เหตุขัดแย้งไทย-กัมพูชา วันที่ 7 กัมพูชารุกพาคณะผู้ช่วยทูตทหารสังเกตการณ์ชายแดน - ทบ. เผยภาพ ผบ.สส. มาเลเซียเข้าพบไทย

ที่มาของภาพ, Reuters
กองทัพบกของไทยกล่าวหากัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้งในช่วงคืนที่ผ่านมา (29 ก.ค.) โดยเกิดเหตุปะทะในพื้นที่ภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งฝ่ายไทยอ้างว่าถูกกัมพูชาใช้ปืนเล็ก ระเบิดโจมตีฐานทหารฝ่ายไทย และมีการปะทะอีกอย่างน้อยในสองพื้นที่ ด้านกัมพูชาเปิดเกมรุกพาคณะผู้ช่วยทูตทหารนานาชาติลงพื้นที่สังเกตการณ์ชายแดนด้านตรงข้ามช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ท่ามกลางเสียงวิจารณ์บทบาทของฝ่ายไทยในการชิงพื้นที่สื่อ
มีการรายงานเหตุเจ้าหน้าที่ไทยและกัมพูชาต้องเจรจากันเรื่องข้อตกลงการเฝ้าระวังในพื้นที่โดยไม่มีการใช้อาวุธบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเมื่อคืนที่ผ่านมา ยังมีรายงานข่าวกรณีฝูงโดรนกัมพูชาจำนวน 30 ลำปฏิบัติการโจมตี กองบิน 21 ของไทย แต่กองทัพอากาศไทยกออกมายืนยันในเวลาต่อมาว่า รายงานดังกล่าวเป็น "ข่าวปลอม"
กระทรวงการต่างประเทศไทยออกแถลงการณ์ต่อเหตุปะทะดังกล่าวว่าโดยย้ำว่าไทยยังจะมุ่งมั่นในการแก้ไขสถานการณ์ปัจจุบันด้วยสันติวิธี "และขอเรียกร้องให้กัมพูชายุติการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงทุกรูปแบบโดยทันที และกลับมาปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างครบถ้วน"
เหตุรุนแรงบริเวณจังหวัดชายแดนเมื่อคืนที่ผ่านมา (29-30 ก.ค.) เกิดขึ้น หลังจากไทยและกัมพูชามีข้อตกลงหยุดยิงเพื่อยุติการปะทะตามแนวชายแดน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 24 นาฬิกา ของวันจันทร์ที่ 28 ก.ค.) ที่ผ่านมา
เหตุปะทะดังกล่าวถือเป็นเหตุการณ์ละเมิดการหยุดยิงครั้งที่สอง ตามข้อกล่าวหาของทางการไทย ซึ่งครั้งแรกกองทัพบกอ้างว่าเกิดการละเมิดหยุดยิงจนถึงเช้ามืดของวันที่ 29 ก.ค.
"การกระทำของกองทัพกัมพูชาในครั้งนี้ ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง นับเป็นครั้งที่สองภายหลังจากข้อตกลงมีผลบังคับใช้และสะท้อนถึงพฤติกรรมที่ไม่เคารพต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ" แถลงการณ์จากกองทัพบกของไทยระบุ เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, EPA
ไทยอ้างกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้ง เกิดเหตุปะทะ 3 พื้นที่
"เมื่อคืนนี้ตลอดทั้งคืนจนถึงเช้ามืด กัมพูชาได้ทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้ง" พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.) ระบุในแถลงการณ์ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมให้รายละเอียดเหตุการปะทะ ดังนี้
- 21.30 น. (29 ก.ค.) พื้นที่ช่องคานม้า จ.ศรีสะเกษ กองทัพกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็ก ยิงเข้าใส่แนว เป็นเหตุให้เกิดการปะทะกันราว 30 นาที
- 22.00 น. (29 ก.ค.) พื้นที่เขาพระวิหาร บริเวณภูมะเขือ และห้วยตามาเลีย จ.ศรีสะเกษ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชายแดน จ.ศรีสะเกษของไทย และ จ.พระวิหารของกัมพูชา กองทัพกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กยิงอย่างต่อเนื่องและใช้เครื่องยิงลูกระเบิด ไทยจึงต้องตอบโต้ป้องกันตนเอง เกิดขึ้นเป็นระยะจนถึงช่วงเช้าวันนี้ (30 ก.ค.)
