สำรวจพุทธศาสนาในเกาหลีเหนือ ชุมชนชาวพุทธที่ไร้ภิกษุณี

ที่มาของภาพ, 법타스님
- Author, ริชาร์ด คิม
- Role, บีบีซี แผนกภาษาเกาหลี
ในเกาหลีเหนือมีวัดและพระสงฆ์หรือไม่ มีชาวเกาหลีเหนือจำนวนไม่มากนักที่ยังจำได้ว่า เคยเห็นพระสงฆ์จริง ๆ ในวัดที่เกาหลีเหนือ
รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศต่อสาธารณะว่าสนับสนุนเสรีภาพในการนับถือศาสนา แม้ว่าในความเป็นจริง ศาสนาจะเป็นสิ่งที่ถูกควบคุมก็ตาม อย่างไรก็ตาม ทางการเกาหลีเหนือค่อนข้างมีทัศนคติเปิดกว้างต่อศาสนาพุทธเมื่อเปรียบเทียบกับศาสนาอื่น ๆ เช่น คริสต์ศาสนานิกายต่าง ๆ
พระเบโอปตา (Beopta) พระสงฆ์ชาวเกาหลีใต้ได้เดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือแล้วเกือบ 100 ครั้งในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา และยังจัดตั้งช่องทางการสื่อสารพูดคุยกันระหว่างพุทธศาสนิกชนชาวเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เขาบอกว่า “ในปัจจุบัน ที่เกาหลีเหนือมีวัดกว่า 60 แห่งและพระสงฆ์ราว 300 รูป”
พระสงฆ์รูปนี้เล่าต่อว่า “ในจำนวนทั้งหมดนี้ อาตมาได้พบพระสงฆ์ชาวเกาหลีเหนือเป็นการส่วนตัวราว 30 รูป”

พระเบโอปตา เป็นหนึ่งในพระสงฆ์อาวุโสของเครือข่ายพุทธศาสนานิกายโชเก (Jogye Order of Korea) เขาถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนาในเกาหลีเหนือ โดยเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่มีโอกาสเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในปี 1989 หลังจากทั้งสองเกาหลีแยกประเทศกัน
พระสงฆ์รูปนี้ยังเคยได้พบกับ คิม อิล-ซุง อดีตผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือถึงสองครั้ง นับแต่นั้น เขาก็ได้เข้าเยี่ยมวัดในเกาหลีเหนือหลายแห่งในหลายเมือง เช่น กรุงเปียงยาง, เมืองแกซอง, บนเขากึมกังซาน และเขามโยฮยางซาน ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา เพื่อติดต่อกับชุมชนชาวพุทธในเกาหลีเหนือ
ภายในกุฏิของพระเบโอปตาในวัดแห่งหนึ่งในเขตซองบุก-กู ของกรุงโซล มีภาพถ่ายจากช่วงที่เขาเดินทางเยือนเกาหลีเหนือหลายพันรูป

ที่มาของภาพ, 법타스님

ที่มาของภาพ, 법타스님
พระเบโอปตาบอกว่า “ในสมัยที่เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้อยู่รวมกันก่อนที่จะได้รับอิสรภาพจากการปกครองของญี่ปุ่นนั้น มีวัดประมาณ 540 แห่งในฝั่งเกาหลีเหนือ มีพระสงฆ์ราว 1,600 รูป และผู้ศรัทธาอีกราว 380,000 คน อย่างไรก็ตาม หลังเกิดสงครามเกาหลีขึ้น (ระหว่างปี 1950-1953) วัดเกือบทั้งหมดในขณะนั้นถูกทำลายหายไป และหลังจากสงครามสิ้นสุดลง ชาวเกาหลีเหนือได้บูรณะวัดซองบุลซาขึ้นในจังหวัดฮวางแฮ และวัดโบฮยอนซา บนเขามโยฮยาง”
พระภิกษุเกาหลีเหนือสามารถแต่งงานและไว้ผมยาวได้

