เลือกตั้ง 2566 : “สับเขต ยำแขวง” ใครได้-ใครเสีย ก่อนศาลปกครองพิพากษาปมแบ่งเขตเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำพิพากษาคคี “แบ่งเขตเลือกตั้งโดยไม่ชอบ” วันที่ 7 เม.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ทั้ง 2 ระบบ
การไต่สวนคดีนี้ เกิดขึ้นภายหลังผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 4 คนยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าแบ่งเขตเลือกตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายใน 3 จังหวัด รวม 4 คดี ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร (กทม.) 1 คดี, สุโขทัย 2 คดี และสกลนคร 1 คดี และขอให้มีคำสั่งเพิกถอนประกาศ กกต. เรื่อง จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จํานวนเขตเลือกตั้งและท้องที่ที่ประกอบเป็นเขตเลือกตั้ง ลงวันที่ 16 มี.ค. 2566
ในระหว่างกระบวนพิจารณาคดี ศาลปกครองสูงสุดไม่ได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา
สื่อหลายสำนัก อาทิ กรุงเทพธุรกิจ และไทยโพสต์ รายงานว่า ตุลาการผู้แถลงคดี ซึ่งไม่ได้อยู่ในองค์คณะพิจารณาคดีนี้ แถลงความเห็นส่วนตัวต่อศาลเมื่อ 4 เม.ย. ว่า ประกาศ กกต. เรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง “ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นควรให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณายกฟ้องในคดีนี้” โดยอ้างถึงเกณฑ์ค่าเฉลี่ยจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้ง ต่อจำนวน ส.ส. 1 คน ซึ่งในพื้นที่ของกรุงเทพฯ สกลนคร และสุโขทัย มีจำนวนราษฎรมากหรือน้อยกว่าร้อยละ 10 ของค่าเฉลี่ยจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้ง 162,766 คน/ ส.ส. 1 คน จนเกินไป
ด้านแกนนำในสนามเลือกตั้ง กทม. ของอย่างน้อย 3 พรรคการเมือง ประเมินกับบีบีซีไทยตรงกันว่า 7 เม.ย. นี้ ไม่น่ามีเหตุพลิกผัน หรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งใหม่
ผู้ฟ้อง-ผู้ถูกฟ้อง กับการตีความกฎหมายต่างมุม
กกต. ต้องออกประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่เพื่อใช้จัดการเลือกตั้งหนนี้ ภายหลังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 โดยเปลี่ยนระบบเลือกตั้งใหม่ และเพิ่มจำนวนเขตเลือกตั้งเป็น 400 เขต จากเดิม 350 เขต
7 กกต. แบ่งเขตเลือกตั้งโดยคำนึงถึงจำนวนประชากร/ส.ส. เป็นหลัก ซึ่งประเทศไทยมีจำนวนราษฎรสัญชาติไทยทั่วราชอาณาจักร ณ 31 ธ.ค. 2565 จำนวน 65,106,481 คน จึงมีจำนวนประชากรโดยเฉลี่ย 162,766 คน ต่อ ส.ส. 1 คน
เฉพาะพื้นที่ กทม. มีจำนวนราษฎรสัญชาติไทย 5,394,910 คน จึงมี ส.ส. ได้ 33 คน และแบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 33 เขต จากเดิม 30 เขต
