พ่อค้าเชือกแห่งเยาวราช ผู้หวังส่งต่อ "ความเป็นจีน" ถึงมือคนรุ่นใหม่

Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สมชัย กวางทองพานิชย์ พ่อค้าเชือกและนักประวัติศาสตร์ชุมชนจีน
    • Author, ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ชายสูงวัยนั่งอยู่ริมถนนวานิช 1 ที่คนไม่พลุกพล่านนัก ต่างจากถนนเยาวราชที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร มือของเขาขยับอย่างว่องไว ม้วนเชือกปอเส้นใหญ่ กลายเป็นลูกบอลในเวลาไม่กี่นาที สมกับเป็นพ่อค้าเชือกที่สืบทอดกิจการมาเป็นรุ่นที่ 4 นับแต่บรรพบุรุษย้ายถิ่นฐานมาจากจีนแผ่นดินใหญ่

อาชีพหลักของ สมชัย กวางทองพานิชย์ วัย 60 ปี คือ พ่อค้าเชือกแบบ “ยี่ปั๊ว” (ค้าส่ง) ที่รู้จักเกือบทุกซอกมุมของย่านเยาวราช หรือไชนาทาวน์แห่งกรุงเทพฯ แต่เขากลับมีอาชีพทางจิตวิญญาณที่น่าสนใจยิ่งกว่า ในฐานะนักประวัติศาสตร์ชุมชนเยาวราช

“กำเนิดกรุงเทพฯ กำเนิดกรุงรัตนโกสินทร์ กำเนิดสำเพ็ง เป็นเรื่องราวเดียวกัน” สมชัย อธิบายกับบีบีซีไทยว่า สำเพ็งเป็นชุมชนจีนแห่งแรกของไทย และถือว่ามีความเป็นจีนเข้มข้นที่สุด สำเพ็งในปัจจุบัน ก็คือถนนวานิช 1 ที่บ้านและกิจการของเขาตั้งอยู่นั่นเอง

“สำเพ็งปรากฏขึ้นครั้งแรกในพงศาวดารตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1... กล่าวถึงการอพยพ ย้ายมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนช่วงระหว่างคลองวัดสามปลื้ม จนถึงคลองสามเพ็ง (สำเพ็ง)”

แม้ชุมชนจีนแห่ง กทม. กำเนิดขึ้นแทบจะไล่เลี่ยกับการสถาปนาสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงปี พ.ศ. 2325 และเผชิญการเปลี่ยนแปลงมามากมายหลายครั้งตลอด 240 ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับ สมชัย แล้ว ไม่มีครั้งใดที่ความเป็นชุมชนจีนจะวิกฤตเท่าปัจจุบัน

“ช่วงนี้ ผมไม่ค่อยจะเดินเยาวราชเลย เห็นแสงสีแล้วเสียดายของเดิม ช่วงที่มันสวยกว่านี้” ไม่นับอาหารรสชาติคุ้นปากที่หายไป และวิถีชีวิตเก่า ๆ ที่ถูกแทนที่ด้วยธุรกิจสมัยใหม่

นี่คือเรื่องเล่าของ พ่อค้าเชือกที่เคย “เกลียด” รากเหง้าของตนเองในครึ่งชีวิตแรก ก่อนผันตัวมาเป็นนักประวัติศาสตร์ชุมชน ที่ปรารถนาบอกเล่าเรื่องราวชุมชมจีนจากเอกสารประวัติศาสตร์และความทรงจำ ถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้พวกเขาตัดสินว่า จิตวิญญาณเยาวราชแบบเดิมควรรักษาไว้ หรือปล่อยให้เลือนหายไป

พ่อค้าเชือกผู้เคยปฏิเสธรากเหง้า

ร้าน “ก้องเกษม-ก้วงเฮงเส็ง เชือกและตาข่าย” บนถนนวานิช 1 หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “สำเพ็ง” มักมีรถกระบะ และรถบรรทุกขนาดเล็กแวะเวียนมาจอดหน้าร้านอยู่บ่อย ๆ เพื่อรับเชือกหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เชือกปอแบบเก่า จนถึงเชือกไนลอนสมัยใหม่

