รู้จักสัญญาณเตือนภาวะ "เบิร์นเอาต์" ดูอย่างไรว่าชีวิตเริ่มหมดไฟแล้ว

An exhausted man sleeps heavily on a city bus at night

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หลายคนที่มีภาวะหมดไฟชอบฝันกลางวันว่า สามารถหลบหนีจนหลุดพ้นภาระความรับผิดชอบได้
    • Author, แอนเจลา เฮนแชลล์
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

ย้อนไปเมื่อปี 2020 "เอมี" กำลังยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเส้นทางอาชีพผู้บริหารฝ่ายการตลาด โดยเธอทำงานอยู่ในบริษัทด้านการดูแลสุขภาพรายใหญ่ที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง และต้องแบกรับแรงกดดันในการทำงานเป็นประจำทุกวัน

ครั้งหนึ่งในตอนที่เธอกำลังจัดงานอีเวนต์ จู่ ๆ ก็รู้สึกเวียนศีรษะขึ้นมา "ฉันคิดว่าตัวเองขาดน้ำหรือกินอาหารมาน้อยไป แต่อาการวิงเวียนนี้ก็ไม่หายไปเสียที หลังจากนั้นเป็นต้นมา ฉันก็รู้สึกเบลอเหมือนมึนงงสมองไม่แจ่มใสอยู่ตลอด" เอมียังเล่าว่าเธอได้ยินเสียงหวีดหวิวของกระแสลมดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และได้อธิบายอาการประหลาดนี้ให้สามีของเธอฟังว่า "ไม่ต่างจากอาการเมาคลื่นหรือเมาสุราอยู่บนเรือ ฉันรู้สึกคล้ายร่างกายตัวเองสร้างขึ้นจากของเหลวและเลอะเลือนเหมือนสีน้ำ"

ในที่สุดเอมีก็ต้องหยุดงานและลาป่วยนานถึงหลายเดือน "อยู่ดี ๆ ฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนพิการ สุขภาพจิตของฉันย่ำแย่ลงมาก จนถึงกับหน้ามืดเป็นลมในห้องน้ำ ฉันไม่สามารถดูแลลูก ๆ ได้เลย นี่อาจเป็นวิธีที่ร่างกายพยายามจะบอกฉันว่า...ไม่นะ เธอต้องหยุดเดี๋ยวนี้"

อาการของเอมีทั้งหมด ซึ่งรวมถึงภาวะที่สมองล้าไม่แจ่มใส (brain fog) ความอ่อนเพลีย และการขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน ล้วนเป็นสัญญาณของภาวะเบิร์นเอาต์ (burn out) หรือการหมดไฟนั่นเอง สัญญาณเหล่านี้มักถูกคนส่วนใหญ่ละเลยมองข้ามไปได้ง่ายมาก แต่ผลของความประมาทไม่ใส่ใจต่อเรื่องนี้ ก็อาจบั่นทอนสุขภาพกายและจิตได้อย่างร้ายแรงทีเดียว

ตัวเอมีเองก็เพิ่งจะได้ทราบเมื่อไม่นานมานี้ว่า อาการที่เธอเป็นอยู่เรียกว่าภาวะหมดไฟหรือเบิร์นเอาต์ แม้ในอดีตจะเคยมีสัญญาณอันตรายปรากฏขึ้นมาก่อน แต่เธอก็ไม่ได้สนใจมันและยังคงเดินหน้าทำงานต่อไป ทั้งที่ภายในว่างเปล่าหมดสิ้นพลังและความมุ่งมั่นไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

Head and shoulders shot of Amy who has dark hair and wearing a black top.