ขณะที่ผู้ฟ้องคดีอย่าง อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) มองว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งต้องยึดเขตเลือกตั้งเก่าและเขตปกครอง เพราะกฎหมายกำหนดว่า “ให้รวมอำเภอต่าง ๆ เป็นเขตเลือกตั้ง” แต่ กกต. กลับนำแขวงมายำรวมกัน แล้วกำหนดให้เป็นเขตเลือกตั้ง
- รัฐธรรมนูญ มาตรา 86 (5) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกภาพผู้แทนราษฎร มาตรา 26 (5) กำหนดว่า “จังหวัดใดมีการเลือกตั้ง ส.ส. ได้เกิน 1 คน ให้แบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้งเท่าจำนวน ส.ส. ที่พึงมี โดยต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ติดต่อกัน และต้องจัดให้มีจำนวนราษฎรในแต่ละเขตใกล้เคียงกัน”
- พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกภาพผู้แทนราษฎร มาตรา 27 (1) กำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งเขตโดย “ให้รวมอำเภอต่าง ๆ เป็นเขตเลือกตั้ง โดยคำนึงถึงพื้นที่ที่ติดต่อใกล้ชิดกัน ความสะดวกในการคมนาคมระหว่างกัน และการเคยอยู่ในเขตเลือกตั้งเดียวกัน ถ้าการรวมอำเภอในลักษณะนี้จะทำให้มีจำนวนราษฎรมากหรือน้อยเกินไป ให้แยกตำบลของอำเภอออกเพื่อให้ได้จำนวนราษฎรพอเพียงสำหรับการเป็นเขตเลือกตั้ง แต่จะแยกหรือรวมเฉพาะเพียงบางส่วนของตำบลไม่ได้”

ที่มาของภาพ, Getty Images
อรรถวิชช์พบว่า ใน 33 เขตเลือกตั้งของ กทม. มีเพียง 4 เขตที่เหมือนเขตเลือกตั้งเดิมเมื่อปี 2554 ส่วนอีก 29 เขต เปลี่ยนไป และใน 33 เขต มีอยู่ 13 เขตที่มีแต่แขวงล้วน ไม่มีอำเภอหลัก หรือถ้าไปดูเขตเลือกตั้งที่ 32 จะพบว่ามีถึง 5 เขตปกครองอยู่ด้วยกัน
“นี่เป็นความจงใจของ กกต. ในการละลายเขตให้ไม่เหมือนเดิม ล้างใหม่หมด ซึ่งเป็นการทำลายระบบตัวแทนที่ต้องผูกพันกับพื้นที่ ทำให้ความผูกพันระหว่างผู้แทนราษฎรกับประชาชนในพื้นที่ห่างออกไป” อรรถวิชช์กล่าวกับบีบีซีไทย
ผลจากการถูก “สับเขตเลือกตั้ง” ทำให้นักการเมืองวัย 45 ปี ตัดสินใจเว้นวรรคการลงสมัคร ส.ส.กทม. ครั้งแรกในรอบ 15 ปี หลังเป็นผู้แทนฯ คนกรุงมา 2 สมัย ภายใต้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในการเลือกตั้งรอบนี้ เขาย้ายไปลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ในนามพรรค ชพก. แทน
- 2550 เป็น ส.ส.กทม. เขต 4 (จตุจักร บางซื่อ หลักสี่) ภายใต้ระบบเขตใหญ่เรียงเบอร์
- 2554 เป็น ส.ส.กทม. เขต 9 (จตุจักร) ภายใต้ระบบเขตเดียวเบอร์เดียว
- 2562 ลงสมัคร ส.ส.กทม. เขต 6 (พญาไท ราชเทวี จตุจักร (เฉพาะแขวงจตุจักรและแขวงจอมพล)) ภายใต้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม ทว่าไม่ได้รับเลือก
- 2565 ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 9 (หลักสี่ จตุจักร (ยกเว้นแขวงจตุจักร และแขวงจอมพล)) ภายใต้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม และเป็นครั้งแรกที่สวมเสื้อพรรคกล้าลงสนาม แต่ต้องพ่ายแพ้ไป
- 2566 ลงสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ชพก.