- 05.17 น. (30 ก.ค.) พื้นที่ผามออีแดง จ.ศรีสะเกษ ตรวจพบการยิงเครื่องยิงลูกระเบิดจากฝั่งกัมพูชาข้ามมาฝั่งไทย
โฆษกกองทัพบก เรียกการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้ว่า "เป็นการบ่อนทำลายความพยายามคลี่คลายสถานการณ์โดยสันติวิธี" ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพและความไว้วางใจที่ควรมีระหว่างสองประเทศ และ "กองทัพบกของประณามการกระทำที่ไม่รับผิดชอบของกองทัพกัมพูชาอย่างถึงที่สุด"

ที่มาของภาพ, Reuters
ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 00.05 น. ของวันที่ 30 ก.ค. พล.ต.วินธัย เปิดเผยผ่านการให้สัมภาษณ์กับสำนักงานข่าวเอ็นบีทีของกรมประชาสัมพันธ์ว่าลักษณะการปะทะในช่วงค่ำไม่รุนแรงเหมือนในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา
"ลักษณะอาจจะไม่ได้เป็นการใช้อาวุธในแบบหนาแน่นเหมือนในห้วง 2-3 วันที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงเป็นการใช้อาวุธ แต่ว่าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะว่ามันอยู่ในห้วงเวลาของการหยุดยิงด้วย" พล.ต.วินธัย ระบุ
โฆษกกองทัพบก ย้ำด้วยว่าทหารไทยยังตรึงกำลังอยู่ 11 จุดเช่นเดิม เช่นเดียวกับอุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ที่ยังไม่ถูกเคลื่อนย้าย แต่ไม่มีการใช้อาวุธและเป็นเพียงการเฝ้าระวังเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีบันทึกรายละเอียดเหตุปะทะเพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการประท้วงต่อไปด้วย
"พยายามเก็บไว้ [บันทึกเหตุปะทะ] อย่างกรณีที่ผ่านมา อย่างการใช้อาวุธที่นอกเหนือจากเป้าหมายทางทหาร ส่วนใหญ่ก็จะมีการจดบันทึกหมด ซึ่งต่อไปทางกระทรวงการต่างประเทศก็จะมีขอมูลเพื่อไปดำเนินการในระดับของต่างประเทศต่อได้" พล.ต.วินธัย กล่าว
กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
เช้าวันนี้ (30 ก.ค.) กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า กัมพูชายืนยันอย่างแน่วแน่ในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง และ "กองทัพกัมพูชาไม่เคยกระทำการใด ๆ ที่อาจตีความได้ว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง" ซึ่งขัดต่อข้อกล่าวหา "ที่ถูกแต่งขึ้น" ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลไทยอย่างสิ้นเชิง
แถลงการณ์ของกัมพูชาเรียกข้อกล่าวหาของไทยว่าเป็น "ข้อกล่าวหาที่บิดเบือนและกุขึ้น ซึ่งบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และคุกคามความไว้วางใจและการเจรจาอันเปราะบาง" และย้ำว่ากัมพูชาไม่มีเจตนาที่จะละเมิดข้อตกลงหยุดยิง "ไม่ว่าในปัจจุบันหรือในอนาคต"
เนื้อหาในแถลงการณ์ระบุอีกว่ารัฐบาลกัมพูชามีเป้าหมายหลักคือการทำให้สันติภาพยั่งยืน เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศและเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม
ชุม ซอนรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กล่าวในการแถลงข่าวด้วยว่า รัฐบาลกัมพูชาสนับสนุนกลไกการตรวจสอบและการสังเกตการณ์อย่างอิสระ
การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจะกระทบการประชุม GBC หรือไม่ ?