ที่มาของภาพ, Jelly Rock PR

คำบรรยายภาพ, ภาวะเบิร์นเอาต์ของเอมีเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน จนกระทั่งทำให้รู้สึกคล้ายกับการเมาคลื่นและสับสนอยู่ตลอดเวลาเป็นเวลาหลายเดือน

ศาสตราจารย์กิตติคุณ คริสตินา มาชลัก อาจารย์ผู้สอนและนักวิจัยอาวุโสด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียวิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ เป็นผู้คิดค้นและริเริ่มใช้คำว่า "ภาวะหมดไฟ" เป็นคนแรกเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยได้นิยามว่ามันคือ "ปฏิกิริยาตอบสนองต่อตัวกระตุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดในการทำงานแบบเรื้อรัง ซึ่งตัวกระตุ้นความเครียดเหล่านี้ไม่ได้รับการบริหารจัดการอย่างดีพอ" ศ.มาชลักยังกล่าวเน้นย้ำด้วยว่า ภาวะหมดไฟไม่ใช่โรคหรือความผิดปกติที่แพทย์สามารถวินิจฉัยได้ จึงไม่อาจจะรักษาด้วยยาหรือเทคนิควิธีใด ๆ ทางการแพทย์ในปัจจุบัน

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แถลงยอมรับผลวิจัยของศ.มาชลัก ในปี 2019 โดยชี้ว่ากลุ่มอาการหมดไฟ (burnout syndrome) นั้นมีอยู่จริง ทั้งยังได้ระบุอาการต่าง ๆ ที่เป็นลักษณะของภาวะหมดไฟเอาไว้ด้วย

ด้านศาสตราจารย์ ชุง ฮีจุง ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงาน และผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อความเป็นผู้นำของสตรี (GIWL) แห่งราชวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน (KCL) แสดงความเห็นว่า "พวกเราทำงานกันมากเกินไปและหนักเกินไป วัฒนธรรมการทำงานที่พร้อมปฏิบัติงานตลอดเวลานั้น ถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อมกับการเติบโตของกระบวนการทำทุกสิ่งให้เป็นระบบดิจิทัล ซึ่งสิ่งนี้ทวีความรุนแรงของภาวะหมดไฟให้เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากร่างกายและจิตใจของคนทำงาน แทบไม่ได้หยุดพักหรือวางสายการเชื่อมต่อเพื่อออกห่างจากการทำงานบ้างเลย"

ศ.ชุงยังเตือนว่าภาวะหมดไฟนั้นเป็นปัญหาระดับโลก โดยบางประเทศรายงานว่า คนทำงานของตนถึงกว่า 70% มีภาวะดังกล่าว ภาวะหมดไฟยังส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทำให้สหราชอาณาจักรต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายกว่า 102,000 ล้านปอนด์ต่อปีไปกับปัญหานี้ ตามข้อมูลการรายงานของบริษัทแอกซ่าประกันภัย (AXA)

ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดความเครียดเรื้อรังในการทำงานนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ผลการสำรวจลูกจ้างชาวเยอรมัน 20,000 คน ในปี 2020 พบว่า 60% ถูกนายจ้างเรียกร้องให้ต้องรับผิดชอบทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน 48% ถูกกดดันเรื่องให้เร่งมือและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขึ้นอีก 46% พบกับภาวะงานสะดุดหรือถูกรบกวนจากอุปสรรคต่าง ๆ ส่วน 34% บอกว่าต้องเร่งมือทำงานอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ

แม้ภาวะหมดไฟมักจะถูกมองว่าเป็นปัญหาของลูกจ้างที่ทำงานแลกเงิน แต่บรรดานักวิจัยบอกว่า ล่าสุดมีรายงานภาวะหมดไฟในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา พ่อแม่ผู้ปกครอง และผู้ให้การดูแลพยาบาลด้วย ซึ่งประเด็นนี้ดร.แคลร์ พลัมบลีย์ นักจิตบำบัดได้ชี้ให้เห็นว่า ภาวะหมดไฟในกลุ่มคนซึ่งมีภาระหน้าที่พิเศษนอกเหนือจากงานประจำนั้น พบได้มากที่สุดในกลุ่มผู้หญิงซึ่งต้องรับภาระงานบ้านและงานดูแลพยาบาลต่าง ๆ ด้วย เสมือนเป็น "การเข้าเวรกะที่สอง" นอกเหนือเวลางานประจำ ในขณะที่ผู้ชายมักไม่ต้องแบกรับภาระพิเศษที่หนักหนาสาหัสเช่นนี้