ในขณะที่ กกต. ยืนหลัก ผลต่างของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้ง ไม่ควรเกิน 10% ของจำนวนเฉลี่ยต่อจำนวน ส.ส. 1 คน อรรถวิชช์ชี้ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีการนำเกณฑ์ 10% มาใช้กับการเลือกตั้ง กทม. โดยก่อนหน้านี้ มีการใช้หลักเกณฑ์นี้กับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นอื่น ๆ แม้แต่การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ก็ไม่ใช้ประชากร 10%
“จริง ๆ กกต. ไม่ได้ใช้เกณฑ์ 10% ด้วย แต่ใช้เกณฑ์ 5% โดยบอกว่า 10% ของเขาคือนับ 5 บน 5 ล่าง รวมแล้วเป็น 10% หาก กกต. มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการหั่นเขต แปลว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป ถ้า กกต. แก้ระเบียบและประกาศขยับตัวเลขเปอร์เซ็นต์ใหม่ ก็จะสลายเขตเลือกตั้งได้ทันที” รองหัวหน้า ชพก. กล่าว

ที่มาของภาพ, Hataikarn Treesuwan/BBC Thai
อรรถวิชช์ได้แสดงเอกสารคำชี้แจงของ กกต. ในระหว่างการไต่สวนของศาลเมื่อ 30 มี.ค. ให้บีบีซีไทยดู โดยอ้างถึงระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2566 ที่ระบุว่า ให้มีผลต่างของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้ง ไม่ควรเกิน 10% ของจำนวนเฉลี่ยต่อจำนวน ส.ส. 1 คน ในเขตจังหวัดนั้น “หมายถึง ระหว่างค่าเฉลี่ยสูงสุดไม่ควรเกิน 5% ของจำนวนเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คนในจังหวัด และค่าเฉลี่ยต่ำสุดไม่ควรเกิน 5% ของจำนวนเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คนในจังหวัด”
เขากล่าวด้วยว่า หากศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยให้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ จะไม่ส่งผลกระทบต่อวันเลือกตั้ง 14 พ.ค. แต่จะมีผลให้แต่ละพรรคต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งขั้นต้น (ไพรมารีโหวต) ใหม่ และ กกต. ต้องเปิดรับสมัครเลือกตั้งใหม่ ซึ่งสามารถทำได้ระหว่าง 14-18 เม.ย. และขยายวันเลือกตั้งล่วงหน้าออกไป
ก้าวไกลมอง “การแบ่งเขตไม่มีความพอดี”
นอกจากความเห็นของผู้ยื่นฟ้อง บีบีซีไทยยังพูดคุยกับ 3 แกนนำในสนามเลือกตั้ง กทม. จาก 3 พรรคการเมือง เพื่อให้ประเมินผลคำพิพากษา 7 เม.ย. นี้ ซึ่งทุกคนคาดการณ์ว่าไม่น่ามีเหตุพลิกผัน หรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งใหม่
อย่างไรก็ตามบรรดา “ผู้เล่น” เหล่านี้ ได้สะท้อนความเห็นต่อกติกาที่พวกเขาไม่ใช่ผู้เลือก-ผู้กำหนด
“การแบ่งเขตไม่มีความพอดี” คือคำจำกัดความของ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ต่อการแบ่งเขตเลือกตั้ง 33 เขตของ กทม.
เขาอธิบายว่า กกต. กำหนดให้ค่าเบี่ยงเบนของจำนวนประชากรในแต่ละเขต มีความแตกต่างบวกลบไม่เกิน 10% จากค่าเฉลี่ยจำนวนประชากรต่อ ส.ส. 1 คน แต่ไม่ได้คำนึงถึงเขตปกครอง ทำให้หลายเขตเลือกตั้งรอบก่อนถูกซอยออกและเปลี่ยนใหม่ โดยเหลือเพียง 3 เขตเท่านั้นที่เหมือนกับในคราวเลือกตั้ง 2562 ประกอบด้วย เขตเลือกตั้งที่ 3 (บางคอแหลม-ยานนาวา) เขตเลือกตั้งที่ 4 (คลองเตย-วัฒนา) และเลือกตั้งที่ 23 (พระโขนง-บางนา)
“การแบ่งเขตแบบนี้ ทำให้หลายคนที่ทำงานทำพื้นที่มา ไม่ว่าจะเป็น อดีต ส.ส. หรืออดีตผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งเคยโฟกัสพื้นที่ตามเขตเลือกตั้งเดิม ต้องอ่อนกำลังลง” พิจารณ์ให้ความเห็น

