ทรัมป์คุยอะไรกับผู้นำรัสเซียและยูเครน เหตุใดดูเหมือนสงครามครั้งนี้อาจยังไม่จบง่าย ๆ

ที่มาของภาพ, EPA
- Author, เบิร์นด์ เดบุสมันน์ จูเนียร์ รายงานจากทำเนียบขาว และไมค์ เวนด์ลิง
- Role, บีบีซี นิวส์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า เขาได้โทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยเขาบอกว่า เป็นการสนทนาที่ยาวนานและได้ผลลัพธ์เป็นอย่างดี โดยทั้งสองตกลงที่จะเริ่มการเจรจาเพื่อยุติสงครามในยูเครน
ทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเขา "ทรูธ โซเชียล" (Truth Social) ว่า เขาและประธานาธิบดีรัสเซีย "ตกลงที่จะให้ทีมของเราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เริ่มการเจรจาทันที" และทั้งคู่ได้เชิญให้แต่ละฝ่ายเดินทางมาเยือนเมืองหลวงของกันและกันด้วย
หลังจากนั้น ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ก็เปิดเผยด้วยว่า เขาได้พูดคุยหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับ "สันติภาพที่ยั่งยืนและเชื่อถือได้"
การโทรศัพท์คุยกับผู้นำของทั้งสองฝ่ายที่กำลังทำสงครามกันอยู่นั้น เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งทรัมป์และรัฐมนตรีกลาโหมของเขากล่าวว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่ยูเครนจะเข้าร่วมนาโต ซึ่งจะถือเป็นความผิดหวังครั้งใหญ่ของยูเครน
เซเลนสกีกล่าวว่า เขาจะได้พบกับ รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ในระหว่างการประชุมสุดยอดด้านกลาโหมเกี่ยวกับยูเครนที่ นครมิวนิก ประเทศเยอรมนี ในวันศุกร์นี้
ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียของตัวเองว่า "ถึงเวลาแล้วที่จะยุติสงครามที่ไร้สาระนี้ ที่ทำให้มีการสังหารและการทำลายล้างครั้งใหญ่ที่ไม่จำเป็นเลย ขอพระเจ้าอวยพรประชาชนชาวรัสเซียและยูเครน!"
ทรัมป์ไม่ได้กำหนดวันที่จะพบแบบตัวต่อตัวกับปูติน แต่ต่อมาเขาบอกกับนักข่าวที่ทำเนียบขาวว่า "เราจะพบกันที่ซาอุดีอาระเบีย"
ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย กล่าวว่า ปูตินสนับสนุนแนวคิดของทรัมป์ที่ว่าถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯ และ รัสเซียจะต้องมาทำงานร่วมกัน
การคุยโทรศัพท์ระหว่างปูตินและทรัมป์กินเวลานานเกือบชั่วโมงครึ่ง ซึ่งในระหว่างนั้นประธานาธิบดีรัสเซียได้ส่งคำเชิญถึงทรัมป์ให้มาเยือนกรุงมอสโกด้วย เปสคอฟกล่าว
ทรัมป์ยังบอกกับนักข่าวที่ทำเนียบขาวด้วยว่า ไม่น่าเป็นไปได้ที่ยูเครนจะได้พื้นที่บริเวณชายแดนที่ยูเครนครอบครองก่อนปี 2014 คืน แต่ในการตอบคำถามของบีบีซี ทรัมป์กล่าวว่า "จะได้ดินแดนบางส่วนกลับมา"
ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับคำกล่าวของ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ในการประชุมสุดยอดนาโตเมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ผ่านมา ที่ว่า ไม่มีความเป็นไปได้ที่ยูเครนจะเข้าร่วมพันธมิตรทางทหาร[ของนาโต]
"ผมคิดว่า นั่นคงจะเป็นเรื่องจริง" ทรัมป์กล่าวย้ำ
ขณะที่รัฐบาลอังกฤษยืนยันว่าจะยังคงสนับสนุนการป้องกันของยูเครนจากรัสเซียต่อไป โดยแองเจลา เรย์เนอร์ รองนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ไอทีวีว่า ทางการอังกฤษยังคงสนับสนุนรัฐบาลยูเครนอย่าง "มั่นคงและแน่วแน่"
เมื่อประเมินถึงอารมณ์ความรู้สึกของชาวกรุงเคียฟแล้ว เจมส์ วอเตอร์เฮาส์ นักข่าวบีบีซีกล่าวว่า คำแถลงของเฮกเซธถือว่าส่งผลกระทบต่อรัฐบาลยูเครนอย่างรุนแรง
แม้ว่าจะเป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่ารัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ มีความเห็นอกเห็นใจยูเครนน้อยกว่ารัฐบาลชุดก่อน แต่ผู้สื่อข่าวบีบีซีกล่าวเสริมว่า ทุกคำพูดของ เฮกเซธ มีขึ้นเพื่อทำให้รัฐบาลรัสเซียพอใจเพียงฝ่ายเดียวก็เท่านั้น
