"เมื่อความตายมาจากท้องฟ้า แล้วจะให้ฉันซ่อนตัวที่ไหนในกาซา"

Palestinians walk amid the rubble of destroyed and damaged building in the heavily bombarded city centre of Khan Yunis in the southern Gaza Strip following overnight Israeli shelling, on 10 October 2023

ที่มาของภาพ, AFP

"ทุกครั้งที่มีการโจมตี มันรู้สึกราวกับมีแผ่นดินไหว ฉันรู้สึกถึงเสียงเต้นรัวของหัวใจด้วยความหวาดกลัว และตัวฉันก็สั่นเทา" นาดียา (นามสมมติ) บอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซี

เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา เธอต้องลืมตาตื่นขึ้นเพราะเสียงจากประตูและหน้าต่างที่แตกระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ

"การระดมยิงเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 8.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) และต่อเนื่องไปจนถึงเที่ยงคืน โดยไม่หยุดแม้แต่วินาทีเดียว"

นาดียาอาศัยอยู่ในแฟลตที่เพิ่งซื้อและตกแต่งเสร็จ กับลูกชายสองคน คนแรกอายุ 5 ขวบ ส่วนอีกคนอายุเพียง 3 เดือนเท่านั้น ส่วนสามีต้องออกไปช่วยผู้คนที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะเขาทำงานให้กับองค์กรช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์จากนานาชาติแห่งหนึ่ง

ลูกชายคนโตถามเธอด้วยความตื่นตระหนกว่า "เกิดอะไรขึ้นครับ แล้วเมื่อไหร่จะจบสิ้น"

สิ่งเดียวที่ผู้เป็นแม่ทำได้คือ พยายามปลอบให้ลูกชายผ่อนคลายลงว่า "การได้ยินเสียงระเบิดมักเกิดขึ้นช้ากว่าที่มันเกิดระเบิดขึ้นจริงนะ" ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้ว่ายังปลอดภัย เธอบอกว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เด็กวัย 5 ขวบเข้าใจสถานการณ์ในตอนนั้น

แต่ว่า แรงสั่นสะเทือนจากการระเบิดรุนแรงกลับทำให้ทารกน้อยมีอาการชักและไม่ยอมรับประทานอาหาร

A fireball erupts after an Israeli air strike in Gaza City on 9 October 2023

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, เกิดเพลิงไหม้หลังจากกองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศในเขตกาซา

ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน นาดียายังคงปฏิเสธที่จะย้ายออกจากบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำของเธอ แต่ในช่วงกลางดึกของวันจันทร์ เธอได้ยินเสียงจากเพื่อนบ้านที่กำลังวิ่งลงบันไดพร้อมตะโกนว่า "อพยพ! อพยพ!"

เธอลังเลอยู่ชั่วขณะ สมองตรึกตรองอย่างหนักว่าจะหยิบอะไรติดตัวไปด้วย จู่ ๆ ด้วยความกลัวและสิ้นหวัง เธอก็ร้องไห้ออกมา ในที่สุดเธอก็ต้องจำใจออกจากบ้านไปพร้อมกับลูก ๆ โดยเธอบอกว่าเธอจำละแวกบ้านตัวเองแทบไม่ได้เลย เนื่องจากอาคารรอบบ้านพักเธอพังทลายลงกับพื้นดินไปแล้ว

เธอบรรยายถึงความรู้สึกขณะที่กำลังพยายามหาทางที่ปลอดภัยเพื่อเดินไปยังบ้านพักของพ่อแม่อีกแห่งว่า "จะให้ฉันซ่อนตัวที่ไหน เมื่อความตายมาจากท้องฟ้า"

นาดียาและชาวเมืองกาซาคนอื่น ๆ บอกกับบีบีซีว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นในเขตกาซารุนแรงอย่างไม่เคยเจอมาก่อน

"ไม่มีที่ใดปลอดภัยในกาซา"

Pictures of a garden in Gaza before and after Israeli air strikes

ที่มาของภาพ, Dina Faisal

คำบรรยายภาพ, ดีนา ไฟซาล ส่งสองภาพนี้มาเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นในกาซาหลังการโจมตีทางอากาศโดยฝ่ายอิสราเอล