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สำหรับพรรค ก.ก. เขายืนยันว่า ไม่มีปัญหากับเขตเลือกตั้ง เพราะไม่ได้ทำการเมืองผ่านระบบอุปถัมภ์ ไม่ใช้การจัดตั้ง แต่เน้นการสร้างฐานสมาชิกพรรคมากกว่า แต่เกรงว่าการแบ่งเขตด้วยการผ่าเขตปกครองเยอะ ๆ เช่นนี้ อาจสร้างความสับสนให้กับประชาชนได้
หากถามว่าใคร-พรรคไหนได้รับอานิสงส์จากการ “สับเขตเลือกตั้ง”
“ผู้มีอำนาจที่ตั้งพรรคใหม่ และไม่เคยมี ส.ส. มาก่อน” เขาตอบ และกล่าวเสริมว่า ถ้าย้อนดูผลการเลือกตั้ง ส.ส.กทม. ปี 2562 และผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ปี 2565 จะพบว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรค ก.ก. คือพรรคที่ได้ที่นั่งในสนามนี้ค่อนข้างมาก
- เลือกตั้งทั่วไป 2562 รวม 30 เขต - พปชร. 12 เขต // พท. 9 เขต // อนค. 9 เขต
- เลือกตั้ง ส.ก. 2565 รวม 50 เขต - พท. 19 เขต // ก.ก. 14 เขต // ปชป. 9 เขต // ทสท. 2 เขต // พปชร. 2 เขต // กลุ่มรักษ์กรุงเทพ 2 เขต // ผู้สมัครอิสระ 2 เขต
อย่างไรก็ตามพิจารณ์คาดว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด “ไม่น่าจะเป็นไปในทิศทางที่ทำให้คนที่อยู่ในอำนาจต้องเสียผลประโยชน์” แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร จะแบ่งเขตแบบไหน พรรคสีส้มก็พร้อมเต็มที่
พปชร. ชี้ยำแขวงรวมเขต ทำให้ “ไม่มีแชมป์เดิม” อีกต่อไป
สกลธี ภัททิยกุล กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่ กทม. มองว่า กกต. แบ่งเขตเลือกตั้งโดยยึดหลักตามกฎหมาย ซึ่งสามารถตีความได้ 2 แนวทาง จะยึดตามเขตปกครอง หรือยึดตามจำนวนประชากรก็ได้
ส่วนตัวเขาคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดจะออกมาอย่างไร พรรคก็เตรียมการรองรับไว้หมดแล้ว
กับการรวมสารพัดแขวงมาเป็นเขตเลือกตั้งของผู้ออกกฎ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้เล่นดั้งเดิมที่ทำพื้นที่การเมืองมานาน สกลธียอมรับว่า การแบ่งเขตเช่นนี้ ทำให้ “ไม่มีแชมป์เดิม” อีกต่อไป
“แชมป์เดิม เขาอาจเก่งในพื้นที่ตามการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเก่า แต่เมื่อเขตเลือกตั้งถูกเขย่าใหม่ ผ่าเขต ผ่าแขวง มันบอกไม่ถูกหรอกว่าคนนี้แชมป์ คนนี้ตัวเต็ง เพราะฐานเดิมที่เขาทำพื้นที่มา มันถูกตัดไปอยู่กับเขตเลือกตั้งใหม่ ทั้งแชมป์เก่าและผู้สมัครหน้าใหม่จึงมีโอกาสเท่า ๆ กัน ทุกคนก็ต้องลุยทำพื้นที่พร้อมกันหมด” สกลธีระบุ

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พปชร.
ส่วนการสื่อสารกับประชาชนที่อาจเกิดความสับสน หลังเขตปกครองเดียวกันถูกแบ่งออกเป็นหลายเขตเลือกตั้ง ห่างกันเพียงเสาไฟฟ้าต้นเดียว เขตเลือกตั้งก็เปลี่ยนไปแล้วนั้น แกนนำ พปชร. ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.กทม. และอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. บอกว่า คน กทม. รู้จักวิธีการเลือกตั้งเป็นอย่างดี และเมื่อแต่ละพรรคจับสลากได้หมายเลขผู้สมัครแล้ว ก็คงสื่อสารกับประชาชนได้ไม่ยาก
เพื่อไทยบอกออกซ้าย-ขวา ก็มีคนร้อง
ดนุพร ปุณณกันต์ กรรมการศูนย์ปฏิบัติการเลือกตั้ง กลุ่มงานบริหารพื้นที่ กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นอีกคนที่เชื่อว่าศาลปกครองสูงสุดจะไม่เปลี่ยนแปลงการแบ่งเขตเลือกตั้ง กทม. หรือวินิจฉัยว่า กกต. ทำผิดกฎหมาย เพราะ กกต. เลือกแบ่งเขตโดยใช้เกณฑ์ประชากร 1.6 แสนคน/ส.ส.
