร่วม โหวต “เห็นชอบ” ให้นายพิธาอย่างไม่แตกแถว มีเพียง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา จากพรรคประชาชาติ ซึ่งทำหน้าที่ประธานรัฐสภา งดออกเสียงตามธรรมเนียมทางการเมือง

    สำหรับกลุ่มพรรคการเมืองจากขั้วรัฐบาลเดิม พบว่าพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมี ส.ส. จำนวนมากที่เคยอยู่พรรคการเมืองที่อยู่ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เดิม ล้วนออกเสียง “ไม่เห็นชอบ” อย่างพร้อมเพรียงกัน นอกจากนี้ยังมี ส.ส. จากพรรคท้องที่ไทยและพรรคประชาธิปไตยใหม่ ที่โหวตไม่เห็นชอบนายพิธาเช่นเดียวกัน

    ในขณะที่พรรคการเมืองที่อยู่ในขั้วรัฐบาลเดิม แต่ยังไม่เคยประกาศไม่จับมือกับพรรคก้าวไกลอย่างเป็นทางการ ได้แก่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนากล้า ส.ส. ทุกคนในพรรคเหล่านี้ล้วน “งดออกเสียง” อย่างพร้อมเพรียง

    ทางด้าน ส.ว. พบว่า ส.ว. ส่วนใหญ่จำนวน 159 คนเลือก “งดออกเสียง” โดยมีเพียงส่วนน้อย 13 คนเท่านั้นที่โหวต “เห็นชอบ” ให้กับนายพิธา นอกจากนี้สิ่งที่น่าสังเกตเพิ่มเติมก็คือ มี ส.ว. จำนวนถึง 43 คนที่เลือกที่จะขาดประชุมและไม่มาลงคะแนนเลยในวันนี้

  6. ผลการลงมติอย่างเป็นทางการ พิธา ขาด 51 เสียง "ยังไม่ได้เป็นนายกฯ"

    คะแนนโหวตอย่างเป็นทางการ

    ภายหลังกระบวนการลงมติและตรวจนับคะแนนนาน 2 ชม. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ประกาศคะแนนว่า ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติ “ไม่เห็นชอบ” ให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้ลงคะแนนเห็นชอบ 324 ต่อ 182 งดออกเสียง 199 โดยมีสมาชิกรัฐสภาขาดประชุมไม่มาลงคะแนนทั้งสิ้น 44 คน

    ขณะที่คะแนนขั้นต่ำตามรัฐธรรมนูญ 2560 นายพิธาต้องได้ 375 คะแนนขึ้นไป จากสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสองสภา 749 คน นั่นเท่ากับว่า นายพิธาขาดเสียงสนับสนุนไป 51 เสียง

  7. ชทพ. ลงมติผิด ก่อนขอเปลี่ยนการลงมติใหม่

    ในระหว่างการลงคะแนน ปรากฏว่านายนพดล มาตรศรี ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ได้ขานมติ “เห็นชอบ” ให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ ขณะที่มติของที่ประชุม ส.ส. พรรค ชพท. 10 คน ให้ลงมติ “งดออกเสียง” สร้างความฮือฮาให้แก่เพื่อนสมาชิก

    ต่อมา เมื่อสมาชิกลงคะแนนกันครบถ้วนทั้งสภา ประธานได้เปิดโอกาสให้สมาชิกที่ไม่อยู่ในห้องประชุมขณะขานชื่อ แล้วมาลงมติไม่ทัน ได้ลงมติเพิ่มเติม

    ในระหว่างนี้นายนพดลได้ขอแก้ไขการจากลงมติของตัวเอง จาก “เห็นชอบ” เป็น “งดออกเสียง”

    ประธานรัฐสภาได้ให้โอกาสนายนพดลขานมติใหม่ โดยยกข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 59 ที่ว่าหากยังไม่ปิดการลงมติ ก็สามารถลงมติเพิ่มเติมได้ ทำให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) คัดค้านการวินิจฉัยของประธานสภา โดยให้เหตุผลว่าข้อบังคีบการประชุมรัฐสภา เปิดโอกาสให้คนที่ยังไม่ได้ลงมติได้ลงมติ ไม่ใช่ให้คนทรี่ลงมติแล้วจะมาเปลี่ยน หากทำเช่นนี้ จะเป็นการสร้างมาตรฐานที่ไม่ดี และหากคะแนนแพ้ชนะเพียงไม่กี่คะแนน จะส่งผลอย่างไร

    นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ชี้แจงว่า นายนพดลได้ยื่นหนังสือแจ้งว่าลงมติผิดและจะขอเปลี่ยนตั้งแต่การลงคะแนนยังไม่เสร็จ

  8. ผลการลงมติ 500 คนแรก

    • เห็นชอบ 224 เสียง
    • ไม่เห็นชอบ 119 เสียง
    • งดออกเสียง 126 เสียง
    • ไม่ลงคะแนน/ขาดประชุม 31 คน

    ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ลงมติไปแล้ว 160 คน ในจำนวนนี้ มี ส.ว. เห็นชอบให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ จำนวน 9 เสียง ส่วนมติไม่เห็นชอบมีจำนวน 18 เสียง งดออกเสียง 102 เสียง และไม่ลงคะแนน/ขาดประชุม 31 คน

  9. ผู้ชุมนุมรวมตัวหน้าเวที จับตาโหวตนายกฯ

    ประชาชนหลายร้อยคน จับจองพื้นที่หน้าเวทีชั่วคราว ภายในศูนย์ราชการกรุงเทพฯ เพื่อจับตาการโหวตนายกรัฐมนตรี

    Tossapol Chaisamritpol/bbc thai

    ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/bbc thai

    Tossapol Chaisamritpol/bbc thai

    ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/bbc thai

    Tossapol Chaisamritpol/bbc thai

    ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/bbc thai

    Tossapol Chaisamritpol/bbc thai

    ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/bbc thai

  10. พิธาชี้เลือกนายกฯ ครั้งนี้ คือการคืนความปกติให้ประเทศไทย

    คำบรรยายวิดีโอ, คำกล่าวสุดท้ายของพิธา ก่อนโหวตนายกฯ
  11. “พิธา” เสนอตัวเองให้เป็นฉันทามติใหม่ในความปกติใหม่ของประเทศ

    ในการแสดงวิสัยทัศน์ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ได้กล่าวถึงการทำงานร่วมกันในรัฐสภาก่อนที่จะเชิญชวนให้บรรดาสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดสนับสนุนเพื่อให้โอกาสแก่ประเทศไทย คืนความปกติให้การเมืองไทย

    “ผมอยากจะขอเสนอตัวเองให้เป็นฉันทามติใหม่ในความปกติใหม่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคม ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับเรื่องการเมือง มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อสิ่งใหม่เกิดขึ้นย่อมถูกต่อต้านจากสิ่งเก่า แต่สุดท้าย ผมเชื่อว่าสังคมไทยจะหาจุดลงตัวได้ ซึ่งเป็นจุดลงตัวที่ไม่มีใครได้ทั้งหมด และไม่มีใครเสียทั้งหมด ที่เรายอมรับกันได้แม้จะไม่เห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่จะไปถึงจุดนั้นได้เราต้องสร้างสังคมไทยให้พร้อมรับความแตกต่างหลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา รวมถึงความคิดทางการเมือง และนี่คือก้าวสำคัญในการสร้างฉันทามติใหม่ ทั้งในเรื่องขบวนการจัดการความขัดแย้งด้วยกระบวนการทางประชาธิปไตย”

    เขาอธิบายว่า ฉันทามติใหม่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะคิดเหมือนกัน แต่ฉันทามติใหม่ที่จะสร้างร่วมกันคือ การยึดถือกระบวนการที่เป็นธรรมในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ ของสังคม และควรนำเรื่องที่ผู้คนเห็นแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปฏิรูปกองทัพ การยกเลิกการผูกขาดทางเศรษฐกิจ การจัดการที่ดิน การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด กระบวนการสร้างสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ไขปรับปรุงมาตรา 112 หรืออื่น ๆ มาใช้ข้อยุติร่วมกัน โดยใช้กระบวนการในสภาหรือกลไกทางประชาธิปไตย ที่ไม่ใช่การปะทะกันบนท้องถนน ต้องบริหารจัดการความเห็นต่างไม่ให้กลายเป็นความขัดแย้งด้วยการปกป้องเสรีภาพการแสดงออกให้มีระบบนิติรัฐ มีระบบกฎหมายที่ดี มีกระบวนการยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเจ้าของประเทศเป็นเป้าหมายหลักของรัฐและความมั่นคงของชาติ ก็คือความมั่นคงของประชาชน ไม่ใช่มองประชาชนเป็นศัตรูของชาติ

