จีนและรัสเซียกำลังทอดทิ้งเวเนซุเอลาจริงหรือไม่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

ที่มาของภาพ, Jesus Vargas/Getty Images
- Author, นอร์แบร์โต ปาเรเดส
- Role, บีบีซีมุนโด (ภาษาสเปน)
เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา จะต้องกลับมาครุ่นคิดว่าใครคือมิตรแท้ของเขา เพราะพันธมิตรที่เคยแน่นแฟ้นที่สุด 2 ประเทศ อย่างรัสเซียและจีน กลับดูเหมือนจะมีความไม่แน่นอนมากขึ้นในตอนนี้
ทั้งสองประเทศต่างสนับสนุนรัฐบาลที่นำโดยพรรคสังคมนิยมของเวนาซุเอลามาหลายปี ทั้งในมิติทางการเมือง การเงิน และการทหาร และนี่คือสายสัมพันธ์ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ผู้เป็นทั้งครูทางการเมืองและผู้นำรุ่นพี่ของมาดูโร
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งชี้ว่าแรงสนับสนุนในปัจจุบันส่วนใหญ่เหลือแค่ในเชิงสัญญะแล้วเท่านั้น ผ่านการออกแถลงการณ์แทนการสนับสนุนทางการทหารหรือการเงินที่จับต้องได้
ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นตอนที่สหรัฐอเมริกาส่งกองกำลังทางอากาศและทางน้ำ ซึ่งรวมถึง เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เครื่องบินสอดแนม และทหารเกือบ 15,000 นาย ไปประจำการในทะเลแคริบเบียน ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศแต่เพียงฝ่ายเดียวว่าเขาได้ "ปิดน่านฟ้าของเวเนซุเอลาโดยสมบูรณ์"
แม้ทรัมป์ยืนยันว่าปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่ขบวนการขนยาเสพติด แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก รวมถึงตัวประธานาธิบดีมาดูโรเอง เชื่อว่าเป้าหมายที่แท้จริงของสหรัฐฯ คือการเปลี่ยนระบอบการปกครอง
เช่นนั้น ในยามที่ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาต้องการความช่วยเหลือจากพันธมิตรมากที่สุด อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไป
พันธมิตรที่แข็งแกร่ง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตอนที่อดีตประธานาธิบดีชาเวซเข้าดำรงตำแหน่งในปี 1999 เขาได้สร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ขึ้นมากับจีนและรัสเซีย นี่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างระเบียบโลกหลายขั้ว และถ่วงดุลอิทธิพลของสหรัฐฯ
สายสัมพันธ์นี้มีความสำคัญอย่างมากในปี 2019 ตอนที่ประธานาธิบดีมาดูโรเผชิญกับวิกฤตความชอบธรรมครั้งใหญ่ หลังมีการตั้งข้อสงสัยเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง
ทั้งรัฐบาลจีนและรัสเซียต่างก็ปฏิเสธที่จะรับรอง ฮวน กวยโด ผู้นำฝ่ายค้านซึ่งประกาศตนเป็นประธานาธิบดีรักษาการ โดยทั้งสองประเทศยังคงให้การสนับสนุนทั้งด้านเศรษฐกิจและการทหารต่อไป
อย่างไรก็ดี ณ ปัจจุบันที่มาดูโรกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม โดยที่จีนและรัสเซียกลับยังไม่แสดงการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมใด ๆ เลย
รายงานจากหนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ระบุว่า ผู้นำเวเนซุเอลาได้ร้องขอความช่วยเหลือทางการทหารจากทั้งสองประเทศไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ต.ค.
เอกสารภายในของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวได้รับ ระบุว่า เวเนซุเอลาขอความช่วยเหลือจากรัสเซียในการซ่อมแซมเครื่องบินขับไล่ซูคอย (Sukhoi) การปรับปรุงระบบเรดาร์ และการจัดหาขีปนาวุธ
จนถึงขณะนี้ รัสเซียยังไม่ได้ให้การสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมใด ๆ มีแต่เพียงการออกแถลงการณ์เท่านั้น
สำนักข่าวทาสส์ (Tass) ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลรัสเซียรายงานโดยอ้างคำพูดของ ดมิตรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียที่กล่าวเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย. ว่า รัสเซียยังคง "ติดต่อประสานงานเชิงปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง" กับเวเนซุเอลา และปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่า "การยกระดับความตึงเครียดใด ๆ ย่อมนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม"
ต่อมา สำนักข่าวทาสส์รายงานคำกล่าวของ เซอร์เกย์ รียาบคอฟ รองรัฐมนตรีต่างประเทศที่ระบุว่ารัสเซียยืนหยัด "เคียงบ่าเคียงไหล่" กับเวเนซุเอลา
"เราสนับสนุนเวเนซุเอลา เช่นเดียวกับที่พวกเขาสนับสนุนเรา ในหลายด้าน" เขากล่าว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์หลีกเลี่ยงการทำให้วิกฤตรุนแรงขึ้น
ถ้อยแถลงเหล่านี้แตกต่างจากการดำเนินการของรัสเซียในปี 2018 อย่างชัดเจน ตอนนั้นรัสเซียส่งนักบินและเจ้าหน้าที่ทหารกว่า 100 นาย พร้อมด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดที่บรรทุกอาวุธนิวเคลียร์ได้จำนวนสองลำ ไปยังเวเนซุเอลา เพื่ออวดแสนยานุภาพ หลังสหรัฐฯ ปฏิเสธผลการเลือกตั้งที่ฝ่ายสนับสนุนมาดูโรประกาศผ่านสภาการเลือกตั้งแห่งชาติซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล
ท่าทีของจีนเป็นอย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ยังรายงานด้วยว่าประธานาธิบดีมาดูโรได้ส่งจดหมายไปยังประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน เพื่อร้องขอ "ความร่วมมือทางการทหารเพิ่มมากขึ้น" เพื่อตอบโต "การยกระดับระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา"
เขาร้องขอให้รัฐบาลจีนเร่งกระบวนการผลิตและการส่งมอบระบบตรวจสอบด้วยเรดาร์ของจีนให้กับเวเนซุเอลา
การสนับสนุนทางการเงินของจีนเคยเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาของเวเนซุเอลา ระหว่างปี 2005 ถึง 2022 เนื่องจากเวเนซุเอลานับเป็นประเทศที่ได้รับเงินกู้จากจีนในสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับชาติอื่น ๆ ในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ตามฐานข้อมูลด้านการเงินจีน–ลาตินอเมริกา (China–Latin America Finance Database)
สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (Council on Foreign Relations) ประเมินว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลเวเนซุเอลาได้รับเงินช่วยเหลือสูงถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นตัวเลขมากกว่า 40% ของวงเงินกู้ทั้งหมดที่จีนปล่อยให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้
ขณะเดียวกัน จีนก็ได้กลายเป็นลูกค้ารายสำคัญการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาด้วย
ทว่าเช่นเดียวกับรัสเซีย รัฐบาลจีนก็ไม่มีสัญญาณใด ๆ ว่าจะให้การปกป้องเวเนซุเอลาในเชิงการทหาร แต่เลือกที่จะประณามสิ่งที่จีนเรียกว่า "การแทรกแซงจากภายนอก" และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจ พร้อมย้ำว่าภูมิภาคละตินอเมริกาควรคงไว้ซึ่งสถานะ "เขตสันติภาพ" (zone of peace)
ลำดับความสำคัญที่เปลี่ยนไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศาสตราจารย์เฟอร์นันโด เรเยส มัตตา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาจีนแห่งมหาวิทยาลัยอันเดรส เบโย ในชิลี ให้ความเห็นว่า เวเนซุเอลามีความสำคัญลดลงมากสำหรับทั้งจีนและรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากทรัมป์กลับคืนสู่ทำเนียบขาว
"ปัจจุบันทั้งรัสเซียและจีนไม่มีเหตุผลใดที่จะทุ่มเทปกป้องเวเนซุเอลาอย่างเต็มที่ เพราะต่างก็มีปัญหาอื่นต้องรับมือ รัสเซียต้องทำสงครามในยูเครน ขณะที่จีนก็ต้องหาวิธีอยู่ร่วมในเวทีระหว่างประเทศกับประธานาธิบดีทรัมป์" เขากล่าว
นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มปฏิบัติการทางทหารรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 รัสเซียได้ทุ่มทรัพยากรจำนวนมหาศาลไปในความขัดแย้งดังกล่าว ส่งผลให้ทั้งการเงินและกองทัพต่างก็ตึงตัวอย่างมาก อีกทั้งพวกเขายังต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกในวงกว้าง
ด้านศาสตราจารย์วลาดิเมียร์ รูวินสกี ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการด้านการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แห่งมหาวิทยาลัยไอเซซี ในโคลอมเบีย ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัสเซียมีทรัพยากรลดลงสำหรับพันธมิตรที่เคยได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา
ซีเรียและอิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรยาวนานของรัสเซียในตะวันออกกลาง ก็ประสบชะตากรรมคล้าย ๆ กัน
"รัสเซียจะไม่เสี่ยงกับมาตรการคว่ำบาตรที่จะเพิ่มขึ้นมากไปกว่านี้ ขณะที่จีนก็จะไม่เสี่ยงต่อการถูกตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมเพียงเพื่อปกป้องมาดูโร" เขากล่าว
ผู้เชี่ยวชาญยังกล่าวด้วยว่า การออกมาปกป้องมาดูโรมีความเสี่ยงเพิ่มเติมสำหรับจีน ซึ่งอาจทำให้ความคืบหน้าทางการทูตล่าสุดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ต้องสะดุดลง ทั้งที่แทบไม่ได้ผลประโยชน์ใดตอบแทน นอกจากการยืนอยู่บนฐานอุดมการณ์เดียวกันเท่านั้น
ความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีนตึงเครียดมาตั้งแต่ทรัมป์เริ่มตั้งกำแพงภาษีต่อหลายประเทศ แต่การพบกันของทรัมป์และสี จิ้นผิงในเกาหลีใต้ช่วงปลายเดือน ต.ค. ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างบรรยายว่าเป็นการพูดคุยที่ "เป็นไปในทิศทางบวก" ได้เปิดทางสู่ความตกลงใหม่ ๆ ระหว่างสองมหาอำนาจ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ภายหลัง สหรัฐฯ ตกลงที่จะลดอัตราภาษีนำเข้าบนสินค้าบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับสารเฟนทานิลจากจีนลงจาก 20% เหลือ 10% แม้ว่าอัตราภาษีชนิดอื่น ๆ จะยังเท่าเดิม
ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เศรษฐกิจของเวนาซุเอลาที่ล่มสลาย ประกอบกับการเสื่อมตัวของอุตสาหกรรมน้ำมันยิ่งทำให้แรงสนับสนุนจากจีนลดลง รัฐบาลจีนได้ปรับลดการปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วงไม่กี่ปีนี้ และมุ่งเป้าไปที่การฟื้นฟูสินเชื่อในอดีตเท่านั้น
"ผมคิดว่าจีนพร้อมจะเจรจากับรัฐบาลใดก็ตามที่เข้ามาแทนที่มาดูโรในอนาคต และ[จีน]เชื่อว่าการสนับสนุนมาดูโรอย่างแข็งขันในตอนนี้อาจก่อให้เกิดผลเสีย เมื่อระบอบของเขาล่มสลาย" ศ.รูวินสกีกล่าว
"มาดูโรเหลือตัวคนเดียว"
ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองรายยังชี้ถึงประเด็นอีกประการหนึ่งคือ สถานการณ์ภายในประเทศเวเนซุเอลาเอง
"ผมไม่คิดว่าทั้งสองประเทศจะยอมหนุนหลังระบอบการปกครองที่แทบไม่มีการสนับสนุนจากประชาชนภายในประเทศ อีกทั้งรัสเซียและจีนต่างก็รู้ดีว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดมีลักษณะทุจริตอย่างชัดเจน" ศ.เรเยส มัตตา กล่าว
การเลือกตั้งเดือน ก.ค. 2024 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการทุจริต สภาการเลือกตั้งแห่งชาติ (CNE) ซึ่งควบคุมโดยฝ่ายรัฐบาล ประกาศให้มาดูโรเป็นผู้ชนะ แต่ไม่ได้เปิดเผยผลคะแนนอย่างละเอียดเหมือนการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ
ด้านฝ่ายค้าน ซึ่งนำของมาเรีย คอรินา มาชาโด เจ้าของรางวัลโนเบลผู้ซึ่งต้องหลบซ่อนตัว และให้บุตรสาวขึ้นรับรางวัลแทน ได้เผยแพร่หลักฐานคะแนนเลือกตั้งที่บ่งชี้ว่าผู้สมัครฝ่ายค้าน เอ็ดมันโด กอนซาเลซ เป็นผู้ชนะที่แท้จริง
"ครั้งนี้มาดูโรเหลือตัวคนเดียวอย่างสิ้นเชิง" ศ.รูวินสกีกล่าว โดยเชื่อว่าเวลาของมาดูโร "กำลังนับถอยหลัง"
"รัสเซียและจีนอาจยังคงวิจารณ์การแทรกแซงของสหรัฐฯ แต่พวกเขาไม่พร้อมจะก้าวไปไกลกว่านั้นอีกแล้ว การสนับสนุนที่มาดูโรเคยได้รับในอดีตไม่เหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว นอกจากเพียงคำแถลงเชิงวาทกรรมบางประการเท่านั้น"
รายงานเพิ่มเติมโดยทีมข่าว BBC Global Journalism