ขณะเดียวกัน กกต. ได้เปิดรับสมัคร ส.ส. ไปแล้ว แต่ละพรรคก็จับสลากได้เบอร์แล้ว เริ่มหาเสียงแล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อทั้งผู้สมัคร และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ อีกทั้งศาลย่อมรู้ดีว่าการเลือกตั้งต้องเกิดภายในกี่วัน ๆ ภายหลังยุบสภา ซึ่งเป็นเรื่องที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงไม่น่าจะออกมาแบบทำให้เกิดปัญหา หรือทำอะไรที่ขัดรัฐธรรมนูญ
ในส่วนของพรรค พท. ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาในทิศทางไหน ก็พร้อมทำงานเต็มที่
“ไม่ว่าจะออกมาทางซ้ายหรือขวา มันก็จะมีคนได้ประโยชน์และคนเสียประโยชน์อยู่ดีในแต่ละเขตเลือกตั้ง ซึ่งถ้าออกมาแบบหนึ่ง ก็จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งไปร้อง ออกมาอีกแบบหนึ่ง ก็มีอีกกลุ่มไปร้อง ดังนั้นโจทย์ของเราคือทำอย่างไรให้ประชาชนรู้ว่าเขตอะไร ต้องกาเบอร์ไหน การแบ่งเขตเลือกตั้งไม่ว่าจะแบ่งอย่างไร เพื่อไทยก็พร้อม” ดนุพรกล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

เส้นทางคดี “แบ่งเขตเลือกตั้งไม่ชอบกฎหมาย”
16 มี.ค. ที่ประชุม กกต. มีมติเห็นชอบร่างประกาศ กกต. เรื่อง จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จํานวนเขตเลือกตั้งและท้องที่ที่ประกอบเป็นเขตเลือกตั้ง
16 มี.ค. นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค ชพก. เข้ายื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ เพื่อขอเพิกถอนประกาศเขตเลือกตั้ง กทม. เพราะมองว่าขัดต่อกฎหมาย โดยเฉพาะการรวมเฉพาะแขวงโดยไม่มีเขต หรืออำเภอหลัก มาเป็นเขตเลือกตั้งใหม่
17 มี.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ กกต. เรื่อง การแบ่งเขตเลือกตั้งฯ ลงวันที่ 16 มี.ค. 2566 ลงนามโดยนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.
20 มี.ค. ศาลปกครองสูงสุดรับคำร้องคดี “แบ่งเขตเลือกตั้งโดยไม่ชอบ” ของกรุงเทพฯ เป็นคดีดำหมายเลข ฟ.16/2566 แต่ไม่มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา
ต่อมา ทราบในภายหลังว่านอกจาก กทม. ยังมีผู้ยื่นคำร้องนองเดียวกันใน จ.สุโขทัย และ จ.สกลนคร ด้วย โดยให้เหตุผลว่าการแบ่งเขตส่อไปในทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ยึดถือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้ง และกระทบสิทธิของประชาชน สร้างความสับสนในการใช้สิทธิเลือกตั้ง และกระทบต่อจำนวนราษฎรผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง
30 มี.ค. ศาลปกครองสูงสุดออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนคดี โดยมีผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดี เข้าร่วมอย่างพร้อมเพียง
ฝ่ายผู้ฟ้องคดีทั้ง 4 คน ประกอบด้วย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค ชพก., นายพัฒ ตั้งเบญจผล ผู้ประสงค์ลงสมัคร ส.ส.สุโขทัย ปชป., นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ อดีต ส.ส.สุโขทัย และผู้สมัคร ส.ส.สุโขทัย เขต 1 ปชป. นายพัฒนา สัพโส ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและมีสิทธิสมัคร ส.ส.สกลนคร
ฝ่ายผู้ถูกฟ้อง มีนายปกรณ์ มหรรณพ กรรมการ กกต. นำทีมผู้บริหารสำนักงาน กกต. เดินทางมาชี้แจงด้วยตนเอง
4 เม.ย. ศาลปกครองสูงสุดออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีนัดแรก โดยมีนายอรรถวิชช์, นายวิรัตน์ และนายพัฒ ร่วมแถลงปิดคดีด้วยวาจา ส่วนตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจาก กกต. ส่งคำแถลงปิดคดีทั้ง 4 คดีเป็นลายลักษณ์อักษร
จากนั้นองค์คณะตุลาการเจ้าของสำนวนคดีได้ให้ตุลาการผู้แถลงคดี ซึ่งเป็นตุลาการนอกองค์คณะ แถลงความเห็นส่วนตัวที่องค์คณะจะนำไปประกอบการพิจารณาด้วย โดยตุลาการเห็นว่า ประกาศ กกต. ที่ออกมาชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นควรที่ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณายกฟ้องในคดีนี้
7 เม.ย. ศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้
ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix











