"เด็กตาอุง" ฟอสซิลฉีกตำราประวัติศาสตร์ พิสูจน์กำเนิดมนุษย์มาจากแอฟริกา

ที่มาของภาพ, Science Photo Library
- Author, บีบีซี นิวส์ มุนโด (แผนกภาษาสเปน)
เมื่อราวหนึ่งศตวรรษก่อน บทความวิชาการที่กล่าวถึงซากฟอสซิลสัตว์โบราณชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีอายุเก่าแก่เหลือเชื่อกว่าสองล้านปี เริ่มมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงแนวคิดของบรรดานักวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับเส้นทางวิวัฒนาการของมนุษย์ จนเกิดการเรียนรู้ทำความเข้าใจประเด็นดังกล่าวอย่างลึกซึ้งขึ้น และในที่สุดก็กลายเป็นทฤษฎีบรรพมานุษยวิทยาที่ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งฟอสซิลชิ้นสำคัญที่สุดดังกล่าว และการไขปริศนาว่าด้วยความเป็นมาของมนุษยชาตินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดนี้ เปิดฉากขึ้นที่บ้านพักของเรย์มอนด์ ดาร์ต (Raymond Dart) นักกายวิภาคศาสตร์และนักมานุษยวิทยาชาวออสเตรเลีย ซึ่งกำลังจัดงานแต่งงานให้กับเพื่อนสนิทของเขา ที่บ้านพักของตนเองในนครโยฮันเนสเบิร์กของแอฟริกาใต้
หนังสือบันทึกความทรงจำของดาร์ตชื่อว่า "การผจญภัยที่ตัวเชื่อมต่อหายไป" (Adventures with the Missing Link - 1959) ย้อนเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญดังกล่าวว่า ในตอนนั้นบุรุษไปรษณีย์ได้นำพัสดุสองกล่องใหญ่มาส่งที่บ้านงาน ซึ่งก็เป็นเวลาจวนเจียนที่เจ้าสาวจะมาถึง และดาร์ตเองก็ต้องทำหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวในพิธีมงคลสมรสด้วย
พัสดุปริศนาที่ดูแล้วไม่น่าจะใช่ของขวัญวันแต่งงานอย่างแน่นอน อันที่จริงคือซากฟอสซิลที่ถูกส่งมาจากคนงานเหมืองหินปูนแห่งหนึ่ง โดยเหมืองนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ซึ่งคนพื้นเมืองเรียกขานกันว่า "ตาอุง" (Taung) หรือ "ถิ่นสิงโต" ห่างจากนครโยฮันเนสเบิร์กไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 500 กิโลเมตร
ในตอนนั้นดาร์ตทำงานวิชาการ โดยเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชากายวิภาคศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สแรนด์ (Witwatersrand University) ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ได้ราวหนึ่งปี ทำให้เขายังคงขาดแคลนอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ รวมทั้งไม่มีห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์เก็บสะสมตัวอย่างฟอสซิลซึ่งจำเป็นต่องานวิจัย ทำให้เขาต้องขอให้คนงานเหมืองหินปูน ส่งซากฟอสซิลนั้นมาให้ที่บ้านพักแทน
เมื่อรู้ว่าพัสดุสำคัญถูกส่งมาถึงแล้ว ดาร์ตรีบร้อนวิ่งลงบันไดมารับทันที ทั้งที่ร่างกายท่อนบนยังเปลือยเปล่าไม่ได้สวมเสื้อ จนทำให้ "ดอรา" ภรรยาของเขาต้องร้องเตือนไล่หลังมาว่า อย่าเพิ่งเปิดกล่องพัสดุออกดู จนกว่างานแต่งงานของเพื่อนจะเสร็จสิ้นลง
ทว่าความอยากรู้อยากเห็นที่พลุ่งพล่าน ทำให้ดาร์ตไม่ฟังคำภรรยาเลยแม้แต่น้อย ภายในพัสดุกล่องที่สอง ปรากฏว่ามีกะโหลกศีรษะรูปร่างแปลกประหลาดติดอยู่ในก้อนหินปูน เขาจึงอดใจไม่ได้ที่จะคว้าเข็มถักนิตติ้งของภรรยา มาขูดเอาหินปูนที่เกาะพอกปิดบังกะโหลกศีรษะนั้นออกทันที

ที่มาของภาพ, Science Photo Library
ดาร์ตหมกมุ่นกับงานวิจัยตรงหน้าอยู่นาน จนกระทั่งเจ้าบ่าวต้องมาขู่ว่า หากยังไม่ยอมวางมือ เขาก็จะไปหาเพื่อนเจ้าบ่าวคนใหม่มาทำหน้าที่แทนดาร์ตแล้ว
เมื่องานเลี้ยงฉลองสมรสของเพื่อนเสร็จสิ้นลง ดาร์ตไม่รอช้าที่จะกลับมาหาฟอสซิลชิ้นสำคัญนั้นทันที เขาเขียนบรรยายถึงช่วงเวลาสำคัญไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำว่า "เมื่อหินก้อนนั้นแตกออก ใบหน้าของเด็กทารกที่มีฟันน้ำนมครบชุดก็ปรากฏให้เห็น ผมสงสัยเหลือเกินว่าในเทศกาลคริสต์มาสปี 1924 จะมีพ่อแม่คนไหนที่ภาคภูมิใจในตัวลูก มากไปกว่าตัวผมเองที่รู้สึกภาคภูมิใจกับเด็กน้อยตาอุงของผม"
ยืนด้วยสองขา
นอกจากใบหน้าที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แล้ว ดาร์ตยังพบว่ามีการจับตัวของตะกอนหินปูนที่สะสมตรงด้านในของกะโหลกศีรษะ ซึ่งทำให้เกิดการหล่อจำลองแบบรูปทรงของสมองขึ้นตามธรรมชาติ ร่องรอยนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกายวิภาคของระบบประสาทและสัณฐานวิทยาของสมองอย่างดาร์ต มองออกภายในแวบเดียวว่า นี่ไม่ใช่สมองของสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายคน (anthropoid) ชนิดธรรมดาทั่วไป
"รูปหล่อหินปูนนั้น คือแบบจำลองสมองวานรที่มีขนาดใหญ่กว่าของลิงบาบูน 3 เท่า ทั้งใหญ่กว่าของลิงชิมแปนซีที่โตเต็มวัยมาก ยิ่งไปกว่านั้น ดาร์ตยังพบว่าตรงส่วนล่างของสมอง มีอวัยวะที่เขาตีความว่าอาจเป็นฟอราเมน แม็กนัม (foramen magnum) ช่องเปิดขนาดใหญ่รูปวงรี ที่เป็นช่องทางให้กระดูกสันหลังยื่นเข้าไปในฐานกะโหลกศีรษะได้" ศาสตราจารย์กิตติคุณ ลี เบอร์เกอร์ จากมหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สแรนด์ ให้คำอธิบายกับผู้สื่อข่าวบีบีซี
"ดาร์ตลงความเห็นด้วยความรู้สึกยินดีในทันทีว่า นี่คือฟอสซิลของลิงไม่มีหางยุคโบราณที่ยืนและเดินด้วยสองขา (bipedal ape) ซึ่งยังไม่เคยมีการค้นพบมาก่อน" ศ.เบอร์เกอร์กล่าว

ที่มาของภาพ, Science Photo Library
ชาร์ลส์ ล็อกวูด นักบรรพชีวินวิทยาคนสำคัญของวงการ เคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไว้เมื่อปี 2008 ว่า "ในทางประวัติศาสตร์แล้ว ฟอสซิลนี้เข้าข่ายจะเป็น "ตัวเชื่อมต่อที่หายไป" ในเส้นทางวิวัฒนาการของมนุษย์ มากยิ่งกว่าฟอสซิลชิ้นใด ๆ ที่เคยค้นพบมา มันคือหลักฐานชิ้นแรกที่ยืนยันว่า โลกของเราเคยมีสัตว์คล้ายลิงไม่มีหาง ที่มีลักษณะบางประการของมนุษย์ผสมอยู่ด้วย"
ดาร์ตเขียนถึงการค้นพบดังกล่าวไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำของเขาว่า "นี่คือสัตว์โลกที่กล้าจะแข่งขันกับมนุษย์ พวกมันมีลักษณะทางกายภาพหลายอย่างที่คล้ายเรามาก"
อู่นอนของเด็กน้อยอยู่ที่ไหน ?
