เครื่องมือหินค้นพบใหม่ในเคนยา ชี้มนุษย์โบราณ 2.75 ล้านปีก่อน เป็นนักประดิษฐ์ผู้รู้จักถ่ายทอดทักษะฝีมือ

Composite image of four stone tools on a pale yellow background. The top left stone displays a rich blend of golden and earthy hues with a polished appearance and distinct surface features. The top right stone is darker, rugged, and features a prominent cavity, giving it a unique and weathered character. The bottom right stone appears translucent and pearlescent, with gentle gradients of white and pale brown that highlight its smooth fractured surfaces. The bottom left stone stands out with glassy reflections, angular facets, and traces of ancient flaking visible against its blue-grey background.

ที่มาของภาพ, David Braun

คำบรรยายภาพ, แม้จะดูคล้ายก้อนหินธรรมดา แต่ทั้งหมดนี้คือเครื่องมือหินล้ำยุคของคนโบราณเมื่อหลายล้านปีก่อน ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยทักษะฝีมืออันยอดเยี่ยม
    • Author, พัลลภ โกศ
    • Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์

หลักฐานใหม่จากแหล่งโบราณคดี "นาโมโรตูกูนัน" (Namorotukunan) ในประเทศเคนยา ชี้ว่ามนุษย์โบราณยุคแรกเริ่มที่มีชีวิตอยู่เมื่อหลายล้านปีก่อน อาจเป็นนักประดิษฐ์ผู้รู้จักถ่ายทอดทักษะฝีมือไปยังคนรุ่นหลัง

ทีมนักวิจัยนานาชาติค้นพบว่า มนุษย์โบราณรุ่นแรก ๆ เมื่อราว 2.75 ล้านปีก่อน ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเคนยา สามารถประดิษฐ์เครื่องมือหินชั้นเยี่ยมที่มีความคมอย่างมาก ทั้งยังสามารถถ่ายทอดความรู้และทักษะในการสร้างเครื่องมือหินดังกล่าวให้กับคนรุ่นหลัง จนมีการประดิษฐ์ซ้ำและใช้งานเครื่องมือหินแบบเดียวกันอย่างต่อเนื่องถึง 300,000 ปี ในแหล่งโบราณคดีดังกล่าว

ก่อนหน้านี้นักโบราณคดีเชื่อกันว่า มนุษย์ยุคแรกได้ประดิษฐ์เครื่องมือหินขึ้นเพื่อใช้งานเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่ได้มีการถ่ายทอดทักษะฝีมือดังกล่าวไปยังคนรุ่นหลัง ทำให้ความรู้เรื่องการประดิษฐ์เครื่องมือหินในยุคแรกเริ่ม ถูกหลงลืมและสูญหายไปอย่างรวดเร็ว ทว่าการค้นพบครั้งล่าสุดนี้ กลับเป็นครั้งแรกที่พิสูจน์ว่า มีการถ่ายทอดเทคโนโลยียุคหินไปยังลูกหลานของพวกเขานับพันรุ่น

ศาสตราจารย์เดวิด บราวน์ ผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตันของสหรัฐฯ ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นในวารสาร Nature Communications บอกว่าทีมวิจัยของตนได้ค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่พิสูจน์ยืนยันความถูกต้องของแนวคิดใหม่ ซึ่งจะปฏิวัติเปลี่ยนแปลงความเข้าใจเรื่องวิวัฒนาการมนุษย์ที่มีมาแต่เดิม

"เมื่อก่อนเราคิดว่า การสร้างและใช้เครื่องมือของมนุษย์โบราณนั้น เกิดขึ้นโดยบังเอิญเป็นครั้งคราวก่อนจะสูญหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างจากเปลวไฟในกระทะร้อน แต่เมื่อเราได้พบการใช้งานเครื่องมือชนิดเดียวกันอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลานานถึงสามแสนปี แนวคิดทฤษฎีเก่าย่อมเป็นไปไม่ได้แล้ว" ศ.บราวน์กล่าว "นี่คือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างยาวนานโดยไม่ขาดสาย ดังนั้นการใช้เครื่องมือของมนุษย์โบราณและบรรพบุรุษมนุษย์ อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องกว่าที่เคยคาดกันเอาไว้มาก"