เมื่อกิจการแบบกงสีดำเนินไปด้วยดี ในมือของบุตรชาย ทำให้สมชัยมีเวลามากขึ้น เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับการนำเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ที่คิวแน่นแทบทุกเดือน ไม่แพ้คำสั่งซื้อเชือก

Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ร้านของสมชัยมีเชือกหลากหลาย ทั้งเก่าและใหม่ รวมถึงทำเป็นเครื่องประดับได้

“คนชอบถามว่าทำไมผมเลือกเป็นนักประวัติศาสตร์ชุมชน” สมชัย เริ่มเล่า ซึ่งหลายช่วงของบทสนทนากับบีบีซีไทย จะมีเสียงสุนัขจากตึกแถวห้องข้าง ๆ เห่าออกมาเป็นระยะ ตามมาด้วยเสียงอาซิ่มที่เอ็ดน้องหมา อย่างปนรำคาญ จนสมชัย และทีมข่าว อมยิ้มตลอดบทสัมภาษณ์

“ผมแค่ทำเรื่องที่ผมอยากรู้ อยากรู้ว่าผมเป็นใคร ตัวตนผมเป็นใคร ตระกูลผมมาจากไหน แล้วบ้านที่ผมอยู่คือที่ไหน เราแค่อยากรู้ และอยากรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ” แต่ยิ่งพบคำตอบของแต่ละคำถาม ก็กลับพบคำถามอีกมากมายที่ซ่อนอยู่ในคำตอบ ทำให้เส้นทางการค้นคว้าของ สมชัย อาจไม่มีวันจบสิ้น 

อาแปะเชื้อสายแต้จิ๋วยอมรับว่า หากแม่ผู้ล่วงลับมาเห็นเขาเปิดหน้าจอคอม ค้นคว้าข้อมูลประวัติศาสตร์ และอ่านหนังสือเกี่ยวกับชุมชนจีน แม่คงไม่เชื่อสายตา เพราะในวัยเด็กนั้น เขาเคยคิดว่า ความเป็นลูกหลานจีน “มันน่าเบื่อ มันวุ่นวาย มันซ้ำซาก คุณจะเกลียดมัน”

“ต้องตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด ภายใต้เงื่อนไขของจีน เราคิดว่ามันไม่มีเหตุผล”

Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, "ขนมจีบเจ้านี้ สูตรดั้งเดิม นึ่งแล้วต้องรีบกิน" สมชัย แนะนำร้านขนมจีนต้นตำรับ ใกล้ถนนวานิช 1

สิ่งที่ สมชัย เคยไม่ชอบเกี่ยวกับความเป็นจีน คือ การเคยถูกมองเป็นคอมมิวนิสต์ จีนขากถุย จีนล้าหลัง จีนน่ารังเกียจ และอีกหลายคำสบประมาทที่คนไทยแท้ เคยมองเหล่าผู้อพยพจากโพ้นทะเลไกล ที่เข้ามาเริ่มชีวิตใหม่ในแดนสยาม

“เราไม่ชอบวิถีชีวิตที่เราเป็นอยู่” แต่มาวันนี้ “แม่คงแปลกใจ เพราะผมเป็นคนที่ทะเลาะกับท่านเรื่องการปฏิบัติตัวแบบจีนโบราณ แต่สุดท้าย ผมกลับมาเป็นคนที่สอนเรื่องราวเหล่านี้ให้เด็กรุ่นต่อไป” 

อีกปัจจัยที่ทำให้ สมชัย ศึกษาประวัติศาสตร์ชาวจีนในไทย คือ การเลือนหายไปของอัตลักษณ์ในเยาวราช ที่เขายอมรับว่า ช่วงครึ่งชีวิตแรกและครึ่งชีวิตหลังของเขา ไชนาทาวน์แห่งนี้เปลี่ยนไปแทบจะหน้ามือเป็นหลังมือ