    “นี่เป็นการเลือกให้โอกาสแก่ประเทศไทย คืนความปกติให้การเมืองไทย ให้สามารถที่จะบอกว่าฉันทามติที่ประชาชนทั้งประเทศได้ตัดสินใจไปแล้วนั้น คือการตัดสินประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่ผมไม่สามารถทำให้สำเร็จด้วยตัวคนเดียว ต้องอาศัยการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภาที่ยึดหลักการ กล้าหาญ และเห็นแก่อนาคตของชาติที่มีประชาชนเป็นหัวใจ ผมขอเชิญชวนทุกท่านอย่าให้ความคลางแคลงใจที่ท่านมีต่อผม ขวางกั้นประเทศไทยไม่ให้เดินต่อตามเสียงและเจตนารมณ์อันแรงกล้าของประชาชน ขอให้การตัดสินใจของท่านนั้นสะท้อนในความหวังของประชาชนและของตัวท่านเอง อย่าให้สะท้อนในความกลัวครับ" นายพิธา กล่าวทิ้งทาย

    นายพิธา ลิมเจริญรัตน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, นายพิธา ลิมเจริญรัตน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล
  12. เช็คเสียง ส.ว. 100 คนแรก

    • เห็นชอบ 5 เสียง
    • ไม่เห็นชอบ 11 เสียง
    • งดออกเสียง 64 เสียง
    • ไม่ลงคะแนน/ขาดประชุม 20 คน
  13. ผลการลงมติ 250 คนแรก

    • เห็นชอบ 117 เสียง
    • ไม่เห็นชอบ 57 เสียง
    • งดออกเสียง 61 เสียง
    • ไม่ลงคะแนน/ขาดประชุม 15 คน

    ในจำนวนนี้มีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ลงมติเห็นชอบ 5 เสียง ไม่เห็นชอบ 9 เสียง งดออกเสียง 51 เสียง และ ไม่ลงคะแนน/ขาดประชุม 15 คน

  14. ผลการลงมติ 120 คนแรก

    • เห็นชอบ 59 เสียง
    • ไม่เห็นชอบ 25 เสียง
    • งดออกเสียง 29 เสียง
    • ไม่ลงคะแนน/ขาดประชุม 7 คน

    ในจำนวนนี้มีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ลงมติเห็นชอบ 3 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง งดออกเสียง 24 เสียง และ ไม่ลงคะแนน/ขาดประชุม 7 คน

  15. 15.51 น. เริ่มการลงมติโหวตนายกรัฐมนตรี

    รัฐสภา

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    เวลา 15.51 น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้สั่งปิดการอภิปราย ก่อนเริ่มลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ คนที่ 30 ด้วยการขานชื่อสมาชิกเรียงลำดับตามตัวอักษร และให้ลงคะแนนด้วยการเปล่งวาจาเป็นรายบุคคลว่า เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือ งดออกเสียง

    ตลอดทั้งวัน ส.ส. และ ส.ว. ใช้เวลาอภิปรายเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของแคนดิเดตนายกฯ ที่ 8 พรรคการเมืองสนับสนุน นานเกือบ 5 ชม. ซึ่งจบเร็วกว่าระยะเวลาที่คณะกรรมการประสาน (วิป) 3 ฝ่ายกำหนดไว้ที่ 6 ชม.

    สำหรับบุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่สองสภา หรือ 375 เสียง จากสมาชิกที่มีอยู่ทั้งหมด 749 เสียง

    สำหรับ 8 พรรคการเมืองที่สนับสนุนนายพิธามีเสียงรวมกัน 312 เสียง เมื่อตัดเสียงของประธานรัฐสภาที่ต้อง “งดออกเสียง” เพื่อความเป็นกลางในการทำหน้าที่ ทำให้นายพิธาต้องตามหาเสียงจาก ส.ส. ต่างขั้ว หรือ ส.ว. อีกอย่างน้อย 63 เสียง ถึงจะผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามรัฐธรรมนูญ

    อย่างไรก็ตามในการประชุมร่วมรัฐสภาวันนี้ มีสมาชิกลงชื่อเข้าร่วมประชุม 715 คน แบ่งเป็น ส.ส. 499 คน และ ส.ว. 216 คน ทั้งนี้มี ส.ว.​ 33 คนแจ้งลาประชุม ในจำนวนนี้มีปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพรวม 6 คน รวมอยู่ด้วย