A person's hand is pointing to or holding a sharp stone tool that is partially buried in sandy, gravelly ground. The scene is very close up, showing the texture of the dirt and small rocks around the tool. The focus suggests the discovery or examination of a potential artifact, likely during an archaeological dig.

ที่มาของภาพ, David Braun

คำบรรยายภาพ, เครื่องมือหินยุคโบราณนั้นคมมาก จนบาดนิ้วมือของนักวิจัยเข้าหลายครั้ง

ทีมนักวิจัยนานาชาติใช้เวลานานถึงสิบปี ในการขุดค้นและศึกษาวิเคราะห์แหล่งโบราณคดีนาโมโรตูกูนัน จนได้พบหลักฐานจำนวนมาก เช่นเศษหินแตกที่คมกริบ 1,300 ชิ้น, หินทุบ (hammerstone), และแก่นด้านในของหิน ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากการกะเทาะหินกรวดที่นำมาจากก้นแม่น้ำอย่างระมัดระวัง เทคโนโลยีการประดิษฐ์เครื่องมือหินแบบนี้ เป็นแบบเดียวกับของวัฒนธรรมโอลโดวาน (Oldowan) ซึ่งเป็นวิธีประดิษฐ์เครื่องมือหินแบบแรกที่รู้จักกันแพร่หลายของมนุษยชาติ

ดร.แดน ปัลคู โฮลิเยร์ นักธรณีศาสตร์ (geoscientist) จากมหาวิทยาลัยเซาเปาลูของบราซิลบอกว่า ทีมนักวิจัยพบเครื่องมือหินดังกล่าวในชั้นดินต่าง ๆ ถึง 3 ชั้น ยิ่งโบราณวัตถุถูกฝังอยู่ในชั้นดินลึกขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีอายุเก่าแก่มากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ เครื่องมือหินหลายชิ้นยังมีร่องรอยของการถูกคัดเลือกมาเป็นอย่างดี ซึ่งแสดงว่าคนโบราณรู้จักเลือกหินที่มีคุณภาพ โดยให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการใช้งานแต่ละอย่าง แสดงว่ามนุษย์โบราณยุคแรก ๆ มีความรู้และทักษะฝีมือในการประดิษฐ์เครื่องมือหินเป็นอย่างดี

ดร.โฮลิเยร์ ยังบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า "สิ่งที่เราพบในแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ คือทักษะความชำนาญในระดับสูงที่ละเอียดซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ คนโบราณเหล่านี้คือนักธรณีวิทยาผู้ชาญฉลาดอย่างล้ำเหลือ พวกเขารู้ว่าจะหาวัตถุดิบชั้นเลิศได้อย่างไร และเครื่องมือหินพวกนี้ก็ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ บอกได้เลยว่าบางชิ้นบาดนิ้วมือเราจนเป็นแผลกันเลยทีเดียว"

หลักฐานทางธรณีวิทยายังบ่งชี้ว่า การประดิษฐ์และใช้งานเครื่องมือหิน อาจช่วยให้มนุษย์โบราณในยุคแรกเริ่ม รอดชีวิตจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมาได้ โดยดร.ราฮับ เอ็น. คินยันจุย นักวิทยาศาสตร์ประจำพิพิธภัณฑ์แห่งชาติประเทศเคนยา สันนิษฐานว่าความเปลี่ยนแปลงในอดีตดังกล่าว ทำให้ภูมิประเทศแบบพื้นที่ชุ่มน้ำกลายมาเป็นพื้นที่แห้งแล้ง อย่างเช่นทุ่งหญ้าที่เกิดไฟป่าไหม้ลามได้ง่าย หรือภูมิประเทศแบบกึ่งทะเลทราย