“ผมไม่เคยปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงนะ ทุกอย่างเป็นพลวัตที่ขับเคลื่อนไป ที่เห็นทุกวันนี้ก็เปลี่ยนมาแล้วหลายรอบ... หลายส่วนที่เราเสียดายก็มี หลายส่วนที่เราชอบก็มี”

ไม่บ่อยนักที่สมชัยจะมาเดินบนถนนเยาวราช

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ไม่บ่อยนักที่สมชัยจะมาเดินบนถนนเยาวราช

“แต่พอวันเวลามันเปลี่ยนไป สิ่งที่เราเคยเห็นมันหายไป... วันนี้ เราต้องกลับมาตามหามัน และเก็บรักษามันให้ได้” สมชัย กล่าว พลางเสริมว่า ถ้านับย่านต่าง ๆ ในเยาวราชแล้ว สำเพ็งที่เขาอยู่ถือว่าเปลี่ยนแปลงน้อยสุด

แล้วสิ่งที่สมชัยอย่างส่งต่อให้ลูกหลาน มีอะไรบ้าง คงต้องเริ่มจาก ต้นกำเนิดของเยาวราช

4 ถนนคนมังกร และ East meets West

นักประวัติศาสตร์ชุมชนวัย 60 ปี อธิบายว่า ชุมชนชาวจีนแห่งแรกในไทย ประกอบด้วยถนนหลัก 4 เส้น ดังนี้

  • ถนนวานิช 1 เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 (ไล่เลี่ยกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ปี พ.ศ. 2325) ที่ตั้งพระบรมมหาราชวังขึ้นในพื้นที่เดิมของชุมชนชาวจีน จึงโปรดให้ย้ายชาวจีนไปตั้งถิ่นฐานใหม่ นอกประตูพระนครทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ขนานไปกับลำน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่คลองวัดสามปลื้ม ไปจนถึงคลองสำเพ็ง
  • ถนนเจริญกรุง สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2407) ด้วยเหตุผลว่ามีชาวตะวันตกเข้ามามากขึ้น จึงต้องมีถนนสำหรับการขี่ม้าและออกกำลังกาย สถาปัตยกรรมแถบนี้จึงมีความเป็นตะวันตก แตกต่างจากสำเพ็ง
  • ถนนเยาวราช สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2434) ซึ่งต้องใช้เวลาตัดถนนนาน 8 ปี ท่ามกลางปัญหาการเวนคืนที่ดินที่กระท่อนกระแท่น ทำให้เยาวราชบางช่วงจะกว้าง คือ ตรงหัวถนนบริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 72 ปี และปลายถนน แต่ช่วง “ท้องมังกร” จะมีช่วงแคบอยู่ ทำให้รถติด เป็นหลักฐานสำคัญว่า เป็นจุดที่เวนคืนที่ไม่ได้
  • ถนนทรงวาด สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2435) เกิดจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้วาดแนวถนนเส้นนี้ลงบนแผนที่ เพื่อลดความแออัดของย่านสำเพ็ง หลังเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่
.

ที่มาของภาพ, มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

คำบรรยายภาพ, ชุมชนสำเพ็งสมัยเก่า
มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ 1

ที่มาของภาพ, มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

คำบรรยายภาพ, พ่อค้าเชื้อสายจีน หาบเร่ในสำเพ็ง

ถนนเยาวราช ถือว่าได้รับความนิยมมมากที่สุด เริ่มต้นจากการเป็นศูนย์รวมความบันเทิงของคนสมัยนั้น ทั้ง โรงภาพยนตร์ แหล่งอาหารอร่อย ก่อนเป็นแหล่งท่องเที่ยวสตรีทฟู้ดในปัจจุบัน

สมชัย มักชอบเรียกถนนเยาวราชว่า เป็นย่านที่ “ตะวันออกบรรจบกับตะวันตก” หรือ East meets West เพราะขนาบด้วยถนนสำเพ็ง ที่มีความเป็นจริงเข้มข้น และถนนเจริญกรุง ที่สร้างเพื่อชาวตะวันตก

