“อุกกาบาตเอเลียน” อาจเป็นเรื่องโอละพ่อ ชี้แค่มลพิษอุตสาหกรรม

ที่มาของภาพ, AVI LOEB / GETTY IMAGES
เศษชิ้นส่วนโลหะเม็ดเล็กจิ๋ว ที่คาดว่าเป็นของอุกกาบาต IM1 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์นำขึ้นมาได้จากก้นมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา อาจไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ “อุกกาบาตเอเลียน” ที่เดินทางมาจากห้วงอวกาศอันไกลโพ้นนอกระบบสุริยะ แต่น่าจะเป็นมลพิษอุตสาหกรรมจากการเผาไหม้ถ่านหินบนโลกนี่เอง
ผลการศึกษาใหม่หลายชิ้นออกมาชี้ว่า ความเป็นไปได้ที่ “สเฟียรูล” (spherule) หรือเศษโลหะเม็ดเล็กรูปทรงค่อนข้างกลมมน จะเป็นผิวชั้นนอกของอุกกาบาตซึ่งหลุดออกขณะถูกเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกก่อนตกลงในมหาสมุทร มีอยู่น้อยนิดเหลือเกิน จนไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่แฟนพันธุ์แท้เอเลียนต่างคาดเดากันไปว่า มันอาจเป็นวัตถุที่มีแหล่งกำเนิดจากระบบดาวอื่น หรืออาจเป็นส่วนประกอบจากยานสำรวจของเอเลียน ซึ่งอำพรางตัวให้ดูคล้ายอุกกาบาตเพื่อสอดแนมชาวโลก
ก่อนหน้านี้โครงการ “กาลิเลโอ” (The Galileo Project) ซึ่งนำทีมโดยศาสตราจารย์ อาวี โลบ นักฟิสิกส์คนดังแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้มุ่งค้นหาร่องรอยของเทคโนโลยีระดับสูงจากต่างดาวบนโลก โดยใช้เรือลากเลื่อนและตะขอเกี่ยวแม่เหล็กพลังสูงไปตามพื้นก้นสมุทร บริเวณนอกชายฝั่งเกาะมานุสของปาปัวนิวกินี เพื่อนำเศษชิ้นส่วนของอุกกาบาต IM1 ที่พุ่งเข้ามาในชั้นบรรยากาศโลกเมื่อ 9 ปีก่อน ขึ้นมาตรวจสอบ เพราะต้องสงสัยว่ามันอาจเป็นยานสอดแนมของเอเลียน เนื่องจากมีความเร็วสูงผิดปกติและดูจะแข็งแกร่งทนทานเกินอุกกาบาตทั่วไป
ผลการตรวจสอบเบื้องต้นของสเฟียรูลจำนวนหนึ่ง ซึ่งทีมของศ.โลบและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กู้ขึ้นมาได้จากทะเลลึก ชี้ว่ามันเป็นไอโซโทปหลายชนิดของธาตุเหล็ก ทั้งยังมีองค์ประกอบของโลหะอย่างเบริลเลียม (Be) แลนทานัม (La) และยูเรเนียม (U) ในสัดส่วนที่สูงเป็นพิเศษ ซึ่งไม่เคยพบมาก่อนในบรรดาวัตถุที่มีแหล่งกำเนิดในระบบสุริยะ
ศ.โลบยังกล่าวย้ำว่า สิ่งนี้อาจเป็นข้อพิสูจน์ว่าแท้จริง IM1 ไม่ใช่อุกกาบาตในธรรมชาติ แต่เป็นยานอวกาศที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับสูงยิ่งกว่าอารยธรรมยุคปัจจุบันของมนุษย์
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยที่คัดค้านแนวคิดของศ.โลบ ได้พากันออกมาชี้ถึงจุดอ่อนของงานสำรวจวิจัยบันลือโลกครั้งนี้ว่า อุกกาบาต IM1 อาจไม่ได้เดินทางมาจากนอกระบบสุริยะตั้งแต่แรก เพราะความเร็วของมันที่สูงผิดปกตินั้น มาจากการตรวจวัดด้วยเครื่องมือทหารที่มีโอกาสคลาดเคลื่อนได้สูง
งานวิจัยของทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตตและมหาวิทยาลัยทาวซันของสหรัฐฯ ซึ่งเผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา ชี้ว่าหากอุกกาบาต IM1 มาจากห้วงอวกาศระหว่างดวงดาวอันไกลโพ้นและพุ่งมาด้วยความเร็วสูงผิดปกติจริง ก็ควรจะถูกเผาไหม้หมดไปในชั้นบรรยากาศโลกแล้ว โดยผลการคำนวณชี้ว่า อาจมีอนุภาคของอุกกาบาตปริมาณน้อยนิดตกสู่ก้นทะเล ซึ่งไม่อาจกู้ขึ้นมาและไม่เพียงพอที่จะนำไปตรวจสอบได้ เพราะเนื้ออุกกาบาตราว 99.8% - 99.9999% ได้ระเหยกลายเป็นไอในชั้นบรรยากาศจนหมดสิ้นแล้ว

