อะไรคือเหตุผลที่ทำให้มนุษย์เริ่มจูบกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, วิเลียม ปาร์ค
- Role, บีบีซีฟิวเจอร์
"จูบแรก" นั้นถูกทำให้ดูมีความหมายยิ่งใหญ่เพราะหนังรักโรแมนติก มนุษย์ให้คุณค่ามากมายกับการจูบ ว่าแต่ทำไมการจูบถึงได้พิเศษนัก
หนึ่งในคำอธิบายเรื่องนี้คือ ตอนที่เราเป็นเด็กทารก พวกเราชอบการสัมผัสที่ริมฝีปาก เริ่มตั้งแต่การให้นมบุตร พวกเราเชื่อมโยงริมฝีปากกับสิ่งเร้าในเชิงบวก
มีอีกคำอธิบายหนึ่งที่บอกว่า พวกเราวิวัฒนาการมาให้ชอบการจูบแบบปากต่อปาก เพราะย้อนกลับไปในช่วงวิวัฒนาการของเราในอดีต หลังการหย่านม แม่ของเราจะเคี้ยวอาหารให้ก่อนแล้วจึงส่งเข้าปากเรา ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้เรียกว่า การป้อนอาหารก่อนวัยอันควร นี่เป็นพฤติกรรมที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเกิดขึ้นในวงญาติลิงไม่มีหางของเรา

ที่มาของภาพ, Getty Images
ประการที่สอง บริเวณริมฝีปากของเราเป็นจุดอ่อนไหว ซึ่งเป็นส่วนของร่างกายเพียงไม่กี่ส่วนที่ไม่ถูกปกปิดด้วยเสื้อผ้า
"ยิ่งคุณสวมเสื้อผ้ามากชิ้นเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งจูบบ่อยมากขึ้นเท่านั้น" ศาสตราจารย์วิลเลียม แจนโคเวียก ซึ่งเป็นนักมานุษยวิทยา กล่าว
"ยิ่งคุณสวมเสื้อผ้าจำนวนน้อย ความถี่ในการจูบยิ่งน้อยลง แต่มีข้อยกเว้นที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มมนุษย์ผู้ล่าสัตว์และเก็บของป่า เราไม่พบการจูบกัน แต่ก็มีข้อยกเว้นเช่น ชาวอินูอิต ในเขตอาร์กติก"
"พวกเขาเป็นกลุ่มผู้ล่าสัตว์และเก็บของป่าเพียงกลุ่มเดียวที่เราพบว่ามีการจูบกัน การจูบในลักษณะโอเชียนิค (Oceanic kiss) ที่โด่งดัง ซึ่งมีการเอาจมูกไปถูกับจมูกอีกคน พวกเขาไม่ได้เอาปากจูบกัน แค่เอาปากถูปากอีกคนเท่านั้น"
คำถามคือ ทำไม
"ในสถานที่อื่น ๆ ทั้งหมดซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้ล่าสัตว์และเก็บของป่า พวกเขาไม่สวมเครื่องนุ่งห่ม นั่นหมายความว่า พวกเขาจะสามารถมีปฏิสัมพันธ์เชิงเพศกับส่วนใดของร่างกายก็ได้" เขาอธิบายเสริม
"แต่หากคุณสวมเสื้อผ้า ส่วนของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกทางเพศและเป็นพื้นที่เดียวที่ถูกสัมผัสและรับความรู้สึกได้ ก็คือใบหน้าของมนุษย์"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทั้งนี้ การจูบอาจเกิดขึ้นจากวัตถุประสงค์ทางวิวัฒนาการด้วย
เมื่ออยู่ใกล้ชิดกันและกัน พวกเราจะสามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นของอีกคน นี่อาจอธิบายว่าทำไมการจูบแบบปากต่อปากด้วยความรักใคร่จึงไม่ใช่พฤติกรรมของมนุษย์ที่พบเจอได้ทั่วไป
การวิเคราะห์หนึ่งโดยแจนโคเวียกพบว่า ใน 168 วัฒนธรรมทั่วโลก มีไม่ถึงครึ่ง หรือเพียง 46% เท่านั้น ที่พบพฤติกรรมการจูบแบบปากต่อปากด้วยความรู้สึกรักใคร่
"ผมคิดว่า สิ่งสำคัญคือ ความรู้สึกรักใคร่เชิงเพศของคนเราสามารถรับรู้ได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่ด้วยการจูบ" เขาอธิบาย และกล่าวว่า "แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เราพบแบบแผนที่ชัดเจนอันหนึ่ง กล่าวคือ ยิ่งสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้นเท่าใด คุณก็จะพบเห็นการจูบได้บ่อยครั้งมากขึ้นตาม"