ชีวิตของเขาในวัยเยาว์ มีความเป็นจีน “ค่อนข้างสมบูรณ์” ทั้งภาษาที่ใช้ อาหาร โครงสร้างชุมชนแบบจีนแท้ แม้แต่โรงภาพยนตร์ก็ฉายหนังภาษาจีน

เช่นเดียวกับลูกหลานจีนคนอื่น ๆ, สมชัย เรียนภาษาจีนที่โรงเรียนเผยอิง ก่อนไปต่อมัธยมที่โรงเรียนสีตบุตรบำรุง โดยเรียนภาษาจีนเป็นหลักสูตรภาคค่ำ แต่ สมชัย ในวัย 15 ขวบ ก็เริ่มสังเกตว่า ความเป็นจีนและภาษาจีน เริ่ม “จืดจางหายไป”

Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, วัดบำเพ็ญจีนพรต ถือเป็นศาลเจ้าจีนแห่งแรกของไทย แต่ได้รับความนิยมน้อยกว่าวัดมังกร

“ตอนเริ่มเรียน (ภาษาจีนในระดับมัธยม) มีเด็กเรียนกับคุณ 10 ห้อง แต่วันที่คุณจบ เหลือ 2 ห้อง” สมชัย ย้อนวันวาน ที่การเป็นลูกหลานจีนในสมัยนั้นเป็น “เรื่องน่าอาย” และยอมรับว่า เขาอาจเป็นหนึ่งในคนไทยเชื้อสายจีนรุ่นสุดท้าย ที่ยังพูดแต้จิ๋วได้

บทบาทของ “กงจู่แห่งเมืองไทย”

ความเป็นลูกหลานจีนและชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น ภายหลังการเสด็จเยือนย่านเยาวราชของพระมหากษัตริย์ไทยหลายครั้ง ตั้งแต่สมัยในหลวงรัชกาลที่ 8 เป็นต้นมา

สมชัย เล่าว่า ความเป็นจีนเริ่มดู “ทันสมัย” ในความรับรู้ของคนไทยอย่างชัดเจนที่สุด จากการที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือ “สมเด็จพระเทพฯ” สนพระทัยในวัฒนธรรมจีน และกลายเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จเยือนจีนมากครั้งที่สุดกว่า 20 ครั้ง เยือนจีนครบทุกมณฑล และถ่ายทอดเป็นสารคดีเผยแพร่ชื่อ “ย่ำแดนมังกร”

“ความเป็นจีนที่เคยน่ารังเกียจ ก็เหมือนคนกลับมามองใหม่ว่า มันกำลังเติบโตในแง่เศรษฐกิจ วัฒนธรรมมันน่าสนใจนะ” พ่อค้าเชือกที่เคยเกลียดความเป็นจีน ระบุ

“ท่านมีส่วนสำคัญมาก ที่จุดประกาย” เขาเล่าต่อ “สมเด็จพระเทพฯ เปรียบเสมือนกงจู่ เหมือนเจ้าหญิงของเมืองไทย คนจีนก็ชื่นชม... ท่านเสด็จมาทำให้เรารู้สึกว่าสำคัญ เหมือนการไปชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่คุณมีอยู่มันน่าสนใจนะ มันดีอยู่แล้ว พอเรารู้สึกอย่างนั้น ก็เกิดความภูมิใจขึ้น”

มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา

ที่มาของภาพ, มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา

คำบรรยายภาพ, ย่ำแดนมังกร พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเทพฯ

ประสบการณ์ตรงที่เขารู้สึกได้ว่า คนไทยเริ่มชื่นชมและสนใจวัฒนธรรมจีน คือ ตอนอายุ 10 ขวบ เขาถูกเพื่อนล้อว่า “ยังใช้ภาษาจีนอยู่หรือ” แต่ 10 ปีผ่านไป เขาเขียนภาษาจีน แล้วมีคนเข้ามาชื่นชมว่า “เฮีย เขียนภาษาจีนได้หรือ พูดจีนได้ เฮียแม่งโคตรทันสมัยเลย” ทั้งที่เป็นเหตุการณ์ที่เหมือนกัน แค่เวลาเปลี่ยนไป คนก็มองความเป็นจีนต่างจากเดิม