Map of Kenya in East Africa, surrounded by Uganda to the west, Tanzania to the south, Ethiopia to the north, and Somalia to the east, with the Indian Ocean on its southeast coast. The map highlights a specific location named Namorotukunan Hill in northwestern Kenya, almost on the border with Ethiopia. Nairobi, the capital city of Kenya, is marked further south in the middle of the country. A small inset globe at the top left corner displays Kenya's position within Africa.
คำบรรยายภาพ, แหล่งโบราณคดีที่เนินเขานาโมโรตูกูนัน (Namorotukunan Hill) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเคนยา

ดร.โฮลิเยร์กล่าวเสริมว่า ตามปกติแล้วความผันผวนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพแวดล้อม จะบีบบังคับให้ประชากรสัตว์ต้องปรับตัวในเชิงวิวัฒนาการ หรือไม่ก็อพยพไปหาแหล่งที่อยู่ใหม่ที่เหมาะสมกว่า แต่มนุษย์โบราณที่เป็นนักประดิษฐ์ยังคงอาศัยอยู่ในถิ่นเดิมได้ด้วยการใช้เทคโนโลยี ซึ่งทำให้พวกเขาไม่ต้องปรับตัวทางชีววิทยาเลย

"เทคโนโลยีเครื่องมือหิน ทำให้มนุษย์โบราณในทางตะวันออกของแอ่งตูร์กานา ยังคงมีชีวิตรอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพภูมิประเทศ พวกเขาไม่จำเป็นต้องปรับตัวในเชิงวิวัฒนาการ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิธีหาอาหารเสียใหม่เท่านั้น"

ดร.โฮลิเยร์ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า การขุดพบเครื่องมือหินแบบเดียวกันในชั้นดินยุคต่าง ๆ แสดงว่าคนโบราณรุ่นแรก ๆ สามารถค้นพบวิธีควบคุมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว แทนที่จะปล่อยให้ธรรมชาติควบคุมพวกเขาแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งยังได้ใช้วิธีการนี้ในการดำรงชีวิตมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ถือกำเนิดขึ้น

"การใช้เครื่องมือนั้นหมายความว่า พวกเขาไม่จำเป็นจะต้องมีวิวัฒนาการ โดยเปลี่ยนแปลงร่างกายของตนเองให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมใหม่แต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม พวกเขากลับพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นในการหาอาหารขึ้นมาแทน เช่นเครื่องมือหินที่ใช้ชำแหละซากสัตว์ และเครื่องมือขุดต้นพืชต่าง ๆ" ดร.โฮลิเยร์กล่าว

The picture shows a broad, arid landscape of tan and sandy hills with gentle slopes and eroded gullies, dotted with small green shrubs and sparse trees. In the background, there are a few dome-shaped hills and patches of vegetation, beneath a pale blue sky with scattered, wispy white clouds. The overall scene is dry and rugged, evoking a sense of ancient terrain shaped by long-gone water flows

ที่มาของภาพ, David Braun

คำบรรยายภาพ, แหล่งโบราณคดีนาโมโรตูกูนัน ตั้งอยู่ในเขต "แอ่งตูร์กานา" ของเคนยา ใกล้กับทางน้ำของแม่น้ำโบราณสายใหญ่ที่เหือดแห้งไปนานแล้ว ซึ่งในอดีตแม่น้ำสายนี้ได้ดึงดูดให้บรรพบุรุษมนุษย์ในยุคเริ่มแรก พากันมาลงหลักปักฐานที่นี่

ทีมผู้วิจัยได้พบหลักฐานที่ยืนยันความถูกต้องของแนวคิดข้างต้น โดยพบกระดูกสัตว์ที่ถูกทุบให้แตก และกระดูกสัตว์ที่มีร่องรอยการตัดเฉือนจำนวนมาก ในแหล่งโบราณคดีนาโมโรตูกูนัน ซึ่งแสดงว่ามนุษย์โบราณเหล่านี้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ด้วยการล่าสัตว์เพื่อเอาเนื้อมาเป็นอาหาร