ที่มาของภาพ, AVI LOEB
ยังไม่นับว่าเอาเข้าจริง บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างก็ไม่ทราบชัดว่าอุกกาบาต IM1 ตกลงตรงจุดไหนในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้กันแน่ ซึ่งคงจะเป็นเรื่องยาก หากจะต้องค้นหาอย่างละเอียดในน่านน้ำรัศมี 48 กิโลเมตร รอบจุดที่มีผู้พบเห็นอุกกาบาตพุ่งตกลงจากฟ้า ซ้ำยังเป็นการค้นหาหลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไปนานนับสิบปีแล้ว ทีมสำรวจของศ.โลบ จึงไม่อาจยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า สิ่งที่พวกเขาค้นพบคือชิ้นส่วนอุกกาบาตของจริง
นอกจากนี้ เม็ดโลหะขนาดเล็กอย่างสเฟียรูลไม่ใช่ของหายาก แถมยังมีอยู่เกลื่อนไปหมดที่พื้นทรายก้นมหาสมุทร โดยบางส่วนเป็นสะเก็ดดาวขนาดเล็กที่หลุดออกจากดาวหางหรืออุกกาบาตที่พุ่งเฉียดผ่านโลก แต่บางส่วนก็เป็นแร่ธาตุที่ถูกพ่นออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟตามธรรมชาติ หรือเป็นมลพิษอุตสาหกรรมที่เกิดจากฝีมือมนุษย์
ในรายงานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Research Notes of the AAS ของสมาคมดาราศาสตร์อเมริกัน เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ที่ผ่านมา ผู้เขียนรายงานซึ่งเป็นนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโกระบุว่า ข้อมูลองค์ประกอบของสเฟียรูลที่ทีมของศ.โลบ นำขึ้นมาจากก้นทะเลนั้น มีสัดส่วนตรงกับ “ขี้เถ้า” ที่เกิดจากการเผาถ่านหินเพื่อใช้เป็นพลังงานหรือใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไป ซึ่งเศษเถ้าของถ่านหินที่ถูกเผาไหม้นี้ แท้จริงก็คือมลพิษจากฝีมือมนุษย์ที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมโลกนั่นเอง

ที่มาของภาพ, THE GALILEO PROJECT
รายงานวิจัยข้างต้นฟันธงว่า สเฟียรูลที่ทีมของศ.โลบ เชื่อว่าเป็นวัตถุที่มาจากนอกระบบสุริยะนั้น ไม่ใช่แม้แต่ชิ้นส่วนของอุกกาบาตที่มาจากนอกโลกด้วยซ้ำ เรื่องนี้ถึงกับทำให้ดร.คาเล็บ ชาร์ฟ นักชีวดาราศาสตร์ขององค์การนาซา โพสต์ข้อความเย้ยหยันทางสื่อสังคมออนไลน์ X ว่า “เอาละ...ในที่สุดพวกเขาก็ได้พบหลักฐานของอารยธรรมที่มีเทคโนโลยีสูงส่ง บนโลกใบนี้กันเลยทีเดียว”
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ศ.โลบ ได้ออกมาตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์และความเห็นแย้งข้างต้น ในบล็อกข้อความที่เขาเขียนทางเว็บไซต์ Medium.com เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้อยู่ในทีมของเขา ไม่สามารถจะประเมินตัดสินเกี่ยวกับองค์ประกอบของสเฟียรูลได้อย่างถูกต้อง เพราะไม่ได้ทำการศึกษาวัตถุดังกล่าวโดยตรง
ศ.โลบ อ้างถึงข้อความที่ ดร.จิม เลม สมาชิกในทีมสำรวจของเขาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งปาปัวนิวกินี เขียนรายงานเอาไว้ว่า “ภูมิภาคที่เราทำการสำรวจ ไม่น่าจะมีแร่ธาตุที่มาจากถ่านหินปะปนอยู่ นอกจากนี้ ถ่านหินไม่ใช่โลหะ จึงไม่อาจจะถูกดูดขึ้นมาจากก้นทะเลด้วยเลื่อนและตะขอแม่เหล็กที่เราใช้ได้”
ศ.โลบบอกด้วยว่า มีตัวอย่างของสเฟียรูลอีกมากถึง 93% ของทั้งหมด ที่ยังไม่ได้ผ่านการวิเคราะห์องค์ประกอบ เหล่านักวิจารณ์ทั้งหลายจึงไม่ควรจะรีบด่วนสรุปว่ามันคืออะไรและมาจากไหนกันแน่ ซึ่งการฟันธงลงไปว่ามันไม่ใช่อุกกาบาต ก่อนที่ผลวิเคราะห์ฉบับสมบูรณ์จะผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ และได้ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนั้น ถือว่า “ไม่เป็นมืออาชีพ” อย่างยิ่ง