    ทว่าเมื่อประธานให้กดบัตรแสดงตน มีผู้แสดงตนเพียง 676 คน

  16. พริษฐ์ ชวน ส.ว. โหวตพิธา "คืนความปกติ" การเมืองไทย

    พริษฐ์ วัชรสินธุ

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายชี้แจงข้อกล่าวหาจาก ส.ว. ว่า นโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ล้มล้างการปกครอง และพรรคก้าวไกล ไม่เข้าใจการปกครอง ระบอบการปกครองประชาธิปไตยผ่านระบบรัฐสภา

    เขาเริ่มจากการชี้แจงว่า เจตนาในการเสนอแก้ไขมาตรา 112 นั้นคือ "การพัฒนาและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์และประชาชน"

    พริษฐ์ กล่าวว่า ในมุมมองของพรรคก้าวไกล ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประชาชนจะดีขึ้น จำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ ทั้งเรื่องขอบเขตการบังคับใช้ให้แยกแยะระหว่างการแสดงออกอย่างสุจริต กับการหมิ่นประมาทด้วยความอาฆาตมาดร้าย การปรับอัตราโทษให้ได้สัดส่วน และการจำกัดสิทธิในการร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งตามบทบัญญัติเดิมเป็นการเปิดช่องให้กฎหมายที่มีเจตนาในการคุ้มครองประมุข กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งฝั่งตรงข้าม ดังนั้น การเสนอแก้ไขมาตรา 112 ไม่ได้มีเจตนาเพื่อล้มล้างการปกครอง แต่เป็นเสนอที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    "ฐานความผิด การกำหนดโทษให้สูง จำคุก 3-15 ปี เทียบเท่าโทษของการฆ่าคนโดยไม่เจตนา เป็นโทษที่ไม่ได้สัดส่วนกับฐานความผิดการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์"

    ส.ส. พริษฐ์ ยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาของ ส.ว. อีกประเด็นด้วยว่า พรรคก้าวไกลเข้าใจเป็นอย่างดีว่าระบบรัฐสภาปกตินั้นเป็นอย่างไร แต่ชวนสมาชิกทุกคนตั้งสติร่วมกันว่าคำถามสำคัญ ไม่ใช่การที่ ส.ส. และ ส.ว. 750 คน มีความคิดเห็นอย่างไรต่อคุณสมบัติของพิธาในการดำรงตำแหน่งนายกฯหรือความคิดเห็นอย่างไร แต่สมาชิกพร้อมจะเคารพเสียงของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค. หรือไม่

    "ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่แล้ว ในการแปร 1 สิทธิ 1 เสียงของประชาชนที่มี ค แตกต่างหลากหลาย ออกมาเป้นผู้แทนราษฎร 500 คน ที่เป็นตัวแทนของชุดความคิดที่แตกต่างหลากหลายที่ปรากฏอยู่ในสังคม"

    พริษฐ์ ยังกล่าวด้วยว่าหากเป็นระบบรัฐสภาในภาวะปกติ ควรจะทราบได้แล้วว่าใครเป็นนายกฯ "แต่ข่าวร้ายของประเทศไทยและประชาชน 60 กว่าล้านคน คือ ประเทศเรานั้นไม่ได้อยู่ในสภาวะการเมืองที่ปกติ" พร้อมกับกล่าวไปยัง ส.ว.ว่า การลงมติเลือกนายพิธา เป็นนายกฯ จะเป็นการคืนความปกติให้กับการเมืองไทยและเคารพเสียงของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง

    "การขานชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าท่านไว้วางใจบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง แต่การให้ความเห็นชอบพิธา ในวันนี้ ในที่ประชุมร่วมกันในรัฐสภาแห่งนี้ คือการให้ความเห็นชอบ กับการคืนความปกติให้กับการเมืองไทย และการให้ความเห็นชอบให้ประชาธิปไตยได้เดินหน้าต่อ และการให้ความเห็นชอบกับการเคารพเสียงของประชาชนผ่านผลการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

  17. สื่อโลกติดตามโหวตเลือกนายกฯ ไทยในสภาใกล้ชิด

    บีบีซี ซีเอ็นเอ็น และสำนักข่าวต่างประเทศอีกหลายสำนัก เกาะติดรายงานข่าวการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย โดยซีเอ็นเอ็นรายงานว่า นี่เป็น “ห้วงเวลาสำคัญของอนาคตประชาธิปไตยในประเทศที่ปกครองโดยรัฐบาลที่สนับสนุนโดยกองทัพมาเกือบทศวรรษ”

    “ประชาธิปไตยไทย เผชิญห้วงเวลาสำคัญในการโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ ในรัฐสภา” ซีเอ็นเอ็น พาดหัว