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลักฐานลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับพฤติกรรมการจูบ คือบันทึกในคัมภีร์พระเวทในศาสนาฮินดูที่จารึกด้วยภาษาสันสกฤต
"มีหลายวัฒนธรรมที่พบการจูบแบบปากต่อปาก แบบเดียวกับที่เราเข้าใจและทำกันในปัจจุบัน" เชอริล อาร์ เคอร์เชนบาม ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Science of Kissing (ศาสตร์แห่งการจุมพิต) กล่าว
"อย่างไรก็ดี มีการจูบแบบมาเลย์ ที่ (ชาร์ลส์) ดาวิน ได้อธิบายไว้ว่า ผู้หญิงจะย่อตัวลงกับพื้น ส่วนผู้ชายจะยืนอยู่เหนือพวกเธอแล้วก็หอมกันแบบไว ๆ เพื่อรับรู้กลิ่นของกันและกัน"
ส่วนคนบนหมู่เกาะโทรเบรียนด์ (Trobriand) ซึ่งอยู่นอกชายฝั่งเกาะปาปัวนิวกีนี คู่รักจะจูบกันด้วยการนั่งหันหน้าเข้าหากันและขบที่ขนตาของกันและกัน "ซึ่งฉันคิดว่าสำหรับคนในปัจจุบัน นี่คงดูไม่เหมือนการกระทำที่โรแมนติกสักเท่าไหร่ แต่สำหรับพวกเขา นั่นเป็นสิ่งแสนโรแมนติก" เคอร์เชนบาม กล่าว
เธออธิบายว่า "ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจ ผ่านการอยู่ใกล้กับปัจเจกอีกคนขนาดนั้น และตอบจุดประสงค์ที่ทำให้พวกเราใกล้ชิดกับบุคคลเราห่วงใยมากขึ้น"

ที่มาของภาพ, Getty Images
การจูบด้วยการใช้ริมฝีปากประกบกันคือหนึ่งในพฤติกรรมของมนุษย์ที่เป็นเอกลักษณ์ หากการจูบมีจุดประสงค์ด้านวิวัฒนาการจริง เหตุใดเราจึงไม่เห็นสัตว์จำนวนมากกว่านี้จูบกันหละ
เมลิสซา โฮเกนบูม ตอบคำถามนี้ในสารคดีของบีบีซีเอิร์ธเมื่อปี 2015 ว่า "หนึ่งในเหตุผลที่เราอาจถูกบังคับให้เอาใบหน้าเข้าใกล้คู่รัก ก็เพื่อจะดมกลิ่นให้ได้ชัด ๆ โดยกลิ่นตัวสามารถบ่งบอกถึงข้อมูลหลายอย่าง เช่น โภชนาการ โรคภัยไข้เจ็บ อารมณ์ และความเกี่ยวข้องกัน แต่สัตว์หลายประเภทมีการรับรู้กลิ่นดีกว่าพวกเรา ดังนั้น พวกมันจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กันขนาดนั้นเช่นมนุษย์"
เช่นนั้น เราจะยังคงจูบต่อไปหรือไม่ และเหตุใดบางวัฒนธรรมจึงไม่ใส่ใจที่จะจูบกัน
"ตลอดระยะที่ผ่านมา เราพบเห็นการจูบปรากฏขึ้นและสูญหายไปในวัฒนธรรมต่าง ๆ ทั่วโลกด้วยเหตุผลที่แตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลด้านโรคภัย รวมถึงเคยมีจักรพรรดิผู้สั่งห้ามการจูบระหว่างผู้คน เพียงเพราะเขาคิดว่า สิ่งนี้ไม่ใช่สิทธิพิเศษที่คนทั่วไปควรได้รับ" เคอร์เชนบาม กล่าว
"อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่พวกเราเชื่อมั่นได้ และได้เห็นมาครั้งแล้วครั้งเล่า นั่นคือ แม้ว่าจะมีคำประกาศไม่ให้มีการจูบ หรือเกิดโรคภัยขึ้น การจูบก็หวนกลับมาเสมอ" เธอกล่าวทิ้งท้าย