ที่มาของภาพ, 법타스님
พระเบโอปตาอธิบายเพิ่มเติมว่า “พระสงฆ์ฝ่ายเกาหลีเหนือมีความแตกต่างจากพระสงฆ์จากนิกายโชเกในเกาหลีใต้เล็กน้อย โดยพระสงฆ์เกาหลีเหนือยังคงเป็นพระรูปแบบดั้งเดิมจากอดีต ขณะที่พระสงฆ์ฝ่ายเกาหลีใต้ดูทันสมัยกว่า เนื่องจากจำนวนที่มีอยู่น้อยของพระสงฆ์ในเกาหลีเหนือจึงทำให้พวกเขายังคงอยู่ในรูปแบบดั้งเดิมนั่นเอง”
ความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนระหว่างศาสนาพุทธในเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ คือคณะสงฆ์นิกายโชเกจะโกนผม ซึ่งพระสงฆ์ส่วนมากในเกาหลีเหนือไม่ทำกัน
นอกจากนี้ การแต่งกายของพระสงฆ์ในเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ก็แตกต่างกัน พระเบโอปตาบอกอีกว่า “พระสงฆ์เกาหลี(ใต้)จะห่มจีวรสีส้ม แต่พระสงฆ์เกาหลีเหนือจะห่มจีวรสีแดง” และในความเป็นจริง ตามภาพถ่ายที่บันทึกโดยพระเบโอปตาที่วัดโบฮยอนซา พระสงฆ์เกาหลีเหนือไว้ผมยาวและห่มจีวรสีแดง
พระภิกษุเกาหลีเหนือกับระฆังไม้

ที่มาของภาพ, 법타스님 제공
กิจการของวัดและพระสงฆ์ในเกาหลีเหนือได้รับการดูแลจัดการโดยสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งโจซอน (Joseon Buddhist Federation) ซึ่งมีรายงานว่า สมาพันธ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 26 ธ.ค. 1946 และบริหารจัดการโดยแนวร่วมประชาธิปไตยเพื่อการรวมชาติปิตุภูมิ (Democratic Front for the Fatherland Unification) หรือรู้จักกันในอีกชื่อว่า แนวร่วมประชาธิปไตยเพื่อการรวมชาติเกาหลี (Democratic Front for the Reunification of Korea) และนำโดยพรรคแรงงานแห่งเกาหลี (Workers' Party of Korea)
ดังนั้น สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งโจซอนจึงมีลักษณะเป็นการโฆษณาชวนเชื่ออย่างชัดเจนโดยธรรมชาติ และทำหน้าที่เป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนทางพุทธศาสนาระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

ที่มาของภาพ, 법타스님

ที่มาของภาพ, 법타스님
สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งโจซอนประกอบพิธีกรรมทางศาสนาขึ้นครั้งแรกเพื่อรำลึกถึงวันประสูติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ วัดโบฮยอนซา บนเขามโยฮยางในเดือน พ.ค. 1988 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สมาพันธ์ฯ ก็ได้จัดพิธีนี้ขึ้นตามวัดสำคัญทั่วประเทศ

ที่มาของภาพ, 법타스님

ที่มาของภาพ, 법타스님
โครงการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้ดำเนินไปจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 2000 ยกตัวอย่างเช่น คณะสงฆ์นิยายโชเกในเกาหลีใต้ได้ช่วยบูรณะวัดซิงเยซา (Singyesa) บนเขากึมกัง (Geumgang) ในเกาหลีเหนือ ส่วนการบูรณะวัดยองตงซา (Yeongtongsa) ในเขตแกซองก็ได้รับความช่วยเหลือโดยคณะสงฆ์นิยายชอนแท (Cheontae) จากเกาหลีใต้