    ซีเอ็นเอ็น ระบุว่า ผลการโหวตเลือกนายกฯ ในที่ประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 13 ก.ค. จะสะท้อนว่า ชนชั้นปกครองจะยอมรับ “สิ่งที่ประชาชนเลือก” คือ พรรคร่วมรัฐบาลฝ่ายค้านสายก้าวหน้า เมื่อวันที่ 14 พ.ค. หรือไม่

    “พิธาไม่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย เพราะพรรคก้าวไกลมีนโยบายแก้ไขและยกเลิกมาตรา 112 อย่างที่ 2 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยคุณสมบัติ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า เขาไม่เหมาะสม” เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็น

    ด้านบีบีซี พาดหัวข่าวว่า “ผู้นำสายปฏิรูปของไทยเผชิญกับการโหวตเลือกนายกฯ ที่ไร้ความแน่นอน” พร้อมรายงานว่า พิธาเผชิญกับอุปสรรคมากมาย รวมถึงการที่ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ ส.ส. จากกรณีถือหุ้นสื่อ แม้ว่า บริษัทสื่อนั้นจะไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมา 15 ปีแล้วก็ตาม

    อ้างอิง:

    .

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

  18. คาดลงมติเร็วขึ้นเป็น 16.00 น.

    รัฐสภา

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    เวลา 15.10 น. นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้ขอให้ประธานรัฐสภาตรวจสอบเวลาการอภิปรายของฝ่ายต่าง ๆ ไม่เช่นนั้นจะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่งาม

    สำหรับข้อตกลงของคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ประกอบด้วย วิปวุฒิสภา, วิปพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล และวิปรัฐบาลรักษาการ กำหนดให้ ส.ว. มีเวลาอภิปราย 2 ชม. และ ส.ส. 4 ชม. รวมแล้ว 6 ชม.

    นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา แจ้งว่า ฝ่าย ส.ว. เหลือเวลาอภิปราย 3.35 นาที ฝ่าย 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เหลือเวลา 13.47 นาที ขณะที่ฝ่าย 10 พรรค เหลือเวลาถึง 1.05 ชม

    นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า การอภิปรายเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญเพราะเป็นการเลือกนายกฯ จึงอยากจะผ่อนผันให้ผู้ถูกพาดพิงได้ชี้แจงตามสมควร อาจเกิน 5-10 นาที เพื่อความกระจ่างที่สมาชิกจะลงมติตอนสุดท้าย

    ประธานรัฐสภาคาดว่า จะเริ่มลงมติได้ในเวลา 16.00 น. ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิม 1 ชม

  19. ส.ว.สมชาย ชี้เลิกอ้าง 14 ล้านเสียงเป็นเสียงข้างมาก

    นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อภิปรายเกี่ยวกับการลงมติเลือกนายกฯ ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีระบบการเลือกนายกฯ โดยตรง ดังที่มีกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลที่เขาเรียกว่า "แก้วสามประการ" ซึ่งได้แก่ สมาชิกในสภา มวลชนบนท้องถนน และ "กองทัพอวตารในโซเชียล" มาบังคับ ส.ว.ให้ต้องเลือกนายกฯ ตามเสียงข้างมากด้วย ทั้งที่ ส.ว. ได้ลงมติในการปิดสวิตช์ตัวเองไปแล้ว แต่ก็ยังมีการ "อ้อนวอน" เพื่อขุดให้ ส.ว. ลุกมาเปิดสวิตช์ตัวเองอีกครั้ง

    นายสมชายกล่าวด้วยว่า ส.ว. ทั้งหมด 250 คน ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างสมบูรณ์ มีสิทธิและคะแนนเสียงเช่นเดียว ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง แม้ว่าจะมาจากระบบการสรรหา

    นายสมชาย ยืนยันว่า ในการโหวตเลือกนายกฯ วันนี้ เขา "สบายใจ" ในการทำหน้าที่โดยไม่เกรงกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเชื่อว่า สมาชิกรัฐสภาเคารพเสียงของการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับพรรคการเมืองใด รวมถึงเคารพเสียงของประชาชนที่ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศรวมกัน 67 ล้านคน

    "หลังจากเราเลือกวันนี้เสร็จแล้ว ไม่ว่าพิธาจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่ก็ตาม เราเลิกอ้างเรื่องเสียงข้างมาก 14 ล้านคน แล้วบังคับคนทั้งประเทศว่าจะต้องเปิดสวิตช์ ส.ว. มาให้เห็นด้วย และห้ามเห็นด้วยกับคนอื่น ยกเว้นนายพิธา อันนี้ผิดหลัก ผิดหลักประชาธิปไตย มันเป็นเผด็จการ" ส.ว.สมชายกล่าว

