มนุษย์รุ่นบุกเบิก 22 คน เพียงพอต่อการตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
ทีมนักวิทยาการคอมพิวเตอร์จากหลายสถาบันการศึกษาในสหรัฐฯ เสนอจำนวนตัวเลขของ “ประชากรตั้งต้น” ที่จำเป็นต่อการลงหลักปักฐานบนดาวอังคารในระยะยาว โดยตัวเลขที่มีการเสนอในครั้งนี้ ทุบสถิติด้วยจำนวนน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์เพียง 22 คนเท่านั้น
ก่อนหน้านี้เคยมีผู้เสนอตัวเลขดังกล่าวที่จำนวน 110 คน โดยอ้างว่าเป็นจำนวนประชากรตั้งต้นขั้นต่ำสุด ที่จะทำให้มนุษย์อวกาศรุ่นบุกเบิกมีชีวิตอยู่รอดได้บนดาวอังคาร รวมทั้งสามารถจะสร้างความเจริญรุ่งเรืองและขยายเผ่าพันธุ์มนุษย์ เพื่อให้มีเด็กรุ่นใหม่เกิดขึ้น และรักษาสืบทอดอาณานิคมต่างดาวให้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนชั่วลูกสืบหลาน
มีการเผยแพร่รายงานวิจัยดังกล่าว ในเว็บไซต์คลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org เมื่อช่วงกลางเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา โดยทีมผู้วิจัยใช้โปรแกรมแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อว่า Agent-Based Model (ABM) ทำการคำนวณเพื่อให้ทราบว่าจะต้องใช้คนเป็นจำนวนน้อยที่สุดเท่าใด และต้องใช้คนประเภทไหนบ้าง จึงจะสามารถก่อตั้งและนำพาอาณานิคมบนดาวอังคารให้อยู่รอดไปได้ในระยะยาว
แบบจำลองคอมพิวเตอร์ ABM นี้ สามารถจำลองสถานการณ์ท้าทายต่าง ๆ ที่มนุษย์อวกาศรุ่นบุกเบิกจะต้องพบเจอ และยังสามารถทำนายได้ว่า กลุ่มบุคคลที่ประกอบไปด้วยผู้มีลักษณะนิสัยหลากหลายแบบที่แตกต่างกัน จะตอบสนองต่ออุปสรรคนานัปการอย่างไร และจะช่วยกันแก้ปัญหาในการดำรงชีพต่าง ๆ อย่างเช่นการทำเหมืองแร่หรือเกษตรกรรมได้สำเร็จหรือไม่ด้วย

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
ในเบื้องต้น ทีมผู้วิจัยกำหนดให้เหล่ามนุษย์อวกาศที่จะไปตั้งรกรากบนดาวอังคารเป็นกลุ่มแรก ประกอบไปด้วยคนที่มีบุคลิกภาพ 4 แบบด้วยกัน ได้แก่ 1) คนที่คล้อยตามผู้อื่นได้ง่าย ไม่ชอบความขัดแย้งหรือการแก่งแย่งแข่งขัน 2) คนที่เข้าสังคมเก่ง มีบุคลิกเปิดเผยและทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ดี 3) คนที่มักมีปฏิกิริยาต่อต้านความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสิ่งที่คุ้นชินอยู่เป็นประจำจะต้องเปลี่ยนแปลงไป 4) คนวิตกจริต มักแก่งแย่งแข่งขันกับผู้อื่นอย่างรุนแรงและมีความก้าวร้าวสูง
ผลปรากฏว่า แบบจำลอง ABM ทำนายว่ากลุ่มประชากรตั้งต้นซึ่งมีบุคคลประเภทที่ 1 และ 2 อยู่มากที่สุด สามารถจะก่อตั้งอาณานิคมและพัฒนาบ้านหลังใหม่ให้อยู่ต่อไปได้อย่างมั่นคงยั่งยืน โดยใช้มนุษย์อวกาศรุ่นบุกเบิกกลุ่มเล็กที่มีกันเพียง 22 คนเท่านั้น
แค่หากกลุ่มประชากรตั้งต้นประกอบไปด้วยบุคคลประเภทที่ 3 และ 4 มากกว่า ในสถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นจะต้องใช้มนุษย์อวกาศรุ่นบุกเบิกจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาสำหรับโครงการสำรวจอวกาศยุคใหม่ เพราะจะต้องประหยัดงบประมาณโดยใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็น รวมทั้งผู้คน, อุปกรณ์เครื่องใช้, เชื้อเพลิง, และพลังงานแบบอื่น ๆ ให้น้อยที่สุด
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้มีข้อจำกัดอยู่หลายด้าน ทั้งในเรื่องที่ว่าจะต้องมีหุ่นยนต์หรือมนุษย์อวกาศกลุ่มอื่น เดินทางไปติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเตรียมเอาไว้ให้ก่อน โดยประชากรดาวอังคารรุ่นบุกเบิก 22 คน ที่จะตามมาตั้งรกรากอยู่อาศัยอย่างถาวร จะต้องมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กที่ให้พลังงานอย่างเพียงพอได้นานถึง 7 ปี และทางโลกจะต้องจัดส่งเสบียงไปให้ชาวดาวอังคารอย่างสม่ำเสมอใน 28 ปีแรกด้วย

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
เมื่อระยะเวลาช่วงบุกเบิกเกือบ 3 ทศวรรษสิ้นสุดลง หากยังมีประชากรมนุษย์หลงเหลืออยู่อย่างน้อย 10 คน จากเดิมที่มีกันทั้งหมด 22 คน ก็ถือว่าการตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารได้ประสบความสำเร็จแล้ว
งานวิจัยนี้เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจากผู้เชี่ยวชาญได้เป็นอย่างมาก โดยดร. ฌอง มาร์ก ซาลอตติ จากห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีการบินอวกาศ IMS ของฝรั่งเศส เจ้าของแนวคิดใช้ประชากรตั้งต้น 110 คน เพื่อสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร แสดงความเห็นว่า
“ประชากรตั้งต้น 22 คนนั้นน้อยเกินไป พวกเขาจะไม่สามารถก่อตั้ง รวมทั้งไม่อาจบริหารจัดการอาณานิคมให้เลี้ยงตัวเองหรือยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาโลก อย่างดีพวกเขาอาจมีชีวิตรอดอยู่แค่ในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่ไม่อาจจะพัฒนาอาณานิคมให้เจริญรุ่งเรืองหรือเพิ่มจำนวนประชากรได้”
ดร. ซาลอตติยังบอกว่า การคำนวณโดยใช้บุคลิกภาพของมนุษย์เพียง 4 แบบ เป็นข้อมูลพื้นฐาน เท่ากับจำลองให้สถานการณ์ดูเรียบง่ายและซับซ้อนน้อยลงกว่าความเป็นจริงมาก ทั้งที่การตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารเป็นเรื่องใหญ่ จะต้องอาศัยผู้คนจำนวนมากที่มีความรู้และทักษะแตกต่างกันหลากหลายด้าน เพื่อที่จะข้ามพ้นอุปสรรคได้สำเร็จ
นอกจากนี้ การมีประชากรตั้งต้นน้อยเกินไป ยังเสี่ยงที่จะทำให้ขาดความหลากหลายทางพันธุกรรมในประชากรรุ่นลูกหลาน ซึ่งในที่สุดอาจก่อโรคภัยและปัญหาสุขภาพ จนทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์บนดาวอังคารต้องมีอันสูญสิ้นไปในที่สุด