ณ ย่านชายทะเลหรูไรมัล ดีนา ในวัย 39 ปี จำต้องหลบภัยจากการโจมตีทางอากาศของฝ่ายอิสราเอลร่วมกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัว ได้แก่ พ่อแม่ น้องสาว และหลานอีกสองคน ภายในวิลลาที่มีสวนแห่งหนึ่ง โดยปกติแล้วพื้นที่แห่งนี้เป็นย่านที่อยู่อาศัยที่เงียบสงบและอยู่ห่างจากศูนย์กลางของเมืองประมาณ 3 กิโลเมตร

แต่ช่วงบ่ายวันจันทร์ ครอบครัวของเธอก็เริ่มได้ยินเสียงจากการระดมยิงอย่างหนักในย่านดังกล่าว

"ทีแรกเราคิดว่าอยู่ในบ้านจะปลอดภัย แต่ทันใดนั้นโดยไม่มีการเตือนใด ๆ กระจกก็แตกละเอียด และประตูถูกแรงอัดจนกระเด็น ชิ้นส่วนจากฝ้าเพดานหล่นลงมาเกือบโดนศีรษะของเรา" ดีนา เล่าให้ฟัง

พวกเขาต้องอยู่ในบ้านที่พังเสียหายด้วยความตื่นตระหนก เนื่องจากยังมีการโจมตีทางอากาศในบริเวณนั้นซ้ำอีก 6 ครั้ง และเมื่อทุกอย่างกลับสู่ภาวะเงียบสงบ ครอบครัวของเธอก็ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังเพื่อหนีเอาชีวิตรอด พวกเขาวิ่งไปยังโรงพยาบาลเพื่อรักษาบาดแผลที่ได้รับ ซึ่งดีนาบอกว่าโชคดีที่แผลไม่ได้ลึกมาก

เมื่อพวกเขาเดินทางกลับไปที่บ้านอีกครั้งเพื่อเก็บสิ่งของที่จำเป็น ก็พบว่าทุกอย่างพังราบลงไปแล้ว และตอนนี้พวกเขาจำต้องอาศัยอยู่กับอีกครอบครัวหนึ่งเป็นการชั่วคราว

ขณะที่ดีนาพยายามตั้งสติจากความตื่นตระหนกที่ต้องสูญเสียบ้าน ซึ่งเต็มไปด้วยความทรงจำและเคยเชื่อว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย เธอก็ตัดพ้อว่า "ไม่มีที่ใดปลอดภัยแล้วในกาซา"

โรงพยาบาลประสบความยากลำบากในการช่วยชีวิต

A Palestinian man sits in front of a charred building as a fire rages through its interior, following Israeli air strikes in Gaza City's Rimal district on 10 October 2023

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, ซากอาคารที่ถูกเพลิงเผาไหม้ในเขตไรมัล

ดร.โมฮัมเหม็ด อาโบ ซุไลมา ประธานกรรมการโรงพยาบาลอัลชิฟา ซึ่งถือเป็นสถานพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในฉนวนกาซา บอกว่า สถานการณ์ภายในโรงพยาบาลถือว่าแย่มากในขณะนี้

"มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 850 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 4,000 ราย" เขาเล่า และบอกว่าโรงพยาบาลต้องพึ่งพากระแสไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟเท่านั้น เนื่องจากกระแสไฟฟ้าที่ส่งมายังฉนวนกาซาถูกตัด และคาดว่าจะมีไฟฟ้าใช้ต่อไปได้อีกเพียงสามวันเท่านั้น

หลังจากอิสราเอลประกาศปิดล้อมฉนวนกาซาอย่างเต็มรูปแบบ น้ำกลั่นจืดที่ใช้ในโรงพยาบาลก็เริ่มขาดแคลน ดร.อาโบ ซุไลมา บอกว่า ในตอนนี้บุคลากรทางการแพทย์จะต้องให้ความสำคัญในการใช้น้ำสะอาดเฉพาะผู้ป่วยที่ "อยู่ระหว่างความเป็นความตาย" เท่านั้น ขณะเดียวกันก็ต้องปิดแผนกอื่น ๆ ในโรงพยาบาลเพื่อนำบุคลากรมาช่วยยื้อชีวิตคนเจ็บเพิ่มด้วย

A man walks through rubble in a heavily bombarded neighbourhood following overnight Israeli air strikes on Gaza City's Shati refugee camp early on 9 October 2023

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, สภาพความเสียหายในพื้นที่แคมป์ลี้ภัยที่ชื่อชาติ ในเมืองกาซา ซิตี หลังจากถูกโจมตีอย่างหนัก

