เปิด 3 เหตุผลเบื้องหลังปูตินเยือนเกาหลีเหนือ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, จูนา มูน
- Role, บีบีซี แผนกภาษาเกาหลี
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย มีกำหนดจะเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในวันนี้ (18 มิ.ย.) โดยทางพระราชวังเครมลินหรือทำเนียบของผู้นำรัสเซียได้แถลงยืนยันเรื่องดังกล่าว หลังจากที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ล่วงหน้ามานานหลายเดือนถึงการเยือนระดับสูงที่ทั้งสองประเทศต่างเฝ้ารอคอย
นี่จะเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีปูตินเดินทางไปเยือนกรุงเปียงยางในรอบ 24 ปี นับตั้งแต่ครั้งล่าสุดในปี 2000 ที่เขาได้พบปะกับคิม จอง อิล ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำเกาหลีเหนือคนก่อนหน้านี้
ปูตินตอบรับคำเชิญของคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือคนปัจจุบัน ซึ่งมีขึ้นระหว่างที่คิม จอง อึน เดินทางเยือนรัสเซียเมื่อเดือนก.ย.ของปีที่แล้ว โดยเขาได้เข้าร่วมประชุมสุดยอดกับผู้นำรัสเซียที่ “วอสตอชนี คอสโมโดรม” (Vostochny Cosmodrome) ศูนย์ขนส่งอวกาศอันทันสมัยที่สุดของประเทศ
หากการพบปะระหว่างสองผู้นำในคราวที่แล้วคือการปูพื้นฐานให้กับสายสัมพันธ์ของสองประเทศ การเยือนของปูตินในครั้งนี้ก็จะแสดงถึงความก้าวหน้าสำคัญในมิตรภาพที่ได้งอกงามขึ้นมานับแต่นั้น
การประชุมสุดยอดที่กำลังจะมาถึงดึงดูดความสนใจของผู้คนทั่วโลก ทั้งในเรื่องของการปรับเปลี่ยนระดับความร่วมมือทางการทหาร ซึ่งทั้งสองฝ่ายอาจเห็นพ้องต้องกันในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ รวมทั้งการกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นในอีกหลายด้านเช่นวัฒนธรรม, เศรษฐกิจ, การเกษตร, และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเฝ้าจับตามอง คือผู้นำรัสเซียมีแผนจะจัดการกับประเด็นร้อนของคู่เจรจาอย่างไร ซึ่งปัญหาเหล่านี้รวมถึงการแลกเปลี่ยนอาวุธระดับสูงและโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือด้วย
ดร. คิม ดองยัป อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกาหลีเหนือศึกษาในกรุงโซลของเกาหลีใต้ แสดงความเห็นว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้น่าจะเป็นเพียงการพบปะผูกสัมพันธ์ มากกว่าจะเป็นเวทีของการเจรจาหารือในระดับลึกอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้ ดร.คิมยังมองว่า รัสเซียตระหนักดีถึงความจำเป็นที่จะต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ ดังนั้นในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ปูตินไม่น่าจะแสวงหาความร่วมมือใด ๆ กับเกาหลีเหนือ ที่จะเป็นการยั่วยุเกาหลีใต้และพันธมิตร
การทหาร: รัสเซียต้องการอาวุธ เกาหลีเหนืออยากได้เทคโนโลยี

ที่มาของภาพ, Reuters
เนื่องจากสงครามที่รัสเซียรุกรานยูเครน ยืดเยื้อยาวนานมากว่าสองปีครึ่งแล้ว ทั้งรัสเซียและเกาหลีเหนือต่างก็จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันในเรื่องของยุทธปัจจัยมากขึ้น
ดร.นัม ซุงวุก อาจารย์ประจำภาควิชาการรวมชาติและการทูตของมหาวิทยาลัยเกาหลี บอกว่าหนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุมสุดยอดครั้งนี้คือการเจรจาหารือกันว่า เกาหลีเหนือจะช่วยส่งอาวุธที่ผลิตในประเทศให้กับรัสเซียเพิ่มขึ้นได้แค่ไหน โดยเขาเชื่อว่ากรอบความร่วมมือทางการทหารระหว่างสองประเทศ น่าจะขยายออกไปเกินกว่าข้อตกลงระยะสั้นเกี่ยวกับอาวุธแบบดั้งเดิม และน่าจะเห็นพ้องต่อการยกระดับไปสู่ความร่วมมือทางการทหารที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการร่วมกันพัฒนาระบบอาวุธบางอย่าง
คาดว่าเกาหลีเหนือจะแสวงหาผลตอบแทนที่มากกว่าความช่วยเหลือด้านเสบียงอาหารและเชื้อเพลิง ในการจัดส่งอาวุธให้กับรัสเซียดังกล่าว โดยดร.นัม คาดว่าเกาหลีเหนือจะขอความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีการบินอวกาศกับรัสเซีย หลังจากที่การส่งดาวเทียมสอดแนมทางทหารขึ้นสู่ห้วงอวกาศในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ประสบความล้มเหลว