A mother types one handed on a laptop sat at a table with her toddler on sat on her lap, there are baby bottles on the table.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีการทำการวิจัยเพิ่มเติมในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะหมดไฟ เช่น ผู้ดูแล

สัญญาณของภาวะหมดไฟเป็นอย่างไร

นอกจากความรู้สึกเหนื่อยล้าแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ถึงสัญญาณสำคัญอีกสองประการที่ควรจับตาเฝ้าสังเกตให้ดี เพราะมันสามารถบ่งบอกได้ว่า อาการเหนื่อยล้าของคุณอาจไม่ใช่แค่ความอ่อนเพลียทางร่างกายเท่านั้น สัญญาณสองประการที่ว่านี้ก็คือ การเริ่มมีพฤติกรรมเห็นแก่ตัวไม่เอาใจใส่รับผิดชอบงานมากขึ้น และการมีทัศนคติต่อตนเองในแง่ลบ

ดร.พลัมบลีย์บอกว่า ตัวคุณเองอาจไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงข้างต้น แต่ร่องรอยของภาวะหมดไฟอาจปรากฏในรูปของผลิตภาพในการทำงานที่ลดลงหรือผลงานด้อยคุณภาพลง ตัวอย่างเช่น "ครูเขียนแผนการสอนที่ยาวแค่บรรทัดเดียว ส่วนพนักงานที่เคยขยันขันแข็ง เริ่มไม่เตรียมการประชุมหรือการนำเสนอล่วงหน้า"

หลายคนที่มีภาวะหมดไฟชอบฝันกลางวันว่า สามารถหลบหนีจนหลุดพ้นภาระความรับผิดชอบได้ "คุณอาจจินตนาการว่า มีคนมาช่วยแบ่งเบาหรือรับภาระหนักทางการงานแทนคุณไปจนหมด คนหนึ่งที่มารับการบำบัดจากฉันถึงกับบอกว่า อยากจะป่วยเป็นโรคโควิด-19 กับเขาบ้าง" ดร.พลัมบลีย์กล่าว

ห้าขั้นตอนไปสู่ภาวะหมดไฟ

  • ระยะฮันนีมูน – ตอบรับการทำงานทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงงอน แต่ก็ลืมไปว่างานแต่ละชิ้นต้องทุ่มเทใช้เวลานานเพียงใดเพื่อที่จะทำให้สำเร็จ จนในที่สุดคุณก็พบว่า ตัวเองรับภาระงานมากเกินไปจนเกิดความเครียดตามมา
  • ระยะประกันตัวชั่วคราว – ละเลยหรือเลิกทำกิจวัตรที่เคยมีความสำคัญต่อตนเอง เช่นไม่ไปนัดพบออกเดตกับแฟนหรือเลิกไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง บางคนถึงขั้นไม่มีความสุขกับการทำสิ่งที่เคยชอบหรือหลงใหลอีกต่อไป การทำงานที่ต้องใช้สมาธิจดจ่ออย่างแน่วแน่กลายเป็นเรื่องยาก บางคนถึงกับมีภาวะสมองล้าด้วย
  • ระยะหมดแรงจูงใจ – จากที่เคยมีอารมณ์หงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นความเฉยชาไม่ใส่ใจไปในที่สุด คนที่อาการหนักยิ่งกว่านั้นอาจรู้สึกว่า ตนเองล่องลอยไปวัน ๆ อย่างไร้จุดหมาย ไม่สามารถสัมผัสถึงปัจจุบันขณะในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ยังอาจเกิดอาการ "หมดใจเมตตากรุณา" (compassion fatigue) ไร้พลังเรี่ยวแรงที่จะเห็นอกเห็นใจอยากช่วยเหลือผู้อื่นได้ต่อไป จนในที่สุดคุณอาจรู้สึกว่าตนเองไม่ประสบความสำเร็จและไร้ประโยชน์
  • ระยะหมดไฟ – เมื่อคนทำงานเข้าสู่ภาวะหมดไฟอย่างเต็มรูปแบบ เขาหรือเธอจะรู้สึกเหนื่อยล้าหมดเรี่ยวแรงทั้งกายและใจ แม้อาจจะยังทำงานต่อไปได้ แต่การทำภาระงานประจำวันให้เสร็จสิ้นกลายเป็นเรื่องยากไปเสียแล้ว
  • ระยะปิดการทำงาน – ระยะสุดท้ายคือภาวะหมดไฟทางคลินิก (clinical burnout) ซึ่งจะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนจริงจัง บางคนที่มาถึงระยะนี้อาจถึงขั้นลุกออกจากเตียงไม่ไหว คนสมัยก่อนอาจเรียกอาการนี้ว่าเป็นภาวะจิตใจล่มสลาย ซึ่งนักบำบัดบอกว่าคนกลุ่มนี้จะปิดตัวเองลงอย่างสิ้นเชิง บางคนพูดไม่ได้หรือก้าวออกจากบ้านไม่ได้ บางคนไม่สามารถหยิบจับทำอะไรได้เลยเพราะมีอาการตื่นตระหนกหรือแพนิก (panic attack) ซึ่งอาจต้องใช้เวลาบำบัดฟื้นฟูกันหลายเดือนหรือหลายปี

หกปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงภาวะหมดไฟ

  • ปริมาณภาระงาน – รู้สึกว่ามีภาระงานล้นพ้นตัว มีงานกองท่วมท้นแต่ไม่มีเวลาพอ หรือขาดแคลนเครื่องมือที่จะทำให้เสร็จตามกำหนด
  • ไม่มีอำนาจควบคุม – ตนเองไม่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในการทำงานประจำวัน
  • ไม่ได้รับรางวัลที่เหมาะสมกับผลงาน – ไม่ได้รับการชื่นชมยกย่องหรือได้รับรางวัลตอบแทนมากพอ แม้จะมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ บางคนรู้สึกด้อยค่าไร้ความสำคัญ เหมือนตัวเองเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ในเครื่องจักรขนาดใหญ่ ซึ่งไม่อาจเล็งเห็นได้ว่าผลงานขั้นสุดท้ายที่ออกมาจะเป็นอย่างไร
  • ความร้าวฉานในชุมชนคนทำงาน – การมีความสัมพันธ์แบบไม่ยอมช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ระหว่างตนเองกับเพื่อนร่วมงาน, หัวหน้า, หรือลูกค้า ทำให้การแก้ปัญหาต่าง ๆ เป็นไปได้ยาก เกิดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เป็นพิษ ซึ่งคุณอาจถูกกลั่นแกล้งรังแกได้
  • ความอยุติธรรม – การถูกกีดกันหรือถูกรังเกียจเหยียดหยามด้วยสาเหตุต่าง ๆ รวมทั้งการที่ต้องเผชิญกับความไม่เท่าเทียมในสถานที่ทำงาน เช่นการมี "เพดานกระจก" หรือปัจจัยที่มองไม่เห็นซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางความก้าวหน้า
  • ความขัดแย้งเชิงคุณค่า – ภาวะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อคุณพบว่า งานที่ทำไร้ค่าไร้ความหมายต่อสิ่งที่คุณให้ความสำคัญในชีวิต รวมทั้งการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ขัดกับจริยธรรมส่วนบุคคลของคุณเองด้วย
A young man sleeps on public transport with his head hanging back and mouth open

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อาการหมดไฟไม่ได้หมายถึงแค่ความอ่อนล้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้สึกด้านลบเกี่ยวกับตัวเองและการงานของคุณด้วย