ที่มาของภาพ, 법타스님
“ไร้ภิกษุณีในเกาหลีเหนือ”
พระเบโอปตาบอกว่า “พระภิกษุในเกาหลีเหนือทั้งหมดสมรสแล้ว และส่วนใหญ่จะไว้ผมยาวและสวมชุดสูท อาตมาได้ให้คำแนะนำหลายครั้งแล้วว่า พระสงฆ์ควรจะปลงผม ซึ่งในที่สุดพระสงฆ์บางรูปในเกาหลีเหนือก็ยอมปฏิบัติตาม หลังจากนั้น อาตมาก็ได้มอบเครื่องนุ่งห่มให้กับพระสงฆ์ในเกาหลีเหนือราว 200 ชุดด้วย”
พระเบโอปตาเน้นย้ำว่า แม้มีวัดและพระสงฆ์ในเกาหลีเหนือ แต่สิ่งที่แตกต่างชัดเจนจากฝ่ายเกาหลีใต้คือ ที่เกาหลีเหนือไม่มีภิกษุณี
“อาตมาเดินทางเยือนวัดในเกาหลีเหนือหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่เคยพบเห็นภิกษุณีแม้แต่รูปเดียว อาตมาคิดว่า พระพุทธศาสนาของเกาหลีเหนือยังมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองมากกว่ามิติของการเป็นศาสนา ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้มีภิกษุณี”

ที่มาของภาพ, 법타스님
บางคนอ้างว่า “เนื่องจากในทางปฏิบัติ เกาหลีเหนือไม่อนุญาตให้มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา พระภิกษุ[ในเกาหลีเหนือ]ทุกรูปจึงเป็นสมาชิกของพรรคแรงงานแห่งชาติเกาหลี และมีพระสงฆ์เพียงไม่กี่รูปที่ปฏิบัติกิจของสงฆ์”
ตามข้อมูลของเอกสารเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนือที่เผยแพร่โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ ระบุโดยอ้างคำตอบจากบรรดาผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ที่ระบุว่า “ไม่มีพระสงฆ์จริง ๆ ในวัด ส่วนวัดที่ยังคงอยู่ก็เป็นเพียงโบราณสถานเท่านั้น”
ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือรายหนึ่งบอกว่า “พิธีปฏิบัติธรรมที่จัดขึ้นในช่วงวันสำคัญประจำปีทางพระพุทธศาสนาในเกาหลีเหนือ ส่วนใหญ่จะทำเพื่อสร้างภาพให้ชาวต่างชาติได้เข้าใจว่า ที่เกาหลีเหนือมีสิทธิในการนับถือศาสนา โดยไม่ได้พุ่งเป้าการสื่อสารไปที่สาธารณชนชาวเกาหลีเหนือ”

ที่มาของภาพ, 법타스님

ที่มาของภาพ, 법타스님
จากประเด็นข้างต้น พระเบโอปตาบอกว่า “พระภิกษุเกาหลีเหนือจะมีภาระหน้าที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับพระสงฆ์รูปแบบทางการ เนื่องจากวัดถือเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรม พระสงฆ์จึงรับหน้าที่ปกป้องวัด ขณะที่พระสงฆ์ที่มีครอบครัวจะเดินทางออกจากวัดเพื่อไปทำงานและดำเนินชีวิตตามปกติในแต่ละวัน”
“ครั้งเมื่ออาตมาไปเยือนวัดโบฮยอนซาบนเขามโยฮยางในเกาหลีเหนือในช่วงวันวิสาขบูชา (ตามปฏิทินของเกาหลี) นอกจากจะมีพิธีการเฉลิมฉลองแบบพื้นฐานแล้ว ยังมีชาวบ้านขึ้นมาที่วัดเพื่อร่วมพิธีด้วย” พระสงฆ์รูปนี้อธิบาย
โครงการช่วยเหลือเกาหลีเหนือ