ในฐานะที่รัสเซียเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีอวกาศ ความช่วยเหลือที่จะส่งมอบให้เกาหลีเหนือในประเด็นนี้ จึงถือว่าสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความสำเร็จในการส่งดาวเทียมครั้งต่อ ๆ ไปในอนาคต นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังหวังให้รัสเซียช่วยปรับปรุงความคมชัดของภาพถ่ายจากดาวเทียมสอดแนม และช่วยพัฒนาเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ให้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ดร.นัมเชื่อว่าจะไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาของการเจรจาเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ แม้ว่าก่อนหน้านี้ ผู้นำรัสเซียค่อนข้างอ่อนไหวต่อเรื่องที่ชาติตะวันตกสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับยูเครน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อแผ่นดินใหญ่ของรัสเซีย ทั้งยังเคยเอ่ยปากเป็นนัยถึงการที่รัสเซียอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์ตอบโต้ด้วยก็ตาม
ดร. นัมแสดงความเห็นว่า ความร่วมมือด้านการพัฒนานิวเคลียร์ หรือการแบ่งปันอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ที่ประจำการอยู่บนคาบสมุทรเกาหลีและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือให้กับรัสเซีย ล้วนเป็นการยั่วยุให้ประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรของสหรัฐฯ มีปฏิกิริยาตอบสนองในทางลบอย่างรุนแรง ดังนั้นประเด็นการหารือเรื่องนิวเคลียร์จึงไม่น่าจะปรากฏในการประชุมสุดยอดครั้งนี้
เศรษฐกิจ: รัสเซียต้องการแรงงาน เกาหลีเหนือขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เป็นไปได้สูงว่าผู้นำรัสเซียและเกาหลีเหนือจะเจรจาขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันด้วย โดยดร.คัง ดองวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และการทูตจากมหาวิทยาลัยดองเอ บอกว่าสิ่งที่เกาหลีเหนือต้องการมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ “เงินตราต่างประเทศที่ได้จากการส่งออกแรงงาน” ทำให้คาดการณ์ได้ว่าเกาหลีเหนือน่าจะส่งคนงานไปยังรัสเซียมากขึ้นในอนาคต
ในด้านของรัสเซียเองนั้นก็มีความต้องการแรงงานต่างด้าวสูง เพื่อช่วยซ่อมแซมอาคารและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม รวมทั้งเป็นฟันเฟืองในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศ
ดร.คังบอกว่า สองผู้นำอาจหารือกันถึงการนำแรงงานอพยพจากเกาหลีเหนือเข้ามาในรัสเซีย เนื่องจากสงครามทำให้รัสเซียขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เพราะคนจำนวนมากถูกเกณฑ์ไปสู้รบและคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยพากันหลบหนีการเกณฑ์ทหารไปต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่สั่งคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ได้ห้ามไม่ให้แรงงานเกาหลีเหนือทำงานในต่างแดน รวมทั้งกำหนดให้ต้องส่งตัวแรงงานเกาหลีเหนือทั้งหมดกลับประเทศ ภายในวันที่ 22 ธ.ค. 2019
หากรัสเซียที่เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ฝ่าฝืนข้อมติดังกล่าวด้วยการเดินหน้าจ้างแรงงานเกาหลีเหนืออย่างเปิดเผยและเป็นทางการ ก็อาจเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองครั้งใหญ่ในหมู่ประชาคมนานาชาติได้ ดังนั้นจึงน่าจับตามองว่า เกาหลีเหนือและรัสเซียจะแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกันอย่างไร ท่ามกลางข้อจำกัดจากเงื่อนไขและแรงกดดันในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
การแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม: การท่องเที่ยวเกาหลีเหนือกำลังบูมจริงหรือ ?

