มนุษย์อวกาศบนดาวอังคารอาจมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีเขียว

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้ดาวอังคารจะได้ชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์สีแดง (red planet) เพราะพื้นผิวเต็มไปด้วยฝุ่นสีส้มแดงเหมือนทะเลทรายอันแห้งแล้งบนโลก แต่ท้องฟ้ายามราตรีของดาวอังคารในสายตามนุษย์อาจเรืองแสงสีเขียว เพราะมีการก่อตัวของโมเลกุลก๊าซออกซิเจนในบรรยากาศ
ทีมนักดาราศาสตร์ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ค้นพบว่า เราสามารถมองเห็นชั้นบรรยากาศบาง ๆ ของดาวอังคาร เรืองแสงสีเขียวสว่างในยามค่ำคืนได้ โดยดาวเทียมที่โคจรสำรวจร่องรอยของก๊าซบนดาวอังคาร (Trace Gas Orbiter – TGO) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเอ็กโซมาร์ส (ExoMars) ตรวจพบสัญญาณการเรืองแสงในช่วงคลื่นหรือสเปกตรัมที่สายตาคนเรามองเห็นได้เป็นครั้งแรก
ปรากฏการณ์คล้ายกันนี้สามารถพบได้บนโลกเช่นกัน โดยเรียกว่าการเรืองแสงของบรรยากาศ (airglow) ซึ่งมีความใกล้เคียงกับแสงเหนือหรือออโรรา อย่างไรก็ตาม การเรืองแสงของบรรยากาศยามราตรีบนดาวอังคาร (nightglow) ถือเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในขณะที่แสงเหนือบนโลกเกิดขึ้นเพราะอนุภาคมีประจุไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์ ชนปะทะเข้ากับสนามแม่เหล็กโลก แต่ท้องฟ้าสีเขียวยามค่ำคืนบนดาวอังคาร เกิดจากการเรืองแสงเมื่ออะตอมของธาตุออกซิเจน 2 ตัว รวมกันเป็นโมเลกุลก๊าซออกซิเจน (O2) ในบรรยากาศของดาว ที่ระดับความสูง 50 กิโลเมตร เหนือพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นสีส้มแดง

ที่มาของภาพ, NASA
ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์คาดว่า ดาวอังคารน่าจะมีการเรืองแสงของบรรยากาศเช่นเดียวกับโลก โดยข้อสันนิษฐานนี้มีมาตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน และมีการตรวจพบเบาะแสครั้งแรกในรูปของการเรืองแสงย่านอินฟราเรด จากดาวเทียมมาร์สเอ็กซ์เพรส (Mars Express Orbiter) เมื่อราวสิบปีที่แล้ว ซึ่งต่อมาในปี 2020 ดาวเทียม TGO ตรวจพบการเรืองแสงของบรรยากาศช่วงกลางวัน (dayglow) บนดาวอังคาร ก่อนจะมาพบการเรืองแสงสีเขียวยามค่ำคืนในครั้งนี้
ดร.ฌอง-โคลด เจอราร์ด นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ขององค์การอวกาศยุโรปบอกว่า “การเรืองแสงของบรรยากาศยามราตรีบริเวณขั้วเหนือของดาวอังคารนั้นชัดเจนมาก จนสามารถตรวจจับได้ด้วยอุปกรณ์ธรรมดาที่มีราคาถูกบนดาวเทียม TGO ซึ่งทำให้เราติดตามกระแสการไหลและทำแผนที่ของกระแสบรรยากาศบนดาวอังคารได้”
“ท้องฟ้าสีเขียวเข้มในเวลากลางคืนของดาวแดงนี้ สามารถจะสังเกตเห็นได้ง่ายด้วยสายตาของมนุษย์ โดยในอนาคตหากมีการส่งคนไปกับยานที่โคจรวนรอบดาวอังคาร หรือส่งคนไปลงเหยียบพื้นผิวดาวอังคารได้จริง มนุษย์อวกาศผู้นั้นจะมองเห็นท้องฟ้าสีเขียวนี้ได้ ทั้งในขณะที่ยานยังอยู่ในวงโคจรและตอนที่ลงจอดบนพื้นดาวแล้ว” ดร.เจอราร์ด อธิบาย

ที่มาของภาพ, ESA
ด้านดร.เบนัวต์ ฮิวแบรต์ หนึ่งในสมาชิกทีมวิจัยขององค์การอวกาศยุโรปบอกว่า “เทคนิคการตรวจจับโมเลกุลออกซิเจนจากระยะไกลนี้ มีความเหมาะสมที่สุดต่อการศึกษาองค์ประกอบและพลวัตของก๊าซที่บรรยากาศชั้นบนของดาวอังคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงบริเวณขั้วเหนือ ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการใช้อุปกรณ์บนดาวเทียมตรวจวัดโดยตรง”
การศึกษาองค์ประกอบและความหนาแน่นของบรรยากาศดาวอังคารให้ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น ยังช่วยในการออกแบบยานอวกาศรุ่นใหม่ที่จะนำมนุษย์ไปลงบนดาวอังคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการออกแบบยานที่ทนทานต่อแรงต้านของบรรยากาศ และการออกแบบร่มชูชีพขนาดยักษ์ที่จะช่วยชะลอความเร็วขณะร่อนลงพื้นดาวได้อย่างนิ่มนวล ล้วนส่งผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของภารกิจสำรวจดาวอังคารของมนุษยชาติ ซึ่งกำลังใกล้เข้ามาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าแล้ว