เมื่อวันที่ 28 ก.ค. รักษาการนายกรัฐมนตรีของไทยและผู้นำกัมพูชา ได้มีข้อตกลงจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชา (General Border Committee - GBC) ซึ่งมีกำหนดการเดิมคือวันที่ 4 ส.ค. โดยกัมพูชาเป็นเจ้าภาพ
อย่างไรก็ดี หลังการละเมิดข้อตกลงการหยุดยิงของกัมพูชาที่ไทยอ้างว่าเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง หลังวันที่ 28 ก.ค. พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ก็บอกว่าเรื่องของการประชุม GBC ที่จะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารในการตัดสินใจ
"ต้องดูว่าระดับของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงนับจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ต้องประเมินสถานการณ์วันต่อวันในช่วงเวลาแบบนี้" เขากล่าว
ขณะที่ สำนักข่าวขแมร์ไทมส์ของกัมพูชารายงานเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและโฆษกกลาโหมของกัมพูชา ยังยืนยันว่า กัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 4 ส.ค. ตามที่ตกลงกันไว้
ถัดมา ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุมว่า ฝ่ายไทยพร้อมเข้าร่วมประชุม GBC และรอฝ่ายกัมพูชาส่งหนังสือเชิญ โดยไทยมีความพร้อมในรายละเอียดและเนื้อหาการเจรจา
กระทรวงต่างประเทศไทยประณามกัมพูชา แต่ย้ำไทยยังยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง
กระทรวงการต่างประเทศไทยออกแถลงการณ์เรื่องการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยกองกำลังกัมพูชา โดยมีเนื้อหาว่าในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา กองกำลังของกัมพูชายังโจมตีไทยต่อเนื่องจนถึงเช้าวันนี้ โดยการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และ "แสดงให้เห็นถึงการขาดเจตนารมณ์ที่ดีอย่างชัดเจน"
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ประเทศไทยยังขอย้ำในความมุ่งมั่นในการยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มที่ และการแก้ไขสถานการณ์ปัจจุบันด้วยสันติวิธี และ "เรียกร้องให้กัมพูชายุติการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงทุกรูปแบบโดยทันที"

ที่มาของภาพ, EPA
คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนติดตามการปฏิบัติตามการหยุดยิงในกัมพูชา ด้าน ทบ. โต้ฝ่ายไทยไม่เน้นสร้างภาพ
สำนักข่าวขแมร์ไทมส์ของกัมพูชา รายงานว่าวันนี้ (30 ก.ค.) พล.อ.ตัน ซรี อัฟเฟนดี บูอัง ผู้บัญชาการกองทัพมาเลเซีย ได้นำคณะผู้สังเกตการณ์นานาชาติลงพื้นที่ตรวจสอบการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย
หัวหน้าคณะผู้แทนติดตามนานาชาติ มีหน้าที่ตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าอาเซียนได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่บรรลุเมื่อต้นสัปดาห์นี้อย่างเต็มที่ ทีมสังเกตการณ์ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามข้อตกลงของทั้งกัมพูชาและไทย ได้ถูกส่งไปเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการติดตามการหยุดยิงแบบใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ตามการเปิดเผยของ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกลาโหมของกัมพูชา กล่าวในการแถลงข่าวเช้าวันนี้ว่ามีทีมสังเกตการณ์ที่นำโดยมาเลเซียสองทีมลงพื้นที่ ทีมหนึ่งประจำการอยู่ในกัมพูชา และอีกทีมหนึ่งประจำการอยู่ในประเทศไทย โดยแต่ละทีมมีผู้ช่วยทูตทหารอาวุโสของมาเลเซียเป็นหัวหน้าทีม
"การส่งทีมสังเกตการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของอาเซียนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพ" พล.ท.หญิงมาลี กล่าว โดยเธอย้ำว่าทีมสังเกตการณ์จะมีบทบาทสำคัญ "ในการตรวจสอบความเป็นจริงในพื้นที่และป้องกันไม่ให้เกิดการสู้รบซ้ำอีก"

ที่มาของภาพ, Reuters