ศ.เบอร์เกอร์ อธิบายถึงความสำคัญของฟอสซิล "เด็กตาอุง" ต่อไปว่า "ก่อนหน้าการค้นพบของดาร์ต แวดวงวิทยาศาสตร์ยังไม่เคยทราบมาก่อนว่า มนุษย์มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังคงไม่เป็นที่ยอมรับ จนกระทั่ง 25-30 ปีหลังจากนั้น"
สาเหตุที่ทฤษฎีทางบรรพมานุษยวิทยาดังกล่าว ถูกปฏิเสธในตอนแรกและกลายเป็นที่ยอมรับได้ช้ามาก แม้ชาร์ลส์ ดาร์วิน บิดาแห่งทฤษฎีวิวัฒนาการ จะเคยทำนายเอาไว้เมื่อ 75 ปี ก่อนหน้านั้นแล้วว่า ถิ่นกำเนิดของมนุษยชาติอยู่ในกาฬทวีป แต่เป็นเพราะในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีการค้นพบฟอสซิลมนุษย์ชวา (Homo erectus erectus) และมนุษย์ปักกิ่ง (Homo erectus pekinensis) ซึ่งชวนให้สงสัยว่า ถิ่นกำเนิดของมนุษยชาติอาจอยู่ในทวีปเอเชียต่างหาก
ส่วนที่ทวีปยุโรปก็มีการค้นพบมนุษย์พิลต์ดาวน์ (Piltdown Man – Eoanthropus dowsonii) ในอังกฤษเมื่อปี 1912 โดยฟอสซิลนี้มีสมองขนาดเท่ากับคน แต่มีรูปทรงขากรรไกรคล้ายลิงไม่มีหาง
แต่ถึงกระนั้น ดาร์ตได้เล็งเห็นความแตกต่างระหว่างเด็กตาอุงกับฟอสซิลบรรพบุรุษมนุษย์เหล่านี้ นั่นก็คือมนุษย์ชวา, มนุษย์ปักกิ่ง, และมนุษย์พิลต์ดาวน์ ได้วิวัฒนาการจนกลายเป็นสัตว์ในสกุลโฮโม (Homo) หรือเรียกได้ว่ากลายเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์แล้ว แม้จะมีรูปร่างคล้ายลิงไม่มีหางอยู่บ้างก็ตาม ในขณะที่เด็กตาอุงนั้นได้วิวัฒนาการ จนถือได้ว่าพ้นจากความเป็นลิงไม่มีหางแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่มนุษย์อย่างเต็มรูปแบบอยู่ดี
เมื่อดาร์ตแน่ใจว่าเด็กตาอุงคือตัวเชื่อมต่อระหว่างลิงกับคน ที่สูญพันธุ์หายไปบนเส้นทางวิวัฒนาการอันยาวไกลของมนุษย์ เขาจึงลงมือทำสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เชื้อสายแองโกล-แซ็กซอน ในยุคต้นศตวรรษที่ 20 นิยมทำกัน นั่นคือเขียนจดหมายรายงานการค้นพบ ส่งไปถึงบรรณาธิการวารสาร Nature ของอังกฤษในทันที

ที่มาของภาพ, Getty Images
วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์อันทรงอิทธิพล ตัดสินใจตีพิมพ์บทความของดาร์ตซึ่งมีชื่อว่า "ออสตราโลพิเธคัส แอฟริกานัส - มนุษย์วานรแห่งแอฟริกาใต้" แต่ก็นำออกมาเผยแพร่ช้ามาก ทั้งยังลงความเห็นประกอบบทความของบรรดานักบรรพมานุษยวิทยาที่มีชื่อเสียงหลายคนไว้ด้วย ซึ่งทั้งหมดวิพากษ์วิจารณ์การค้นพบของดาร์ตไปในทางลบ
การวิจารณ์โจมตีและเล่นตลก
ด้วยเหตุที่ดาร์ตเป็นเพียงนักวิชาการชาวออสเตรเลียที่ยังมีอายุและประสบการณ์น้อย ทำให้การค้นพบอันน่าทึ่งของเขาดูไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง ก่อนหน้านั้นดาร์ตสำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ แล้วจึงมีโอกาสไปฝึกงานกับเหล่านักมานุษยวิทยาคนดัง ที่ยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน (UCL) เป็นเวลาหนึ่งปี ก่อนย้ายมาทำงานที่มหาวิทยาลัยในแอฟริกาใต้ซึ่งไม่มีชื่อเสียงเอาเสียเลย
ในตอนที่เขารายงานการค้นพบฟอสซิลเด็กตาอุง ดาร์ตมีอายุเพียง 32 ปี และเป็นหัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ของมหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สแรนด์มาได้เพียงปีกว่าเท่านั้น แต่เขากลับอวดอ้างว่าตนเองโชคดีที่ค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญ ซึ่งยากจะปฏิเสธได้ว่ามันนำไปสู่การปฏิวัติองค์ความรู้ทางบรรพมานุษยวิทยา นอกจากนี้ ดาร์ตยังสามารถลงมือตรวจสอบซากฟอสซิลเด็กตาอุง รวมทั้งวิเคราะห์หาข้อสรุปได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ทั้งยังกล้าส่งรายงานไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำ โดยไม่ขอความเห็นและการสนับสนุนจากเหล่าผู้อาวุโสในวงการเสียก่อน
