นักบินอวกาศทำอย่างไร หากมีคนตายในภารกิจนอกโลก

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
การส่งมนุษย์ออกไปสู่ห้วงอวกาศอันมืดมิด หนาวเย็น และเวิ้งว้างไร้ขอบเขต ถือเป็นภารกิจที่ยากลำบากและเสี่ยงอันตรายนานัปการ โดยเส้นทางประวัติศาสตร์แห่งการสำรวจจักรวาลของมนุษยชาติ ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 20 รายด้วยกัน
ตัวเลขสถิติดังกล่าวยังถือว่าน้อยมาก เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงที่โรคร้ายหรืออุบัติเหตุจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา นับแต่ก้าวเข้าไปในยานอวกาศ ใช้จรวดพุ่งทะยานหนีแรงโน้มถ่วงเพื่อออกนอกโลก จนเดินทางถึงเป้าหมายที่อยู่ห่างไกลหลายแสนหรือหลายล้านกิโลเมตร
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่หน่วยงานด้านอวกาศของประเทศต่าง ๆ จะต้องวางแผนและเตรียมการไว้ล่วงหน้า เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจมีผู้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในห้วงอวกาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่องค์การนาซากำลังจะส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง ในปี 2025 และเตรียมจะส่งมนุษย์อวกาศไปยังดาวอังคารให้ได้ภายในทศวรรษหน้า
ศ.นพ.เอ็มมานูเอล อูร์เกียตา ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินและเวชศาสตร์อวกาศ (space medicine) จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเบย์ลอร์ของสหรัฐฯ ได้ช่วยไขความกระจ่างในเรื่องนี้ ผ่านทางบทความของเขาที่เผยแพร่ในเว็บไซต์วิชาการ The Conversation ว่าถ้าเกิดมีมนุษย์คนใดคนหนึ่งสิ้นใจที่นอกโลก เราจะจัดการกับศพของเขาได้อย่างไรบ้าง

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
แผนการที่วางไว้เป็นมาตรฐานให้เหล่านักบินอวกาศจากทั่วโลกปฏิบัติตามนั้น ระบุว่าหากมีผู้เสียชีวิตลงในวงโคจรระดับต่ำของโลก (Low Earth Orbit) อย่างเช่นบรรดาผู้ที่ถูกส่งตัวไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เพื่อนนักบินอวกาศจะสามารถส่งศพกลับมายังโลกได้ภายในวันเดียว ซึ่งก็ต้องใช้เวลาตระเตรียมการนานหลายชั่วโมง เพื่อนำศพบรรจุลงในแคปซูลก่อนส่งกลับโลก
หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบนดวงจันทร์ เหล่านักบินอวกาศทั้งทีมจะสามารถเดินทางกลับมาพร้อมกับศพได้ทันทีใน 2-3 วัน ซึ่งในอดีตองค์การนาซาได้วางแนวทางปฏิบัติสำหรับสถานการณ์นี้เอาไว้แล้ว
ยิ่งกลับมาถึงโลกเร็ว การเก็บรักษาศพให้คงสภาพก็ยิ่งทำได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นาซาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในกรณีนี้ไม่ใช่การรักษาสภาพศพ แต่เป็นความปลอดภัยและสุขภาพของนักบินอวกาศที่ยังเหลือรอดอยู่
อย่างไรก็ตาม การรับมือกับสถานการณ์แบบนี้จะยุ่งยากซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก หากมีคนตายในภารกิจสำรวจดาวอังคาร ซึ่งอยู่ห่างออกไปแสนไกลจากโลกถึง 482 ล้านกิโลเมตร
หากมีผู้เสียชีวิตลงระหว่างการเดินทางขาไปก่อนถึงดาวเคราะห์สีแดง นั่นหมายความว่านักบินอวกาศทั้งทีมจะไม่สามารถหันหลังกลับกลางคัน เพื่อนำศพมาส่งยังโลกได้ แต่มีความเป็นไปได้สูงที่ศพนั้นจะต้องอยู่กับทีมสำรวจต่อไป จนกระทั่งจบภารกิจในอีก 2-3 ปีถัดมา คนเป็นและคนตายจึงจะสามารถเดินทางกลับบ้านพร้อมกันได้
ในระหว่างนั้นจะมีการนำศพใส่ถุงชนิดพิเศษ แล้วเก็บรักษาไว้ในห้องของยานอวกาศที่แยกออกไปโดยเฉพาะ โดยมีการปรับอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสม
ศ.นพ.อูร์เกียตาบอกว่า กรณีที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้น คือแผนการสำหรับนักบินอวกาศผู้วายชนม์ซึ่งเสียชีวิตลงในพื้นที่ปิดที่มีการปรับความดัน อย่างเช่นในยานอวกาศหรือสถานีอวกาศเท่านั้น

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
แต่ผู้ที่เสียชีวิตในห้วงอวกาศภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเพราะอุบัติเหตุเนื่องจากปัญหาทางเทคนิคต่าง ๆ หรือชุดป้องกันของมนุษย์อวกาศเกิดชำรุด การได้สัมผัสกับภาวะสุญญากาศและรังสีอันตราย รวมทั้งการสูญเสียแรงดันที่ปรับไว้ภายใน จะทำให้คนผู้นั้นต้องตายลงทันทีเพราะไม่อาจจะหายใจ ส่วนของเหลวรวมทั้งเลือดในร่างกายจะเดือดพล่านเหมือนถูกต้ม
บางคนอาจสงสัยว่า เราสามารถจะฝังศพรวมทั้งทำฌาปนกิจหรือเผาศพบนดวงจันทร์และดาวอังคาร ในแบบเดียวกับการประกอบพิธีศพที่คุ้นเคยกันบนโลกได้หรือไม่
เรื่องนี้ ศ.นพ.อูร์เกียตาตอบว่า ไม่อาจจะทำได้ทั้งสองอย่าง เพราะการเผาศพจะสิ้นเปลืองพลังงานเชื้อเพลิงอันมีค่าของภารกิจสำรวจดาวไปอย่างมาก ส่วนการฝังนั้นไม่ใช่วิธีจัดการกับศพที่ดีนักหากคุณอยู่ที่ดาวดวงอื่น เพราะจะทำให้พื้นผิวดาวเกิดการปนเปื้อนด้วยจุลินทรีย์ที่มาจากร่างกายมนุษย์ได้
ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด จึงยังคงเป็นการนำร่างผู้เสียชีวิตใส่ไว้ในถุงเก็บศพที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และรอคอยจนกว่าคณะสำรวจทั้งหมดจะได้เดินทางกลับโลกตามกำหนด
สิ่งที่ยากลำบากที่สุดสำหรับพวกเขาในภาวะเช่นนี้ อาจไม่ใช่การเก็บรักษาศพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการจัดการกับความโศกเศร้าเสียขวัญกำลังใจ รวมทั้งการฟื้นฟูสภาพจิตใจที่หดหู่ย่ำแย่เพราะการจากไปของเพื่อนร่วมทีมให้ได้เร็วที่สุด เพื่อที่จะเดินหน้าภารกิจสำคัญให้ลุล่วงต่อไป