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าบริเวณที่คณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ทั้งจากประเทศมหาอำนาจและประเทศอาเซียน พร้อมด้วยนักการทูตจาก 13 ประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบ คือบริเวณด่านชายแดนแอนเซส (An Ses) ของกัมพูชา ซึ่งในเวลาต่อมากองทัพบกของไทย ระบุว่าอยู่ตรงข้ามบริเวณช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
กองทัพบกของไทย (ทบ.) ส่งข้อความชี้แจงต่อสื่อมวลชนเมื่อช่วงเย็นว่า กรณีที่กัมพูชานำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศลงไปดูพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารบริเวณจุดที่เคยมีการปะทะกันบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า ที่ปรากฏภาพความเสียหายที่เกิดจากการใช้อาวุธจากทั้งสองฝ่ายนั้น "คงเป็นเรื่องปกติ" และเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในบริบทของพื้นที่ทางยุทธการ และบริเวณนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายทางทหาร
ทบ. ระบุว่า กรณีของฝ่ายไทยมีแผนจะจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน พร้อมระบุว่าทางไทยจะเน้นการสื่อสารต่อประชาคมโลกถึงความเสียหายที่เกิดกับพื้นที่พลเรือน
"ฝ่ายไทยจะไม่เน้นการสร้างภาพลวงแบบฉาบฉวย แต่จะเน้นสื่อสารเชิงคุณภาพ ซึ่งสิ่งที่จำเป็นจะต้องสื่อถึงประชาคมโลกคือความเสียหายต่อบ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล ที่ฝ่ายทหารกัมพูชาจงใจพุ่งเป้าโจมตีไปยังเป้าหมายเหล่านั้น จนมีพลเรือน ประชาชนเสียชีวิตบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้ง ๆ ที่พื้นที่ดังกล่าวอยู่ลึกไกลเข้ามาภายในประเทศไทยและห่างจากพื้นที่สู้รบเข้ามาในไทยไกลมากถึง 10-30 กม." กองทัพบก ระบุ
คำชี้แจงของ ทบ. กล่าวต่อไปว่าการกระทำนี้เป็นการละเมิดอธิปไตยของไทย รวมถึงขัดต่อหลักปฏิบัติทางทหารตามกฎหมายสากล และหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเจตนาละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศหลายฉบับที่ห้ามการโจมตีพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรบ
"กองทัพบกไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า เราปฏิบัติการเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหารเป็นหลักเท่านั้น และยึดมั่นในกติกาสากล โดยขอย้ำว่าฝ่ายไทยไม่ได้รุกรานใคร แต่เรามีสิทธิชอบธรรมในการปกป้องประชาชนและผืนแผ่นดินของเรา" กองทัพบก ระบุ
ทบ. เผยภาพ ผบ.สส. มาเลเซีย เข้าพบ มทภ.1-2 จ่อพาคณะทูตลงพื้นที่ชายแดนก่อนประชุม GBC
อย่างไรก็ดี ช่วงค่ำวันนี้ (30 ก.ค.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พล.อ.ดาโต๊ะ โมฮัมหมัด นิซัม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) มาเลเซีย ได้เดินทางมาพบปะหารือกับ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ณ กองบินที่ 21 ที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 29 ก.ค. และเข้าหารือกับ พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ในวันนี้
พล.ต.วินธัย เผยว่าระหว่างการหารือของ ผบ.ทหารสูงสุดของมาเลเซียกับแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสินได้ชี้แจงถึงสาเหตุของสถานการณ์ก่อนนำมาสู่การสู้รบทั้งความเห็นเรื่องแผนที่และแนวทางแก้ไขสถานการณ์ ซึ่งได้แจงว่า ฝ่ายไทยยึดแนวทางสันติ หากมีปัญหาฝ่ายไทยจะใช้การประท้วงการละเมิดตาม MOU
แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวต่อไปว่า ส่วนฝ่ายกัมพูชาเลือกใช้การวางกำลังทหารและวางทุ่นระเบิดในพื้นที่พิพาท ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา รวมถึงมีการใช้มวลชนเข้ามาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม จนเกิดความตึงเครียดและกัมพูชาตัดสินใจเริ่มการปะทะที่ปราสาทตาเมือนธม หลังจากฝ่ายไทยได้ปิดพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของทั้งสองประเทศ
โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ด้านผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเลเซียได้แสดงความเข้าใจในบริบทของทั้งสองฝ่าย และเสนอให้ใช้กลไกความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้จากผลการประชุมระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ได้ตกลงร่วมกันในการจัดผู้ช่วยทูตทหารกลุ่มอาเซียน เข้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ของไทยและกัมพูชา ก่อนการประชุม GBC ที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 ส.ค. นี้

ที่มาของภาพ, Hand out/ทีมโฆษกกองทัพบก
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเลเซียยังได้กล่าวอีกว่า ในกรณีที่ฝ่ายไทยรู้สึกว่าถูกยั่วยุ เสนอให้ใช้กลไกประสานงานผ่านผู้ช่วยทูตทหารไทย–มาเลเซีย หรือคณะประสานงานที่จัดตั้งไว้เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย พร้อมย้ำว่าการหยุดยิงจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งสองประเทศ ซึ่งมาเลเซียพร้อมให้ความช่วยเหลือ
ฝ่ายมาเลเซียยังสอบถามเรื่องทหารกัมพูชาที่อยู่ภายใต้การควบคุม ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าได้ดำเนินการและดูแลอย่างเหมาะสมตามหลักมนุษยธรรม และจะเร่งส่งกลับภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
ส่วนการหารือกับ พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 โฆษก ทบ. เปิดเผยผลการหารือว่า ผบ.สส. มาเลเซีย ระบุว่า มาเลเซียพร้อมจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการทำให้เกิดความสงบและสันติสุขในชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเตรียมจัดตั้งทีมผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ และทีมสังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Monitoring Team) เพื่อสังเกตการณ์หยุดยิงและรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้อาเซียนได้รับทราบข้อเท็จจริง

ที่มาของภาพ, Hand out/ทีมโฆษกกองทัพบก
พรรคประชาชนแนะรัฐบาลเดินเกมการทูต-การข่าวเชิงรุก
พรรคประชาชนเผยแพร่โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาข้อเสนอต่อรัฐบาลว่า "แม้ว่ากระทรวงกลาโหมไทยจะระบุว่า มีการเตรียมพาคณะทูตไปตรวจเยี่ยม เพื่อสำรวจความเสียหายที่กัมพูชาทำต่อ 4 จังหวัดชายแดนของไทย อย่างไรก็ดี การที่ไทยปล่อยให้กัมพูชาดำเนินการทางการทูตนำหน้าไปก่อนย่อมสร้างความเสียหายมหาศาลต่อไทยในเวทีโลก" พรรคประชาชนระบุ
นอกจากนี้ ยังเสนอ 5 ข้อเสนอด้วยกัน ทั้งการเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงบทบาทนำในการออกแบบกลไกคณะผู้สังเกตการณ์หยุดยิงเพื่อเสนอให้กัมพูชาและมาเลเซียพิจารณา เพิ่มการสื่อสารกับประชาคมระหว่างประเทศในเชิงรุก และต้องมีเอกภาพในการสื่อสาร โดยระบุผู้พูดหลักให้ชัดเจนและให้ข่าวที่จุดเดียว ครบถ้วน รอบด้าน และทันสถานการณ์
"พรรคประชาชนขอยืนยันว่า สถานการณ์ ณ วันนี้ เราจำเป็นต้องทำงานการทูตและการข่าวเชิงรุก อย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ คืนความปกติสุขสู่พี่น้องประชาชนชาวไทยให้ได้โดยเร็วที่สุด"
ภูมิธรรมระบุใช้เทคโนโลยีเก็บหลักฐานไว้หมดแล้ว เตรียมฟ้องนานาชาติ
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลไทยกำลังรวบรวมหลักฐานอย่างรอบด้านเพื่อเตรียมนำเสนอในเวทีประชาคมโลก กรณีที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและลักลอบโจมตีตามแนวชายแดน
เขาระบุว่า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้รวบรวมหลักฐานจากเทคโนโลยี โดยมีการรวบรวมเทปและหลักฐานต่าง ๆ ว่ามีการลักลอบบุกหรือไม่บุกในห้วงระยะเวลาใดโดยใช้ดาวเทียม
"ขณะนี้มียุทธการรองรับหมดแล้วไม่ใช่เพิ่งเริ่มแล้วมาวาง โดยตอนนี้ใช้ยุทธการต่าง ๆ ตามสมควรและมีการบันทึกหลักฐานไว้ให้เห็นว่าใครเป็นฝ่ายละเมิด ในส่วนเครื่องเติมกำลังของกองกำลังนอกประเทศ ตอนนี้เรามีดาวเทียมบันทึก เติมมาเมื่อไหร่ เวลาไหน เราใช้ดาวเทียมเก็บหลักฐาน เรามีกระบวนการรองรับในมาตรการนี้ ก็คือกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะสื่อสารชี้แจงให้ข้อมูลไปยังนานาประเทศที่เป็นผู้สังเกตการณ์ของเรา และเป็นหลักฐานข้อมูลที่จะชี้แจงต่อประชาคมโลก ทุกวันนี้ไม่ใช่การพูดหรือการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเท่านั้น เรื่องหลักฐานเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ " นายภูมิธรรม