บรรดาผู้เชี่ยวชาญในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ต่างลงความเห็นปฏิเสธสิ่งที่ดาร์ตระบุว่าเป็น "กะโหลกศีรษะของลิงไม่มีหางที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ตัวเชื่อมต่อตรงกลาง ระหว่างสัตว์ที่คล้ายคน (แอนโทรปอยด์) กับมนุษย์ในยุคปัจจุบัน" ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า แท้จริงแล้วฟอสซิลของเด็กตาอุงคือ "ลิงไม่มีหางธรรมดาชัด ๆ" บ้างก็บอกว่าเป็น "กะโหลกศีรษะของชิมแปนซีที่พิการผิดรูป"
เหล่าผู้เชี่ยวชาญในยุคนั้นยังวิจารณ์ว่า เผ่าพันธุ์ที่เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ในยุคเริ่มแรก ไม่อาจวิวัฒนาการได้ในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งกันดารขาดแคลนอาหาร อย่างเช่นทุ่งหญ้าสะวันนา (Savannah) ของแอฟริกาใต้ แต่ในประเด็นนี้ดาร์ตโต้แย้งว่า สมองที่วิวัฒน์จนมีความสามารถเหนือกว่าสัตว์อื่น ทำให้เผ่าพันธุ์ของเด็กตาอุงอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมแบบดังกล่าว

ที่มาของภาพ, Science Photo Library
นักวิชาการในสาขาเดียวกัน พากันเย้ยหยันข้อเสนอของดาร์ตที่ว่า หินรูปร่างแปลก ๆ ซึ่งพบในเหมืองที่ขุดเจอฟอสซิลเด็กตาอุงนั้น คือเครื่องมือหินของบรรพบุรุษมนุษย์กลุ่มดังกล่าว นักวิชาการเหล่านี้ถึงกับกล่าวล้อเลียนว่ามันเป็น "วัตถุโบราณของดาร์ต" สังคมนอกแวดวงวิชาการก็มีมุกตลก, บทละคร, และเพลงล้อเลียนเกี่ยวกับการค้นพบของดาร์ตอีกมากมาย ส่วนชาวคริสต์คลั่งศาสนาต่างก็เขียนจดหมายมาด่าประณาม โดยบอกว่าเขาเป็น "คนทรยศต่อพระผู้สร้าง" และ "ผู้รับใช้ซาตาน" ซึ่งควรจะ "มอดไหม้อยู่ในนรก"
หัวเราะทีหลังดังกว่า
ดาร์ตต้องรอนานหลายสิบปี กว่าที่บรรดานักวิทยาศาสตร์จะยอมรับแนวคิดของเขาในที่สุด ทิศทางของมุมมองด้านบรรพมานุษยวิทยาเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อมีการค้นพบฟอสซิลของออสตราโลพิเธคัส แอฟริกานัส ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ของเด็กตาอุงมากขึ้นในหลายพื้นที่ของกาฬทวีป นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบซ้ำกับกะโหลกศีรษะของเด็กตาอุง โดยวิลฟริด เลอ กรอส คลาร์ก นักกายวิภาคศาสตร์คนดังในปี 1946 ยังยืนยันว่าฟอสซิลนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสัตว์สกุลโฮโม ซึ่งก็คือมนุษย์อย่างแน่นอน
ต่อมาการค้นพบฟอสซิลของ "ลูซี" บรรพบุรุษมนุษย์ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ออสตราโลพิเธคัส อะฟราเรนซิส ในปี 1974 รวมทั้งการค้นพบรอยเท้าอายุ 3.5 ล้านปี ในแทนซาเนีย ระหว่างช่วงปี 1976-1978 ทำให้ทฤษฎีที่ว่ามนุษยชาติมีถิ่นกำเนิดในแอฟริกา กลายเป็นที่ยอมรับในวงกว้างไปในที่สุด
ข้อสรุปจากหลักฐานชั้นหลัง ทำให้การค้นพบฟอสซิลเด็กตาอุง ถูกยกสถานะเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ ผลการศึกษาหลายชิ้นในเวลาต่อมายังพบว่า ข้อสรุปส่วนใหญ่ของดาร์ตนั้นถูกต้องแล้ว แต่ก็มีการปรับแก้ไขความเห็นของเขาบางส่วน เมื่อแวดวงบรรพมานุษยวิทยามีข้อมูลเพิ่มขึ้น และมีเทคโนโลยีล้ำสมัยมาช่วยในการวิเคราะห์มากขึ้น
ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เด็กตาอุงเสียชีวิตลงเพราะถูกนกอินทรีล่าเป็นเหยื่อ เมื่อมีอายุได้ราว 3-4 ขวบ ไม่ใช่ 6-7 ขวบ อย่างที่ดาร์ตเคยคาดคะเนเอาไว้
โชคดีที่ดาร์ตมีอายุยืนยาว จนสามารถอยู่ทันเห็นการยอมรับแนวคิดของเขาว่ามีความสำคัญยิ่ง โดยในปี 1984 วารสารวิชาการสัญชาติอเมริกัน Science ยกย่องให้ผลงานการค้นพบของเขาเป็น 1 ใน 20 การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ที่ทรงอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ในศตวรรษที่ 20