    สมชาย แสวงการ

    ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา

  20. เสรี สุวรรณภานนท์ ย้ำ ตนไม่โหวตให้พิธา ชี้ก้าวไกลสนับสนุนให้คนละเมิดสถาบันฯ

    เสรี สุวรรณภานนท์

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ได้กล่าวในการประชุมร่วมรัฐสภาวันนี้ (13 ก.ค.) ว่า หลังช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ตนและ ส.ว. คนอื่น ๆ ถูกกดดันและสอบถามอยู่บ่อยครั้ง ว่าจะไม่เลือกนายพิธาตามฉันทามติของประชาชนหรือ โดยนายเสรีระบุว่า ถึงอย่างไรตนก็ไม่สามารถโหวตสนับสนุนนายพิธาได้ เนื่องด้วยตามรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดให้ ส.ว. ทำหน้าที่ร่วมเลือกบุคคลที่ “สมควร” จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต้องไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ตนมองว่านายพิธาขาดคุณสมบัติดังกล่าวจากกรณีการถือหุ้นสื่อ

    นอกจากนี้ นายเสรียังระบุด้วยว่า นายพิธาและพรรคก้าวไกลยังไม่ได้ฉันทามติจากประชาชนในการเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากได้เสียงสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ 14 ล้านเสียง ไม่ใช่ 25 ล้านเสียงหรือ 30 ล้านเสียงอย่างที่มีการพูด ๆ กัน เนื่องจากแม้ว่า 8 พรรคร่วมจะรวมเสียง ส.ส. ได้ถึง 312 เสียง แต่ต้องไม่ลืมว่าคนที่เลือกพรรคอื่น ๆ ไม่ได้เลือกนายพิธาเป็นนายกฯ

    “เสียงที่สนับสนุนคุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี จากพรรคการเมืองถึง 8 พรรค รวมกันได้ 312 เสียง มีประชาชนลงกันให้ 25 ล้านเสียงรวมกันแล้ว แต่พรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียง 14 ล้านเสียง... เสียงที่เหลือเป็นของพรรคอื่นครับ พรรคอื่นที่ประชาชนลงคะแนนให้ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ได้คะแนนจากพี่น้องประชาชนถึง 10 ล้านเสียง ไม่น้อยนะครับ ได้รับจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกัน แต่พี่น้องประชาชนของแต่ละพรรคเหล่านั้นที่ท่านไปรวม MOU มา 7-8 พรรค เค้าไม่ได้เลือกคุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ” นายเสรีระบุ

    นอกจากนี้ สมาชิกวุฒิสภารายนี้ยังย้ำด้วยว่า เนื่องจากตนเป็น ส.ว. ที่มีหน้าที่ในการต้องปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ถึงอย่างไรตนก็คงสนับสนุนนายพิธาหรือพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลไม่ได้ เนื่องด้วยพฤติกรรมที่ผ่านมาของพรรคก้าวไกลที่ตนมองว่าเป็นการสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน รวมถึงประชาชนโดยทั่วไป ล่วงละเมิดสถาบันฯ อยู่เนืองๆ และเมื่อเกิดเหตุละเมิดดังกล่าวนี้แล้ว ตนไม่เคยเห็นหัวหน้าพรรคก้าวไกลออกมาห้ามปราม

    "แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่มีการห้ามปราม กลับไปช่วยกันทั้งประกันตัว ไปให้กำลังใจ ไปขึ้นเวที เมื่อเด็กถามว่าจะแก้ไขมาตรา 112 หรือจะยกเลิก ท่านก็บอกว่าจะแก้ไข ถ้าแก้ไขไม่ได้จะยกเลิก แล้วก็ไปติดสติ๊กเกอร์ในส่วนที่ยกเลิกมาตรา 112 ... สมาชิกวุฒิสภาไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องที่จะทำอะไรก็ตาม ถ้าทำได้ตามกฏหมาย แต่สิ่งที่ทำปรากฏชัดเจนว่าเป็นการล้มล้าง ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วจะให้ทางผมเองหรือสมาชิกวุฒิสภาเอง ไปสนับสนุนให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไปบริหารประเทศนั้นมันก็จะผิดวิสัย" นายเสรีกล่าว