รองนายกฯ กล่าวอีกว่าได้มีการเชิญผู้ช่วยทูตทหารของนานาประเทศมาร่วมตรวจสอบหลักฐาน
"วันนี้เราให้ความสำคัญกับหลักฐาน ซึ่งหลักฐานเป็นสิ่งสุดท้าย ถ้าเขมรยิงมา เราสามารถชี้ได้ว่าใครยิ่งก่อน ตอนนี้เรามีหลักฐานภายใต้การสังเกตการณ์ของผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ มีทั้งอาเซียน มีทั้งจีน สหรัฐอเมริกา มาคอยดู ตอนนี้เราประสานงานทั้งฝ่ายกลาโหม ฝ่ายมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ และทุก ๆ หน่วยงานอย่างเต็มกำลัง" นายภูมิธรรม กล่าว

ที่มาของภาพ, Reuters
ว่าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ย้ำการปะทะไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ
"การปะทะกันบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ไม่ได้ช่วยอะไรชาวไทยหรือความเป็นพันธมิตรของไทยกับกรุงวอชิงตันเลย" ฌอน โอนีล ว่าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยที่ได้รับการเสนอชื่อจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันอังคาร (29 ก.ค.) กับสำนักงานข่าวรอยเตอร์
ฌอน โอนีล เคยรับราชการนักการทูตในประเทศไทยมาแล้วสองครั้ง ก่อนหน้านี้วันที่ 29 ก.ค. 68 เวลาราวเที่ยงวันตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตันดีซี โอนีลถูก วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จีนนี ชาฮีน สมาชิกอาวุโสของคณะกรรมการธิการวิเทศสัมพันธ์ วุฒิสภาสหรัฐฯตั้งคำถามระหว่างการไต่สวนการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งต่อหน้าคณะกรรมาธิการฯ ว่าเขามีวิสัยทัศน์ต่อการผลักดันให้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทยกลายเป็นข้อตกลงสันติภาพถาวรอย่างไร
เขาตอบโดยอ้างอิงถึงแนวทางของสหรัฐฯ ว่า "หากผมได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต สิ่งแรกที่ผมจะทำคือชี้ให้เห็นกับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรตามสนธิสัญญาเพียงไม่กี่ประเทศของเราในเอเชียว่า สงครามหรือความขัดแย้งเช่นนี้ไม่ได้ช่วยเหลือประชาชนของพวกเขา ไม่ได้เสริมสร้างพันธมิตรของเรา และไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ทั้งสองประเทศเผชิญอยู่ มันเป็นเพียงการสูญเสียชีวิตและทรัพยากรอย่างไม่จำเป็น"
เขายังกล่าวชื่นชมแนวทางของประธานาธิบดีทรัมป์ว่า "ประธานาธิบดีทรัมป์มองประเด็นเหล่านี้อย่างชัดเจนว่าอะไรคือผลประโยชน์ของอเมริกา และผมอยากสนับสนุนให้ประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทย มีความชัดเจนในเรื่องผลประโยชน์ของตนเอง และตัดสินใจโดยยึดผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก"
เขายังทิ้งท้ายว่า "ผมคิดว่าหากพวกเขามองผ่านเลนส์นี้ ใครก็ตามที่มองผ่านเลนส์นี้จะต้องสรุปได้ว่า การปะทะตามแนวชายแดนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายโดยไม่จำเป็นนั้น ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประชาชนไทย"
เครือข่ายประชาสังคมหลายประเทศ เรียกร้องไทยและกัมพูชายึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง
เครือข่ายประชาสังคมหลายประเทศของภูมิภาคเอเชีย ร่วมกันออกแถลงการณ์ในนาม "เครือข่ายสันติภาพข้ามพรมแดน" (Peace Beyond Borders Network: PBBN) เรียกร้องให้รัฐบาลไทยและกัมพูชายึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง และปกป้องพลเรือน โดยมีข้อเรียกร้องดังนี้
- การปฏิบัติตามพันธกรณีการหยุดยิงและปฏิบัติตามแนวทางทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้ง
- การธำรงไว้ซึ่งกฎหมายและหลักการด้านมนุษยธรรม รับรองความคุ้มครองต่อพลเรือน และการอำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
- ตระหนักถึงความผูกพันทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และประเพณีของไทยและกัมพูชา และความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งของประชาชนทั้งสองประเทศ
- การธำรงไว้ซึ่งหลักเมตตาและกรุณาตามหลักพระพุทธศาสนา
- ความมุ่งมั่นต่อการเจรจาระยะยาวเพื่อแก้ไขที่รากฐานของความขัดแย้ง
- การมีส่วนร่วมของสื่อทั้งในประเทศและนานาชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า เครือข่ายประชาสังคมดังกล่าว "เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าสงครามไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง" และสันติภาพที่ยั่งยืนต้องอาศัยความเข้าใจกัน การประนีประนอม
ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา
ในการแถลงข่าวประจำวันของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เมื่อช่วงเที่ยงวัน
พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก. เปิดเผยตัวเลขของประชาชนชาวไทยที่อพยพจากพื้นที่เสียงเข้าสู่ศูนย์พักพิงล่าสุด ณ เวลา 8.00 น. ของวันนี้ (30 ก.ค.) อยู่ที่ 190,104 คน ในศูนย์พักพิงทั้งสิ้น 780 แห่ง ตามข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่าเนื่องจากสถานการณ์ยังมีความเปราะบางจึงขอให้พี่น้องประชาชนได้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และขอให้ยังอยู่ในศูนย์พักพิงจนกว่ารัฐบาลจะแจ้งว่าสถานการณ์ปลอดภัยและสามารถกลับบ้านได้
"ในช่วงนี้ขอเน้นย้ำในช่วงนี้ขอให้พี่น้องประชาชนอยู่ในพื้นที่ที่รัฐบาลจัดสรรไว้ให้ก่อน" โฆษก ศบ.ทก. ด้านความมั่นคง กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai news pix
ด้าน ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งนั่งแถลงที่ ศบ.ทก. เปิดเผยข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในส่วนของพลเรือน ณ เวลา 10.00 น. วันนี้ (30 ก.ค.) ตัวเลขพลเรือนที่เสียชีวิตอยู่ที่ 15 ราย บาดเจ็บสาหัส 12 ราย บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 13 ราย รวมทั้งสิ้น 53 ราย ยังไม่มีเปลี่ยนแปลงจากวานนี้
โฆษก สธ. กล่าวถึงโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบด้วยว่ามีทั้งหมด 20 แห่งที่ต้องปิดบริการ โดยเป็นการปิดบริการแบบทั้งหมดจำนวน 11 โรงพยาบาล ได้แก่ จ.อุบลราชธานี 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลน้ำขุ่น, น้ำยืน, นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี จ.สุรินทร์ 5 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลกันทรลักษ์, ภูสิงห์, กาบเชิง, พนมดงรัก, ปราสาท และใน จ.บุรีรัมย์ 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลบ้านกรวด, เฉลิมพระเกียรติ และละหานทราย ส่วนอีก 9 แห่งเป็นการปิดบางส่วน โดยที่ยังเปิดให้บริการในส่วนที่เป็นห้องฉุกเฉิน นอกจากนี้ส่วนของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) มีตัวเลขความเสียหายรวม 144 แห่ง
ดร.นพ.วรตม์ เปิดเผยด้วยว่าในช่วง 7 วันช่วงการสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา จากการประเมินสภาพจิตใจของประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะที่อยู่ในศูนย์พักพิงต่าง ๆ จำนวน 21,430 คน ผลการคัดกรองพบว่ามีความเครียดสูงประมาณ 600 คน และมีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายประมาณ 142 คน ซึ่งทั้งหมดได้รับความช่วยเหลือจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยา โดยเบื้องต้นเป็นการปฐมพยาบาลทางใจ ส่วนผู้ที่มีอาการหนักจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลจิตเวชต่อไป
สำหรับข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบของฝ่ายกัมพูชา บีบีซีไทยได้รับข้อมูลจาก น.ส.ชาน กรรมการบริหารสื่ออิสระกัมพูชา (CCIM) ว่ามีข้อมูลตัวเลขที่อัปเดตถึงวันที่ 26 ก.ค. โดยโฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 13 คน เป็นทหาร 5 นาย และพลเรือน 8 ราย ขณะที่ผู้บาดเจ็บรวม 71 คน เป็นทหาร 21 นาย และพลเรือน 50 ราย