เขาอธิบายว่า ในฐานะหมอ เขาไม่เพียงเป็นห่วงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ด้วย เนื่องจากรถพยาบาลก็เป็นส่วนหนึ่งในเป้าการโจมตี และมีแพทย์คนหนึ่งถูกสังหารระหว่างเดินทางมายังโรงพยาบาลด้วย

หน่วยบรรเทาทุกข์และปฏิบัติงานเพื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ของสหประชาชาติ หรือ UNRWA ระบุว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา จำนวนผู้ไร้ที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยในจำนวนนั้นเป็นผู้ลี้ภัยจากเมืองกาซามากกว่า 187,000 คน

ขณะที่ยังคงมีการทิ้งระเบิดอย่างหนัก UNRWA ได้จัดหาที่พักพิงชั่วคราวให้กับผู้ไร้บ้านแล้ว 137,500 คน แต่ก็มีความกังวลว่าอีกไม่นานจำนวนผู้ไร้บ้านจะมากขึ้นถึงขีดความสามารถในการรองรับ

ร้านค้าที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่า

อิชัก วัย 27 ปี เป็นผู้ลี้ภัยอีกคนที่บีบีซีได้สัมภาษณ์ เขาเคยอาศัยอยู่ในเมืองชูจาไอยา (Shujaiyya) กับแม่สูงวัย, พ่อ, น้องสะใภ้และลูกของเธออีก 5 คน

แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีเบนยามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลประกาศกร้าวว่า ประเทศกำลังเข้าสู่ "สงครามที่ยาวนานและยากลำบาก" หลังจากกลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา

ครอบครัวของอีชักเตรียมรับมือด้วยการเก็บสิ่งของมีค่า ขณะที่แต่ละคนหิ้วกระเป๋าใบเล็ก ๆ เพื่อหาที่หลบภัยในเมือง

ในระหว่างทาง พวกเขาพยายามหาซื้อของชำที่จำเป็น แต่ชั้นสิ้นค้าภายในร้านค้าต่าง ๆ กลับว่างเปล่า เพราะชาวเมืองกาซาต่างมาซื้อกักตุนไว้แล้วตั้งแต่ทราบว่ามีการโจมตีเมื่อวันเสาร์

ในที่สุด ครอบครัวของเขาก็ตัดสินใจซ่อนตัวในที่หลบภัยการโจมตีทางอากาศซึ่งอยู่ในอาคารที่พักแห่งหนึ่ง โดยมีครอบครัวชาวเมืองคนอื่น ๆ หลบอยู่ที่นั่นด้วย

"เราอยู่ที่นั่นนาน 48 ชั่วโมงโดยไม่มีกระแสไฟฟ้าและน้ำใช้" เขาเล่า

ต่อมาเขาได้รับข้อความจากกองทัพอิสราเอลให้อพยพออกจากอาคารดังกล่าวในช่วงกลางดึกของวันจันทร์ พวกเขาต้องอพยพท่ามกลางความมืด โดยมีเพียงแสงสว่างจากการโจมตีทางอากาศส่องนำทางเท่านั้น

"มีแต่ซากของตึกที่พังถล่มลงมาแล้วเท่านั้นที่เรามองเห็นได้รอบ ๆ ตัว" เขากล่าว

พวกเขาเดินทางมุ่งหน้าไปทางเหนือของเมืองกาซา ซึ่งโดยปกติแล้วแถบนี้เป็นย่านที่อยู่อาศัยที่เงียบสงบกว่าเขตกลางเมือง แต่ก็พบว่าที่นั่นก็ถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองเช่นกัน

แต่ก็ยังพอมีที่กำบังเป็นพื้นที่มืด ๆ ในชั้นใต้ดินของซากอาคารแห่งหนึ่ง โดยเขาหลบภัยร่วมกับครอบครัวอื่นอีก 10 ครอบครัวเป็นเวลากว่า 12 ชั่วโมง

"เรามีชีวิตอยู่อย่างหวาดกลัวที่สุด เพราะไม่รู้ว่าชั่วโมงข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราบ้าง เราจึงร่วมกันสวดอ้อนวอนเพื่อให้อยู่รอดปลอดภัย" เขาอธิบายขณะที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป หรือจะหนีไปที่ไหนต่อ

(หมายเหตุ-บุคคลที่บีบีซีสัมภาษณ์ไม่ต้องการให้ใช้ภาพใด ๆ เกี่ยวกับพวกเขา)