ทำไม "การตั้งใจไม่ทำอะไร" ถึงเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา ?

ALAMY

ที่มาของภาพ, ALAMY

    • Author, ฮอลลี วิลเลียมส์
    • Role, บีบีซีนิวส์

การใช้ชีวิตอย่างช้า ๆ และมีสติมากขึ้นเป็นคำตอบสำหรับความเครียดหรือไม่ – หรือมันก็เป็นเพียงอีกหนึ่งวิถีชีวิตที่คนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้จริง และมีไว้เฉพาะในหมู่ผู้ที่มีอภิสิทธิ์พิเศษ บีบีซีชวนทำความรู้จักกับนักเขียนที่ต่อสู้กับภาวะหมดไฟด้วยการ "ใช้เวลาหนึ่งปีโดยไม่ทำอะไรเลย"

ความคิดที่จะไม่ทำอะไรเลยเป็นเวลาหนึ่งปีฟังดูเป็นอย่างไร ไม่มีงาน ไม่มีอีเมล ไม่มีความก้าวหน้าในอาชีพ ไม่มีความพยายามหรือการบรรลุเป้าหมาย หรือการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับหลาย ๆ คน ความคิดเช่นนี้อาจทำให้เกิดความวิตกกังวลในตัวเองเพราะว่า การทำงานคือสถานะ การหาเงินคือความสำเร็จ และการยุ่งอยู่ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ แต่ในปัจจุบัน ความคิดที่จะไม่ทำอะไรเลยเป็นเวลาหนึ่งปีกลับฟังดูน่าฝันถึง เหมือนเป็นเป้าหมายในชีวิต เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของกระแสความคิดในสังคม

ALAMY

ที่มาของภาพ, ALAMY

คำบรรยายภาพ, ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีหนังสือที่สำรวจแนวคิดการใช้ชีวิตแบบช้า ๆ หรือ สโลว์ไลฟ์ ได้รับการตีพิมพ์ออกมาเพิ่มขึ้นอย่างมาก

คนรุ่นมิลเลนเนียลกำลังโอบรับแนวคิด #SlowLiving (การใช้ชีวิตแบบช้า ๆ) ซึ่งแฮชแท็กนี้ถูกใช้มากกว่าหกล้านครั้งบนอินสตาแกรม (แม้ว่าการโพสต์บนอินสตาแกรมจะขัดแย้งกับหลักการของการใช้ชีวิตที่มีสติและยั่งยืน ที่เน้นการลดเวลาหน้าจอลง) ขณะเดียวกันเจนซีได้บุกเบิกแนวคิดอย่าง "quiet quitting" (การทำงานไปวัน ๆ) และ "lazy girl jobs" (งานสำหรับหญิงผู้เกียจคร้าน) ซึ่งคือการทำงานขั้นต่ำสุดเพื่อรักษาพลังงานไว้สำหรับส่วนที่มีความหมายมากกว่าของชีวิต เช่น งานอดิเรก ความสัมพันธ์ หรือการดูแลตัวเอง และผู้คนจากหลายรุ่นก็มีความเห็นพ้องต้องกันในเรื่องการทำงานให้น้อยลง ในสหราชอาณาจักร แนวคิดของการทำงานสี่วันต่อสัปดาห์กำลังได้รับความสนใจอย่างจริงจัง

ถ้าจะพูดติดตลกก็คือ วัฒนธรรมการทำงานหนักแบบสุดตัวกำลังตกยุค และการพักผ่อนกำลังเป็นที่นิยม และนี่คือสิ่งที่ เอ็มมา กานนอน นักเขียน ผู้จัดรายการทางพ็อดแคสต์ และผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์ม Substack ผู้มากผลงาน ได้ตีพิมพ์หนังสือ A Year of Nothing [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า หนึ่งปีของการไม่ทำอะไรเลย] ซึ่งบันทึกเรื่องราวของเธอเกี่ยวกับการหยุดทำงานเป็นเวลา 12 เดือนเต็ม เมื่อต้นปีนี้ หนังสือขายหมดอย่างรวดเร็ว และได้รับความนิยมอย่างมากจนตอนนี้กำลังพิมพ์ซ้ำและจะวางจำหน่ายอีกครั้งในเดือน พ.ย. นี้