ที่มาของภาพ, Reuters
เมื่อไม่นานมานี้ รัสเซียเพิ่งจะอนุญาตให้จัดกรุ๊ปทัวร์เข้าไปท่องเที่ยวในเกาหลีเหนือได้อีกครั้ง หลังจากถูกสั่งระงับมาตั้งแต่เดือนก.พ. ปี 2020 เนื่องจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 นอกจากนี้ รถไฟโดยสารที่เชื่อมต่อระหว่างสองประเทศ ก็เปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเดินรถครั้งแรกในรอบ 4 ปี
รัฐบาลส่วนท้องถิ่นของภูมิภาคพรีมอร์สกีไคร (Primorsky Krai) ระบุว่ามีนักท่องเที่ยวรัสเซียกว่า 400 คนแล้ว ที่ได้เดินทางข้ามพรมแดนไปเกาหลีเหนือในช่วงเดือน ก.พ. - พ.ค. ของปีนี้
ด้านบริษัททัวร์ Vostok Intur ของรัสเซีย ซึ่งให้บริการนำเที่ยวเกาหลีเหนือครั้งละ 4-5 คืน ในสนนราคา 750 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้นำเสนอบริการท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะผ่านทางเว็บไซต์ โดยปัจจุบันเปิดให้จองกรุ๊ปทัวร์ได้ในช่วงเวลาต่าง ๆ ยาวไปจนถึงเดือนกันยายนของปีนี้ โดยรายการนำเที่ยวรวมถึงภูเขาแพ็กตู, สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเกาหลีเหนือ, และงานเฉลิมฉลองครบรอบสงครามเกาหลี
ดร. คิม ดองยัป บอกกับบีบีซีว่า “การท่องเที่ยวไม่เพียงแต่ช่วยนำเงินตราต่างประเทศเข้ามา แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผ่านการติดต่อแลกเปลี่ยนโดยตรงในระดับของประชาชน”
ดร. คิมมองว่า การที่ชาวรัสเซียพากันเดินทางไปท่องเที่ยวในเกาหลีเหนือ จะช่วยส่งเสริมมิตรภาพของทั้งสองฝ่าย โดยการไปมาหาสู่เพิ่มขึ้นจะยกระดับการพึ่งพาอาศัยระหว่างกัน ซึ่งจะลดความตึงเครียดหวาดระแวงในเรื่องของการทหารลงไป นอกจากนี้ การท่องเที่ยวยังช่วยให้ภาพลักษณ์ของเกาหลีเหนือในสายตาชาวโลกดีขึ้น โดยไม่ถูกมองว่าเป็นประเทศที่ปิดตัวและเป็นอันตรายต่อประชาคมนานาชาติ
ด้วยเหตุนี้ การท่องเที่ยวเกาหลีเหนือจึงถูกมองว่าเป็นช่องทางสำคัญ ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางสังคม-วัฒนธรรม และช่วยปรับปรุงภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก มากกว่าจะเป็นช่องทางหลักสำหรับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ไม่นานมานี้มีกรณีของนักท่องเที่ยวรัสเซียที่ยกเลิกการเดินทางไปเกาหลีเหนือ เพราะมีความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ บนคาบสมุทรเกาหลี โดยบริษัทนำเที่ยว Vostok Intur รายงานว่าต้องยกเลิกกรุ๊ปทัวร์ของวันที่ 31 พ.ค.ไป เพราะมีผู้สมัครเข้าร่วมเดินทางน้อย
เกาหลีเหนือนั้นยังมีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่เพียงพอ ทั้งยังจำกัดการเดินทางของชาวต่างชาติไม่ให้มีอิสระอย่างเต็มที่ ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว ทำให้ในกรณีนี้ ดร.คัง แสดงความเห็นว่า การประชุมสุดยอดที่กำลังจะมีขึ้น จะเป็นโอกาสอันดีให้สองผู้นำได้หารือถึงการยกระดับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน
การเยือนครั้งใหม่ ต่างจากเมื่อ 24 ปีก่อนอย่างไรบ้าง

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อปี 2000 ประธานาธิบดีปูตินได้เดินทางเยือนกรุงเปียงยางเป็นครั้งแรก โดยได้พบปะกับคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือคนก่อน ซึ่งนับว่าเป็นการประชุมสุดยอดครั้งแรกระหว่างสองประเทศ นับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดลง
ในตอนนั้นรัสเซียต้องการจะกลับมามีบทบาทนำในเวทีการเมืองโลก ในขณะที่เกาหลีเหนือมุ่งหมายจะเพิ่มช่องทางการติดต่อกับโลกภายนอก หลังประสบกับทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1990 ที่รู้จักกันในชื่อว่า “การเดินหน้าฝ่าฟันความยากลำบาก” (The Arduous March)
ผู้นำทั้งสองได้ลงนามในปฏิญญาร่วมรัสเซีย-เกาหลี ซึ่งวางโครงร่างแผนความร่วมมือทวิภาคีและการมอบความช่วยเหลือระหว่างกัน โดยเอ่ยถึงโครงการพัฒนาขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ รวมทั้งลงรายละเอียดของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือด้วย
ในประเด็นของความร่วมมือทางการทหารนั้น ข้อตกลงข้างต้นระบุว่าทั้งสองประเทศจะติดต่อหากันทันที เมื่อมีภัยคุกคามจากการรุกรานหรืออันตรายใด ๆ เกิดขึ้น
แต่เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า อาจมีการปรับปรุงสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือใหม่ ในการประชุมสุดยอดที่กำลังจะมาถึง โดยอาจมีการยกระดับความร่วมมือทางการทหาร จากการติดต่อหากันในเหตุการณ์อันตราย สู่การก่อตั้งพันธมิตรอย่างเป็นทางการก็เป็นได้
ดร. นัมมองประเด็นนี้ว่า “การเยือนของปูตินในอดีต มีขึ้นเมื่อตอนที่เกาหลีเหนือยังกระทำการยั่วยุทางทหารน้อยครั้ง แต่ตอนนี้สายสัมพันธ์ระหว่างกองทัพรัสเซียกับเกาหลีเหนือกลับแน่นแฟ้นขึ้น เนื่องมาจากสงครามในยูเครน ดังนั้นผลของการประชุมสุดยอดน่าจะออกมาในรูปของความร่วมมือทางทหารที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นกว่าในอดีต โดยน่าจะเข้าใกล้ความเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการมากขึ้น”
ความแตกต่างจากอดีตอีกประเด็นหนึ่งในการเยือนครั้งนี้ คือการที่ปัจจุบันเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองแล้ว ทำให้ดร. คิม แสดงความเห็นว่า “เนื่องจากระเบียบโลกถูกเปลี่ยนแปลงใหม่ โดยระบบที่สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางอำนาจขั้วเดียวกำลังอ่อนแอลง จึงสามารถคาดการณ์ได้ว่า รัสเซียและเกาหลีเหนือจะพยายามหาหนทางสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติตนเองไว้ให้ดีที่สุด”
“เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีเพิ่งจะแตกหักกันอีกครั้ง จึงเป็นไปได้ว่าเกาหลีเหนืออาจจะคิดค้นกลยุทธ์ทางการทูตใหม่ ๆ ขึ้นมาแทน” ดร.คิมกล่าวสรุป