"เทคโนโลยีเครื่องมือหินทำให้มนุษย์โบราณมีความได้เปรียบ เพราะสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารหลากหลายชนิด แม้ในยามที่สภาพภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว พวกเขาสามารถข้ามผ่านอุปสรรคที่ท้าทายต่อความอยู่รอดนี้ไปได้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีแสวงหาและเข้าถึงอาหารชนิดใหม่ ๆ" ดร.โฮลิเยร์กล่าว

A group of people are working together at an archaeological dig site in a dry, rocky landscape with sparse vegetation. Some are kneeling and carefully examining or excavating a partially exposed layer of earth, while one stands nearby watching. Their focused activity suggests they are searching for or studying artifacts or fossils in the ground.

ที่มาของภาพ, David Braun

คำบรรยายภาพ, ทีมนักโบราณคดีขณะกำลังขุดค้นแหล่งโบราณคดีนาโมโรตูกูนัน ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 2.58 ล้านปี

อย่างไรก็ตาม ประชากรมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในแหล่งโบราณคดีนาโมโรตูกูนันเมื่อ 2.75 ล้านปีก่อน มีทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์ยุคแรกเริ่มที่มีสมองขนาดเล็ก และบรรพบุรุษที่เป็นญาติในสายวิวัฒนาการของมนุษย์ อย่างเผ่าพันธุ์ออสตราโลพิเทซีนส์ (australopithecines) ซึ่งมีฟันซี่ใหญ่กว่า และมีลักษณะของลิงชิมแปนซีผสมปนเปกับลักษณะของมนุษย์

มีความเป็นไปได้ว่า เผ่าพันธุ์ที่รู้จักประดิษฐ์และใช้เครื่องมือหิน อาจเป็นประชากรมนุษย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในจำนวนนี้ หรือทั้งสองกลุ่ม

ศ.บราวน์บอกว่า ข้อสันนิษฐานล่าสุดขัดแย้งกับแนวคิดดั้งเดิมของผู้เชี่ยวชาญด้านวิวัฒนาการมนุษย์ ซึ่งเคยคาดกันว่าพฤติกรรมการใช้เครื่องมืออย่างต่อเนื่องยาวนาน เกิดขึ้นในยุคหลังเมื่อราว 2.4 - 2.2 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์มีวิวัฒนาการจนสมองมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว

"แนวคิดดั้งเดิมเชื่อว่า การที่มนุษย์มีสมองขนาดใหญ่ขึ้นอย่างมากในยุคหลัง ทำให้ต้องประดิษฐ์เครื่องมือหิน เพื่อหาอาหารที่ให้พลังงานและคุณค่าทางโภชนาการสูงให้ได้มากพอ จึงจะสามารถหล่อเลี้ยงสมองขนาดใหญ่นี้ได้" ศ.บราวน์กล่าว "อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่พบจากแหล่งโบราณคดีนาโมโรตูกูนัน ชี้ว่ามีการใช้เครื่องมือหินมาก่อนที่สมองจะขยายขนาดขึ้นด้วยซ้ำ"

"ที่ผ่านมาเราดูถูกความสามารถของมนุษย์ยุคแรก และบรรพบุรุษมนุษย์เหล่านี้เกินไปอยู่สักหน่อย เพราะอันที่จริงแล้ว เราอาจจะค้นหารากเหง้าของความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับตัว โดยย้อนรอยกลับไปได้ถึงช่วงเวลาเก่าแก่กว่าที่คิด เช่นเมื่อ 2.75 ล้านปีก่อน หรือเก่าแก่กว่านั้น" ศ.บราวน์กล่าวทิ้งท้าย