แต่เดิมการหยุดทำงานไม่ใช่การเลือกใช้ชีวิตแบบตั้งใจ กานนอนประสบภาวะหมดไฟอย่างรุนแรงจนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหยุดทำงาน บันทึกเรื่องราวของเธอเกี่ยวกับการพักผ่อนและการฟื้นฟูสุขภาพได้ถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือขนาดเล็กสองเล่มที่อ่านง่ายโดย The Pound Project ซึ่งบอกเล่าเส้นทางการกลับมาสุขภาพดีอีกครั้งของเธอผ่านกิจกรรมที่เบาสบาย เช่น การเขียนบันทึก การดูรายการทีวีสำหรับเด็ก การดูนก และการว่ายน้ำในน้ำเย็น (ซึ่งกานนอนรู้ดีว่าเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับ "นักเขียนกลุ่มมิลเลนเนียล ทีมีผมบ๊อบและใช้กระเป๋าผ้า" แต่เธอก็ชอบการใช้ชีวิตแบบนี้ในที่สุด)

กานนอนเคยเข้าร่วมอย่างเต็มตัวกับวัฒนธรรม "girl-boss" [หมายถึง ผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานในการประสบความในการทำงาน] ในยุค 2010 แต่เธอได้ถอยห่างออกจากวัฒนธรรมนั้นผ่านหนังสือเล่มล่าสุดของเธอ The Success Myth: Letting Go of Having It All [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับความสำเร็จ: การปล่อยวางจากการพยายามมีทุกอย่าง] ซึ่งสำรวจว่า การมุ่งมั่นไล่ตามความสำเร็จอย่างไม่หยุดยั้งแทบไม่เคยนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง แต่เป็นการประสบภาวะหมดไฟโดยสมบูรณ์ที่บังคับให้เธอต้องเผชิญหน้ากับความสำคัญของการพักผ่อนอย่างจริงจัง

Paul Storrie

ที่มาของภาพ, Paul Storrie

คำบรรยายภาพ, เอ็มมา กานนอน คือนักเขียนเจ้าของผลงานเรื่อง A Year of Nothing ซึ่งบันทึกเรื่องราวการรักษาอาการหมดไฟของตัวเธอเอง

“พอมองย้อนกลับไป มีสัญญาณเตือนหลายอย่าง – ความรู้สึกสับสนมาก ปวดหัวเป็นจังหวะ ไม่สามารถโฟกัสกับสิ่งต่าง ๆ ในห้องได้ มันค่อนข้างน่ากลัว แต่ฉันกลับไม่สนใจมัน คิดว่า: ‘ฉันยุ่ง ฉันต้องทำต่อไป’" เธอเล่า

จู่ ๆ ในปี 2022 ร่างกายของเธอก็ถูกบังคับเข้าสู่โหมดหยุดทำงานไปเสียดื้อ ๆ (shut-down) "ฉันมองโทรศัพท์ไม่ได้ มองหน้าจอไม่ได้ เดินตามถนนโดยไม่รู้สึกเปราะบางก็ไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกที่ว่า 'โอ้ คุณไม่สามารถฝ่าฟันสิ่งนี้ได้ – คุณต้องหยุด' หลายคนที่ประสบภาวะหมดไฟเรื้อรังต้องมาถึงจุดนี้ก่อนที่พวกเขาจะยอมลางาน เพราะเราถูกปลูกฝังในสังคมนี้ให้ผลักดันตัวเองไปให้ถึงที่สุดในทุกกรณี"