ที่มาของภาพ, 법타스님

ที่มาของภาพ, 법타스님
ในปี 1992 พระเบโอปตาได้ก่อตั้งสมาคมชาวพุทธเพื่อการรวมชาติปิตุภูมิโดยสันติ และริเริ่มโครงการสนับสนุนเกาหลีเหนือภายใต้แนวความคิด “ข้าว คือ การรวมชาติ” (Rice is Unification)
นอกจากนี้ พระสงฆ์รูปนี้ยังให้การช่วยเหลือชาวเกาหลีเหนือด้วยการก่อตั้งโรงงานบะหมี่กึมกังในจังหวัดฮวางแฮใต้ในปี 1997 รวมทั้งโรงงานขนมปังกึมกังในกรุงเปียงยางในปี 2006
“ตั้งแต่ปี 1998 พวกอาตมาได้ส่งแป้งทำอาหารไปให้ทุกเดือน เดือนละ 60 ตันจากท่าเรืออินชอนในเกาหลีใต้ไปยังท่าเรือนัมโปในเกาหลีเหนือ ซึ่งเพียงพอที่จะเลี้ยงดูประชาชน 7,000 คนต่อวันได้” พระเบโอปตา กล่าว
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่รัฐบาลเกาหลีใต้มีมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือในปี 2010 ก็ทำให้พระเบโอปตาไม่สามารถเดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือได้อีก เขาแสดงความคิดเห็นว่า “หากความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีทั้งสองฝ่ายรื้อฟื้นกลับมาในอนาคต และการแลกเปลี่ยนอย่างไม่เป็นทางการสามารถดำเนินการได้แล้ว อาตมาจะเตรียมการทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อฟื้นฟูศาสนาพุทธในเกาหลีเหนือ อาตมาจะทำงานหนักเพื่อฟื้นฟูวัดที่มีชื่อเสียงในเกาหลีเหนือด้วย”
สิ่งที่พระสงฆ์รูปนี้ต้องการเน้นย้ำเป็นการเฉพาะคือ “เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ไม่ควรเดินทางไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารแบบสุดขั้ว ทั้งในแง่ความมั่นคงและการเมือง เนื่องจากบรรดาเพื่อนร่วมชาติในเกาหลีเหนือต้องทนทุกข์กับความหิวโหย อาตมาหวังว่า จะมีวันหนึ่งที่โครงการช่วยเหลือทางอาหาร อย่างโรงงานบะหมี่กึมกัง จะสามารถกลับมาเริ่มผลิตได้อีกในอนาคต”

พระเบโอปตาคือใคร
พระเบโอปตาเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ที่วัดเบโอปจูซา บนเขาซองนิซาน เมื่อปี 1965 เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะปรัชญาอินเดียที่มหาวิทยาลัยดงกุกในเกาหลีใต้ ต่อมาได้รับปริญญาเอกสาขาปรัชญาจากมหาวิทยาลัยเคลย์ตัน ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1996
พระสงฆ์รูปนี้ยังเคยเข้าร่วมในสงครามเวียดนาม และก่อตั้งวัดของศาสนาพุทธราว 10 แห่งในเทศมณฑลแต่ละแห่ง รวมทั้งก่อตั้งกองทัพม้าขาว (White Horse Army) ด้วย
ตลอดช่วงการครองสมณเพศ พระเบโอปตาได้รับตำแหน่งหน้าที่สำคัญ ๆ หลายตำแหน่ง เช่น การดำรงตำแหน่งเป็นห้วหน้าแผนกกิจการทั่วไปของเครือข่ายพุทธศาสนานิกายโชเก, เจ้าอาวาสวัดอึนแฮ (Eunhae) และผู้อำนวยการศูนย์จองกักในมหาวิทยาลัยดงกุก
นอกจากนี้ เขายังดำรงตำแหน่งกรรมการสภาผู้สูงวัยของเครือข่ายพุทธศาสนานิกายโชเกและราชาคณะของวัดอึนแฮ และยังได้ชื่อว่าเป็น “พระสงฆ์ผู้ยิ่งใหญ่” อีกด้วย