ผู้สื่อข่าวบีบีซีกล่าว การปฏิเสธสมาชิกภาพของยูเครนในนาโต รวมทั้งความคิดที่ว่ายูเครนไม่สามารถชนะได้ และความคลุมเครือเกี่ยวกับวิธีการควบคุมแนวหน้าที่จะถูกแช่แข็ง[อันอาจจะหมายถึงการความไม่ชัดเจนในการการสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์แก่ยูเครน] ในอนาคต ทั้งหมดนี้ส่งผลให้รัสเซียกลับมารุกรานยูเครนอย่างเป็นรูปธรรมในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา
เซเลนสกีโต้แย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "ไม่สามารถมีการเจรจาเรื่องยูเครนได้หากไม่มียูเครนอยู่ในบทสนทนา" และการโทรศัพท์พูดคุยระหว่างทรัมป์และปูตินที่ผ่านมาเกิดขึ้นโดยไม่มีส่วนร่วมของเซเลนสกี
เซเลนสกีกล่าวด้วยว่า บทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเขากับทรัมป์เป็น "การหารือที่ดีและมีรายละเอียดถี่ถ้วน" ในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงเขายังได้พบกับ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเยือนกรุงเคียฟในขณะนั้นอีกด้วย
"ไม่มีใครต้องการสันติภาพมากไปกว่ายูเครน โดยยูเครนและสหรัฐฯ กำลังวางแผนขั้นตอนต่อไปเพื่อหยุดยั้งการรุกรานของรัสเซียและรับรองสันติภาพที่ยั่งยืนและเชื่อถือได้" เซเลนสกีระบุ
ผู้นำยูเครนกล่าวเสริมว่า "เราตกลงที่จะคงการติดต่อสื่อสารกันต่อไป รวมทั้งวางแผนการประชุมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย"
การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างสหรัฐฯ และผู้นำยูเครนกินเวลานานหนึ่งชั่วโมง ตามรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี
ในการให้สัมภาษณ์กับหนังพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เซเลนสกีแนะนำว่าดินแดนที่รัสเซียยึดครองในยูเครนสามารถแลกเปลี่ยนกับดินแดนที่ยูเครนยึดครองในภูมิภาคเคิร์สก์ทางตะวันตกของรัสเซียได้ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพ
เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย กล่าวว่า ข้อเสนอนี้ของยูเครนนั้น "เป็นไปไม่ได้"
"รัสเซียไม่เคยหารือและจะไม่หารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนดินแดน หน่วยงานของยูเครนจะถูกขับไล่ออกจากดินแดนนี้ ทุกคนที่ไม่ถูกกำจัด ก็จะถูกขับไล่"
เซเลนสกียังยืนกรานว่าไม่ใช่แค่สหรัฐฯ และประเทศในยุโรปเท่านั้นที่ต้องร่วมเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงด้านความมั่นคงใด ๆ สำหรับยูเครน
"การรับประกันความมั่นคงปลอดภัยใด ๆ โดยที่ไม่มีอเมริกา ไม่นับเป็นการรับประกันที่แท้จริง" เขากล่าว
ขณะที่อีกด้าน ทรัมป์กล่าวว่า "เมื่อถึงเวลา ประเทศของคุณก็จะต้องมีการเลือกตั้ง" ซึ่งเขาหมายถึงยูเครน โดยกล่าวเป็นนัยถึงการสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเซเลนสกีในเดือน พ.ค. ปีที่ผ่านมา
ด้านเซเลนสกีกล่าวว่า การรุกรานอย่างต่อเนื่องของรัสเซียและการประกาศกฎอัยการศึกในยูเครนทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ได้
ขณะที่ปูตินตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความชอบธรรมของเซเลนสกีในการเข้าร่วมการเจรจากับรัฐบาลรัสเซีย

ภายหลังการโค่นล้มประธานาธิบดียูเครนที่สนับสนุนรัสเซียในปี 2014 รัสเซียได้ผนวกคาบสมุทรไครเมียริมชายฝั่งทะเลดำ พร้อมกับสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่นิยมรัสเซียในการสู้รบอย่างนองเลือดในยูเครนตะวันออก
ความขัดแย้งปะทุขึ้นเป็นสงครามเต็มรูปแบบเมื่อรัสเซียรุกรานยูเครนเมื่อเกือบสามปีก่อน
ความพยายามของรัฐบาลรัสเซียที่จะยึดครองกรุงเคียฟถูกขัดขวาง แต่กองกำลังรัสเซียได้ยึดครองดินแดนทางตะวันออกและทางใต้ของยูเครนได้ประมาณหนึ่งในห้าและได้ทำการโจมตีทางอากาศทั่วประเทศ
ยูเครนตอบโต้การโจมตีด้วยปืนใหญ่และโดรน รวมถึงการโจมตีภาคพื้นดินต่อภูมิภาคเคิร์สก์ทางตะวันตกของรัสเซีย
การนับจำนวนผู้เสียชีวิตที่แม่นยำนั้นทำได้ยาก เนื่องจากทั้งรัฐบาลรัสเซียและยูเครนเก็บข้อมูลเป็นความลับ แต่คาดว่ามีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บหลายแสนคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหาร และพลเรือนยูเครนหลายล้านคนต้องอพยพไปเป็นผู้ลี้ภัย
เหตุใดสงครามครั้งนี้อาจยังไม่จบง่าย ๆ
บทวิเคราะห์โดย สตีฟ โรเซนเบิร์ก บรรณาธิการ
บีบีซีแผนกภาษารัสเซีย
รายงานจากกรุงมอสโก
การเริ่มบทสนทนาเพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยุติสงครามในยูเครนได้อย่างน่าอัศจรรย์
การเจรจาอาจจะแค่เพียงเริ่มต้นขึ้นแต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะจบลงเมื่อใดและอย่างไร
แต่ประธานาธิบดีปูติน ดูเหมือนจะได้รับชัยชนะทางการทูตไปแล้วเพียงแค่จากการพูดคุยทางโทรศัพท์ครั้งนี้
แต่เมื่อเพียงสามปีก่อน วลาดิมีร์ ปูติน ไม่ได้มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักมากนักในแวดวงการเมืองและการตัดสินใจของปูตินที่จะเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบทำให้เขาเหมือนกลายเป็นคนนอกคอก
สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติมีมติเห็นชอบอย่างท่วมท้นในการประณามรัสเซียในการ "ใช้กำลังอย่างผิดกฎหมายต่อยูเครน"
รัสเซียต้องเผชิญกับการถูกคว่ำบาตรจากนานาชาตินับหลายพันครั้ง และในปีต่อมา ศาลอาญาระหว่างประเทศได้ออกหมายจับปูติน
ส่วน โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้แสดงความคิดเห็นต่อรัสเซียอย่างตรงไปตรงมา โดยประณามปูตินว่าเป็น "เผด็จการที่โหดเหี้ยม" และ "อันธพาลอย่างแท้จริง"
หลังจากที่รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนครั้งใหญ่ในเดือน ก.พ. 2022 ก็ไม่มีการโทรศัพท์ระหว่างปูตินและไบเดนอีกเลย
ข้ามมาปี 2025 การเปลี่ยนประธานาธิบดีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารประเทศ การเปลี่ยนแปลงท่วงทำนองการสื่อสาร และแนวทางของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ทรัมป์กล่าวว่าเขาอยากที่จะ "ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด" กับปูตินเพื่อยุติสงครามในยูเครน โดยทรัมป์หวังว่าเขาและปูตินจะได้ "เยี่ยมเยียนประเทศของกันและกัน"
เห็นได้ชัดว่า ปูตินก็เห็นด้วยในเรื่องดังกล่าว โดยเขาเองก็ก็ได้เชิญทรัมป์ไปเยือนกรุงมอสโก ด้วยเช่นกัน
หากการเยือนของผู้นำทั้ง 2 ประเทศตามคำเชิญครั้งนี้เกิดขึ้นจริง สิ่งนี้จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย เนื่องจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้เดินทางเยือนรัสเซียมานานกว่าทศวรรษแล้ว
ในหลายๆ ด้านเรียกได้ว่า ปูตินได้ในสิ่งที่เขาต้องการแล้ว นั่นคือ โอกาสที่จะเจรจาเรื่องยูเครนโดยตรงกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นการข้ามหัวรัฐบาลยูเครนและประเทศอื่น ๆ ในยุโรป รวมถึงโอกาสที่ปูตินจะก้าวสู่ตำแหน่งสูงในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าปูตินจะยอมประนีประนอมแค่ไหนในการเจรจาเพื่อหยุดสงคราม
เจ้าหน้าที่รัสเซียอ้างว่า รัฐบาลรัสเซียพร้อมสำหรับการเจรจา แต่ยังคงอ้างอิงถึงข้อเสนอสันติภาพของปูตินจากเดือน มิ.ย. ของปีที่แล้ว ซึ่งฟังดูเหมือนการยื่นคำขาดเสียมากกว่า
นอกจากนี้ ยูเครนจะไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของนาโต ขณะที่มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียจากชาติตะวันตกจะต้องถูกยกเลิกไป
ดั่งที่หนังสือพิมพ์รัสเซียฉบับหนึ่งรายงานเมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่า "รัสเซียพร้อมที่จะเจรจา แต่ตามเงื่อนไขของตัวเอง"
"หากคุณไม่ใช้ภาษาทางการทูต สิ่งนั้นก็เรียกว่าการยื่นคำขาด"