เธอเสริมว่า "แต่เราถูกออกแบบมาเพื่อการงีบหลับ และ [เดินเล่นใน] สวนสาธารณะ ไปว่ายน้ำ และมองท้องฟ้า สิ่งเหล่านี้สำคัญมาก" กานนอน ยืนยัน และเธอมุ่งมั่นที่จะนำบทเรียนจากการหมดไฟและการฟื้นตัวของเธอเพื่อไปสู่ชีวิตที่ช้าลงและมีพื้นที่ [ให้สิ่งอื่น ๆ] มากขึ้น "ไม่มีสิ่งใดมีค่ามากกว่าสุขภาพของคุณ"

แต่เธอไม่ได้เดินบนเส้นทางนี้เพียงลำพัง หากคุณลองสำรวจหมวดหมู่หนังสือช่วยเหลือตนเองหรือปรัชญาป๊อปในร้านหนังสือท้องถิ่นของคุณ หรือแม้แต่การดูรายการอ่านหนังสือที่แนะนำที่ท้ายหนังสือ A Year of Nothing คุณจะพบว่ามีความนิยมที่เพิ่มขึ้นของหนังสือที่กระตุ้นให้เราชะลอการใช้ชีวิตลงบ้าง

หนังสือ How to Do Nothing: Resisting the Attention Economy [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า วิธีที่จะไม่ทำอะไรเลย: การต่อต้านเศรษฐกิจที่แย่งชิงความสนใจ] ของ เจนนี โอดีลกลายเป็นปรากฏการณ์ในปี 2019 โดยหนังสือได้เชื่อมโยงสมองที่เหนื่อยล้าของเราเข้ากับเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ที่แสวงหาผลกำไร ซึ่งใช้ความสนใจของเราและทำให้เราวอกแวก เธอสนับสนุนให้เราเปลี่ยนการรับรู้ของเราไปสู่โลกธรรมชาติรอบตัวเราและสภาวะภายในของเราเอง

โอดีลยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนักเขียนที่สนับสนุนการต่อต้านอย่างแข็งขันต่อความคาดหวังที่มุ่งเน้นเป้าหมายอย่างไม่หยุดยั้งที่ว่า "ในโลกที่คุณค่าของเราถูกกำหนดโดยผลิตภาพของเรา" ทุกชั่วโมงและนาทีของเราควรใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า – หากไม่ใช่ที่ทำงาน ก็ต้องเป็นการพัฒนาตนเอง

การต่อต้านแรงกดดันที่จะทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบนั้นยังพบได้ในหนังสือ Four Thousand Weeks [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า สี่พันสัปดาห์] ที่ชวนให้รู้สึกสบายใจอย่างน่าประหลาดใจของ โอลิเวอร์ เบิร์กแมน ในปี 2021 ซึ่งเตือนเราว่าชีวิตสั้น และเราจะไม่มีวันทำทุกอย่างในรายการที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นได้ เขาแนะนำว่าแทนที่จะพยายามให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ เราควรโฟกัสที่สิ่งที่สำคัญจริง ๆ (คำใบ้: มันอาจจะไม่ใช่การเคลียร์อีเมลจนหมด) ละทิ้งความสมบูรณ์แบบและความจำเป็นในการทำทุกอย่างให้ครบถ้วน และใช้ชีวิตในปัจจุบันให้เต็มที่มากขึ้น

ALAMY

ที่มาของภาพ, ALAMY

คำบรรยายภาพ, หนังสือ Four Thousand Weeks ของโอลิเวอร์ เบิร์กแมน โต้แย้งว่าชีวิตนั้นสั้น และเราควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีความหมายจริง ๆ