การฟื้นฟูตนเองจากภาวะหมดไฟ

ศาสตราจารย์ ซาบีเนอ ซอนเนนแท็ก นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ได้ศึกษาวิจัยถึงความสามารถของคนทำงาน ในการปล่อยวางตนเองจากงานที่มีความเครียดสูงเมื่อหมดเวลางานในแต่ละวัน ศ.ซอนเนนแท็กพบว่า ลูกจ้างที่สามารถ "ปล่อยวางความคิดหมกมุ่นเกี่ยวกับงานลงได้ แม้เผชิญกับภาระงานที่เรียกร้องให้ต้องทุ่มเทอุทิศตนอย่างสูง" มีความเสี่ยงที่จะหมดไฟหรือเกิดความเหนื่อยล้าทางอารมณ์น้อยกว่า

ดร.พลัมบลีย์แนะนำให้ผู้ที่มีภาวะหมดไฟ เข้าหาคนที่สามารถ "จุดประกายแสงสว่างเล็ก ๆ ให้กับคุณได้" บุคคลนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้ให้คำปรึกษามืออาชีพหรือนักจิตบำบัด แต่อาจเป็นมิตรสหายหรือเพื่อนร่วมงาน ซึ่งสามารถจะทำการปฐมพยาบาลให้กับสุขภาพจิตของเราได้

พญ.แคลร์ แอชลีย์ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปชาวอังกฤษผู้เขียนหนังสือ "หมอรักษาคนหมดไฟ" (The Burnout Doctor) ให้คำแนะนำว่า "คุณไม่ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองแบบพลิกฝ่ามือ อย่างที่คนส่วนใหญ่เชื่อกันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องลาออกจากงาน เพื่อที่จะฟื้นฟูตัวเองจากภาวะหมดไฟให้สำเร็จ" อย่างไรก็ตามเธอแนะนำว่า ให้คนที่หมดไฟเน้นใส่ใจใน 3 เรื่อง คือการเพิ่มอำนาจควบคุมของตนเองในการทำงาน, การดูแลตนเองให้มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี, รวมทั้งสร้างเครือข่ายชุมชนของคนรอบข้างที่พร้อมช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

พญ.แอชลีย์ ยังแนะนำให้ลองทำแบบฝึกหัด "พื้นที่ในการควบคุมของคอวีย์" (Covey's Sphere of Control) ทางออนไลน์ เพื่อเรียนรู้ว่าในทางปฏิบัติแล้ว ตัวเราสามารถมีอิทธิพลเหนือสิ่งใดในระบบการทำงานได้บ้าง โดยอาจจะต้องตอบคำถามอย่างเช่น "หากฉันไม่อาจมีอำนาจควบคุมสิ่งนี้ ฉันจะยอมรับมันได้ไหม ?"

นอกจากนี้ พญ.แอชลีย์ยังแนะนำให้ผู้มีภาวะหมดไฟ ลองวิเคราะห์สถานการณ์ของตนเองภายใต้ 3 ทางเลือก ตามที่ดร.รัสส์ แฮร์ริส ได้เคยศึกษาวิจัยไว้ นั่นคือลองพิจารณาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในกรณีที่คุณลาออกจากงาน, กรณีที่อยู่ต่อโดยยึดมั่นกับหลักการของตนเอง, และกรณีที่อยู่ต่อโดยเลิกพยายามทำตัวขยันขันแข็งจนเกินเหตุ

แนวทางวิเคราะห์สถานการณ์ข้างต้น มาจากงานวิจัยของดร.แฮร์ริสที่ทำร่วมกับองค์การอนามัยโลก เพื่อฟื้นฟูสุขภาพจิตของเหล่าผู้ลี้ภัยในค่ายผู้อพยพ ซึ่งหลักการนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับผู้ที่กำลังเผชิญความยากลำบากในทุกรูปแบบ รวมทั้งคนที่อยู่ในภาวะหมดไฟด้วย

"การตัดสินใจกำหนดคุณค่าที่เป็นหลักการของตัวเอง ถือเป็นขั้นที่สี่ในกระบวนการฟื้นฟูผู้มีภาวะหมดไฟ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะการตัดสินใจทุกครั้งหลังจากนั้น จะต้องสอดคล้องกับคุณค่าและอุดมการณ์ที่บุคคลนั้นยึดถือ" พญ.แอชลีย์ กล่าวทิ้งท้าย