ดูเหมือนว่าแนวคิดเรื่อง "การไม่ทำอะไรเลย" กำลังเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น: คุณอาจสังเกตเห็นว่ามีหนังสือเกี่ยวกับ "niksen" ซึ่งเป็นคำภาษาดัตช์ที่หมายถึง "การไม่ทำอะไรเลยอย่างตั้งใจ" เพิ่มขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เช่นหนังสือ Niksen ของ โอลกา เมคกิง ที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านอย่างล้นหลามต้อนที่เผยแพร่ในช่วงการระบาดใหญ่ และตามมาด้วยหนังสืออีกมากมายเช่น Little Book of Hygge [หนังสือเล่มเล็กแห่งความสุขแบบฮุกกะ] ดูเหมือนว่าเราจะชอบรับคำแนะนำเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ที่ย่อยง่ายจากประเทศในยุโรปเหนือ

แม้แต่คำว่า "พัก" เองก็กลายเป็นคำที่ได้รับความนิยม หนังสือเรื่อง "Pause, Rest, Be" [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า หยุด พัก และมีชีวิตอยู่] โดยครูสอนโยคะ อ็อกเทเวีย ราฮีม ที่ตีพิมพ์ในปี 2022 ช่วยให้ผู้อ่านที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนดำเนินชีวิตให้ช้าลงและหันเข้าหาตัวเองมากขึ้น แทนที่จะใช้โยคะเพื่อออกกำลังกายจนเหงื่อออกและได้หน้าท้องที่เพรียวบางเพื่อโพสต์ในอินสตาแกรม เธอย้ำว่าสิ่งที่โยคะสามารถบอกเราได้เกี่ยวกับการรู้จักตนเอง ความสงบ และความเงียบสงบ

หนังสือเรื่อง The Art of Rest [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า ศิลปะของการพักผ่อน] โดย คลอเดีย แฮมมอนด์ ก็มีมุมมองที่เป็นประโยชน์เช่นกัน แต่ละบทในหนังสือเล่มนี้นำเสนอ 10 กิจกรรมที่ผ่อนคลายที่สุดซึ่งถูกระบุในการวิจัยทั่วโลก รวมถึงเน้นความสำคัญของการพักผ่อนอย่างตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ การอ่านหนังสือ หรือการใช้เวลาในธรรมชาติ "การพักผ่อนไม่ใช่ความหรูหรา" แฮมมอนด์ เขียนไว้ "แต่เป็นความจำเป็น"

ขณะเดียวกัน หนังสือเรื่อง Wintering [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า ฤดูหนาว] ของ แคเธอรีน เมย์ ซึ่งมีชื่อรองว่า The Power of Rest and Retreat in Difficult Times [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า พลังแห่งการพักผ่อนและการถอยกลับในช่วงเวลาที่ยากลำบาก] ได้บอกเล่าเรื่องราวอย่างสละสลวยของผู้เขียนที่เรียนรู้ที่จะยอมรับธรรมชาติของชีวิตว่า มีช่วงเวลาที่เราต้องหยุดและบำรุงรักษาตัวเองแทนที่จะดันทุรังเดินหน้าต่อไป "การชะลอความเร็ว การปล่อยให้เวลาว่างของคุณเพิ่มขึ้น การนอนหลับอย่างเพียงพอ… การพักผ่อน [ถือเป็น] การกระทำที่ท้าทาย แต่เป็นสิ่งจำเป็น" เธอเขียน

แน่นอนว่าบางคนสนับสนุนการไม่ทำอะไรเลยเป็นเพียงวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมาย: หนังสือ Rest [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า การพัก] ของ อเล็กซ์ ซูจอง-คิม แพง ซึ่งมีชื่อรองว่า Why You Get More Done When You Work Less [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า ทำไมเมื่อคุณทำน้อยลงแต่กลับได้มากขึ้น] มองว่าการทำงานมากเกินไปเป็นปัญหาด้านประสิทธิภาพมากกว่าปัญหาด้านความเป็นอยู่ แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือหนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ในปี 2016 ซึ่งเป็นช่วงที่คุณค่าของการพักผ่อนยังต้องถูกนำเสนอเพื่อให้สามารถบรรลุผลได้มากขึ้น แต่ในปัจจุบัน เรามักจะสนับสนุนการหยุดพักเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพจิต ความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตวิญญาณ ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และแม้กระทั่งเพื่อความสนุกสนาน

หนังสือเหล่านี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาบนพื้นฐานที่เหมือนกัน พวกมันมีความแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างแนวคิดเชิงวิชาการที่เข้มข้นและบางครั้งก็รุนแรงของโอดีลที่ต่อต้านระบบทุนนิยมอย่างชัดเจนและใช้คำศัพท์เช่น "ปรากฏการณ์วิทยา" อย่างเสรี และหนังสือที่เน้นการให้คำแนะนำที่เรียบง่ายอย่างการอาบน้ำหรือเล่นกับสีเทียน แต่สิ่งนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงบางสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมีอะไรบางอย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมาก มันถึงถูกหยิบมาเป็นประเด็นทั้งในติ๊กตอก บทความเชิงวิชาการ และหนังสือช่วยเหลือตนเองที่ย่อยง่าย

การพักผ่อนอย่างสุดขั้ว

แล้วทำไมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกตะวันตก จากวัฒนธรรมการทำงานหนัก (hustle culture) การก้าวไปข้างหน้า และการเป็นผู้หญิงแกร่ง (girlbossing) มาเป็นการเลิกงานแบบทำไปวัน ๆ (quiet quitting) การพักผ่อนอย่างสุดขั้ว (radical rest) และการใช้ชีวิตอย่างช้า ๆ (slow living) เหตุผลนั้นง่ายมาก: พวกเราทุกคนต่างเหนื่อยล้ามากเหลือเกิน

นั่นคือทฤษฎีของกานนอน: "ทุกคนเหนื่อยมาก ๆ เราทุกคนล้วนพยายามดิ้นรนเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปได้" เธอกล่าวกับบีบีซี "เรามีร่างกายและจิตใจที่ต้องดูแล และฉันไม่คิดว่าเราจะทำอย่างนั้นจริง ๆ"

เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญ การที่สามารถตอบอีเมลบนโทรศัพท์มือถือได้ไม่ทำให้เรามีประสิทธิภาพมากขึ้นจริง ๆ แต่มันแค่ทำให้เราทำงานมากขึ้นเท่านั้น ความแพร่หลายของโซเชียลมีเดียส่งเสริมให้เราบันทึกทุกช่วงของชีวิต กลั่นกรองมันออกมาเป็นเนื้อหา และทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างแบรนด์ส่วนบุคคลของเราเอง

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของแอปติดตามข้อมูลก็เปลี่ยนกิจกรรมยามว่าง การออกกำลังกาย และแม้แต่ความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต เช่น การกินและการนอน ให้กลายเป็นข้อมูลที่สามารถเปรียบเทียบและปรับปรุงได้ คุณสามารถติดตามการนอนของคุณ บันทึกมื้อเช้า จับเวลาวิ่ง บันทึกภาพยนตร์ที่คุณดู และติดตามรอบเดือนของคุณ

Chani Bockwinkel/ Penguin

ที่มาของภาพ, Chani Bockwinkel/ Penguin

คำบรรยายภาพ, ผู้เขียน เจนนี โอดีล สนับสนุนให้เราปรับเปลี่ยนการรับรู้ของเราต่อโลกธรรมชาติและตัวตนภายในของเราใหม่

สำหรับหลายคนที่เริ่มหันหลังให้กับวัฒนธรรมการทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง การแพร่ระบาดของโรค[โควิด-19] เป็นตัวเปลี่ยนเกมอย่างเห็นได้ชัด มันเป็นช่วงเวลาที่น่ากลัว และไม่เงียบสงบสำหรับหลายๆ คน แต่สำหรับจำนวนไม่น้อย การทำงานถูกหยุดชะงักหรือเปลี่ยนมาทำงานที่บ้านเป็นครั้งแรก สำหรับบางคน การเดินทางหายไป เช่นเดียวกับการถูกรบกวนตามปกติ หลายคนแทบไม่มีทางเลือกนอกจากต้องชะลอความเร็วลงหรือไม่ทำอะไรเลย และบางคนก็ตระหนักว่าพวกเขาไม่ต้องการกลับไปสู่วิถีชีวิตแบบเดิมอีก

นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับยุคสมัย กลุ่มมิลเลนเนียลถูกเรียกว่าคนรุ่นที่หมดไฟ และการผสมผสานระหว่างการถูกเลี้ยงดูมาให้ทำงานหนักเพื่อประสบความสำเร็จ และจากนั้นก็จบการศึกษาพร้อมกับหนี้สินมหาศาลในโลกหลังวิกฤตการเงินที่ไม่แน่นอนได้สร้างความท้าทายอย่างร้ายแรงให้กับหลายคนอย่างที่มีการบันทึกไว้อย่างดี

หนังสือที่เน้นเรื่องการหมดไฟโดยตรงก็กลายเป็นธุรกิจใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีตั้งแต่หนังสือที่วิเคราะห์เหตุผลทางสังคม-การเมือง เช่น หนังสือ Can't Even: How Millennials Became the Burnout Generation [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า ไม่ไหวแล้ว: ทำไมมิลเลนเนียลถึงกลายเป็นคนรุ่นที่หมดไฟ] ของ แอน เฮเลน ปีเตอร์เซน ที่สำรวจว่าระบบทุนนิยมและแรงผลักดันเพื่อผลกำไรและประสิทธิภาพได้ผลักดันคนรุ่นนี้ไปสู่ความเหนื่อยล้า ไปจนถึงคู่มือการเอาชนะมันด้วยการพักผ่อนและประเมินค่าใหม่ เช่น Burnout: Solve Your Stress Cycle [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า ภาวะหมดไฟ: แก้ไขวงจรความเครียดของคุณ] ของ เอมิลี และ อมีเลีย นาโกสกี หรือ Burnt Out: The Exhausted Person's Six-step Guide to Thriving in a Fast-paced World [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า หมดไฟ: คู่มือหกขั้นตอนสำหรับคนที่เหนื่อยล้าเพื่อประสบความสำเร็จในโลกที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว] ของ เซลินา บาร์กเกอร์ ซึ่งหนังสือทั้งหมดนี้เผยแพร่ในปี 2020

กานนอนกล่าวโทษพ่อแม่ของคนรุ่นนี้ที่ทำให้เกิดสภาพที่เห็นรุ่นเช่นนี้: "คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์เป็นกลุ่มที่บริโภคสูงมาก พวกเขาซื้อเทคโนโลยีมากที่สุด เป็นเจ้าของทรัพย์สินมากที่สุด พวกเขารักสิ่งของ เงินทอง และความสำเร็จในฐานะกลุ่ม และฉันคิดว่าลูก ๆ ของคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ซึ่งก็คือมิลเลนเนียล ต้องการทำให้พวกเขาประทับใจ โดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาถูกบอกให้ไปประสบความสำเร็จและมีความสำเร็จ แล้วพ่อแม่จะภูมิใจในตัวคุณ นั่นเป็นเรื่องยากมากสำหรับเรา"

การหมดไฟเรื้อรังมีรากฐานมาจากการใช้ชีวิตภายใต้ระบบทุนนิยมโลก และการตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตในจังหวะที่ช้าลงเป็นการตอบโต้ต่อความคิดที่ไม่เคยพอใจที่ระบบทุนนิยมส่งเสริม กานนอนหวังว่าการเคลื่อนไหวในปัจจุบันที่ห่างจากการแสวงหาสถานะ[ทางสังคม]หรือสิ่งของเพิ่มเติมเสมอ และหันไปให้ความสำคัญกับการมีเวลาเพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณที่ดีต่อสังคมของเรา "ผู้คนเริ่มตระหนักมากขึ้นว่าถ้าคุณมีที่อยู่อาศัยและเงินพอสำหรับการใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ ได้ คุณจะต้องการอะไรอีก"

ALAMY

ที่มาของภาพ, ALAMY

คำบรรยายภาพ, คำภาษาดัตช์ "niksen" หมายถึง "การไม่ทำอะไรเลย อย่างตั้งใจ"

แน่นอนว่าในดอกกุหลาบนี้มีหนาม: ทุกคนที่เขียนเกี่ยวกับการใช้เวลาทำงานให้น้อยลงและพักผ่อนมากขึ้นดูเหมือนจะเป็น... จะพูดยังไงดี เป็นคนที่มีอภิสิทธิ์เป็นพิเศษอยู่แล้ว

กานนอนได้ตีพิมพ์หนังสือขายดีหลายเล่ม และเคยเขียนเกี่ยวกับการทำรายได้หกหลักจากจดหมายข่าวของเธอที่มีชื่อว่า The Hyphen (ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ยังคงทำมันต่อในปีที่เธอ “ไม่ทำอะไรเลย”)

เจนนี โอดีล เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อเธอเขียนเรื่องการยกย่องการไม่ทำอะไรเลย แคเธอรีน เมย์ก็สามารถลาออกจากงานและสอนลูกเองที่บ้านในช่วงที่เธอ "ฤดูหนาว" ได้เช่นกัน

ขณะเดียวกัน การใช้ชีวิตแบบช้า ๆ ถูกกล่าวหาว่า มุ่งเน้นไปที่สุนทรียภาพของไลฟ์สไตล์ที่ยากจะเข้าถึงมากเกินไป บนอินสตาแกรมแฮชแท็กนี้จะพาคุณไปยังภาพบ้านไร่ในชนบท ภาพหญิงสาวผิวขาวในชุดพลิ้วไหวที่จัดดอกไม้ และภาพเครื่องนอนโทนอบอุ่น-กลางๆ มากมายด้วยเหตุผลบางประการ การทำอะไรน้อยลงเสี่ยงที่จะกลายเป็นแค่การโอ้อวดไลฟ์สไตล์แบบใหม่หรือเปล่า

กิจกรรมที่ช่วยฟื้นฟูหลายอย่างที่ กานนอนเขียนถึงนั้นต้องใช้เงิน การไปบำบัด การนวดกดจุด การโค้ชชีวิต วันหยุดหลายครั้งและการพักในกระท่อม ดังนั้น ฉันจึงถามเธอว่า คุณจะทำอย่างไรถ้าคุณหมดไฟเพราะคุณต้องทำงานสองงานเพื่อให้พอใช้จ่าย และไม่สามารถลางานได้

กานนอนยอมรับอย่างรวดเร็วว่า เธอโชคดีแค่ไหนที่สามารถหยุดทำงานได้ แต่เธอแนะนำว่าสิ่งนี้เป็นการเปลี่ยนมุมมองทางจิตใจมากพอ ๆ กับสิ่งอื่น ๆ เพียงแค่ให้โอกาสตัวเองหยุดพักสักวันหรือสักสัปดาห์ก็สามารถช่วยได้ และเธอยืนยันว่ามันคุ้มค่าที่จะจำคำพูดเก่า ๆ ว่าสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนั้นฟรี

เธอเล่าว่ามีวันหนึ่งที่เธอกำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟอย่างหนัก และสิ่งเดียวที่เธอทำได้ในวันนั้นคือการออกไปเดินเล่น และซื้อดอกแดฟโฟดิลราคา 1 ปอนด์ (ราว 45 บาท) การยืดขาเดินเล่นและการนำดอกไม้สีเหลืองที่สดใสมาจัดใส่แจกันก็เพียงพอที่จะทำให้เธอผ่านวันนั้นไปได้ "มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าคุณไปที่ไหนหรือเห็นอะไร แต่มันคือการทำบางสิ่งที่ทำให้ใจเราดีขึ้น เราทุกคนรู้ว่าสิ่งนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เงิน"