แต่หากเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของชุมชนชาวจีนแล้ว สมชัย ยอมรับว่า ไชนาทาวน์ กทม. ยิ่งใหญ่และมีสภาพในปัจจุบันได้ จากเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นหลายครั้ง

“เจ๊กตื่นไฟ” กับความเปลี่ยนแปลงจากเถ้าถ่าน

เมื่อผู้คนหนาแน่นมากขึ้น กิจการห้างร้างผุดขึ้นคึกคัก ทั้ง ภัตตาคาร โรงน้ำชา รวมถึงสถานเริงรมย์ โรงโสเภณี โรงยาฝิ่น และบ่อนการพนัน, สำเพ็ง จึงกลายเป็นย่านเที่ยวกลางคืนที่โด่งดังมากในยุคก่อน แต่ก็นำมาสู่วินาศภัยจากเปลวเพลิงบ่อยครั้ง

ช่วงปี 2352 หรือผ่านการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ 27 ปี สำเพ็งเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ กินพื้นที่ตั้งแต่คลองสามปลื้ม ถึงคลองสำเพ็ง เป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร

“ไหม้หมดเกลี้ยงเลย” สมชัย เล่าข้อมูลจากที่เขาค้นคว้ามา

Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, เยาวราชเจริญขึ้นได้ จากวินาศภัย

“เด็ก ๆ สมัยนี้ ก็จะบอกเป็นไปไม่ได้ มันไกลกันมาก เราเลยสอนให้คิดกลับว่า ถ้าบ้านมันสร้างด้วยใบจาก มุงด้วยหญ้าแฝก และใช้ไม้ไผ่สร้างล่ะ... แล้วสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้า ทุกบ้านมีตะเกียง โอกาสก็จะเยอะ”

นักประวัติศาสตร์ชุมชนจีนวัย 60 ปี เล่าต่อว่า สังคมสำเพ็ง-เยาวราช อยู่กับไฟไหม้มาโดยตลอด และไฟไหม้ใหญ่แต่ละครั้ง ก็นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ แม้จะ “แลกด้วยความสูญเสีย”

ยกตัวอย่างเหตุไฟไหม้ใหญ่ในสำเพ็ง ทำให้ ร.5 ทรงเห็นถึงปัญหาความแออัดของประชากร จึงทรงโปรดให้สร้างถนนทรงวาด ซึ่งบริเวณหัวถนน ด้านใกล้ท่าน้ำราชวงศ์ และช่วงปลายถนน ก็เคยเป็นพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้มาแล้ว

“มันไหม้เกลี้ยงหมดเลย ในหลวง (ร.5) ท่านเลยทรงวาดแนวถนนได้ เกิดเป็นถนนทรงวาด สิ่งที่สำคัญอีกอย่าง ทรงวาดเป็นถนนเส้นตรงในช่วงแรก เพราะมีพื้นที่ว่างเต็มที่ (จากไฟไหม้) ทำให้ไม่ต้องคดเคี้ยว”

“คนจีนบอกว่า ไฟมันก็ทำให้เกิดความรุ่งเรือง แต่มันก็เผาผลาญไปด้วย”

สมชัย เล่าต่อว่า การต้องเผชิญไฟไหม้ใหญ่หลายครั้ง ทำให้ผู้ใหญ่คนจีนสมัยนั้น “กลัว” ไฟมาก กลายเป็นคำที่คนพูดกันว่า “เจ๊กตื่นไฟ” แม่ของเขาเองก็เข้มงวดกับการสอนให้ลูก ๆ ระมัดระวังเรื่องไฟอย่างมาก

ร้านเอียะแซ เป็นร้านกาแฟเก่าแก่แห่งแรก ๆ ของเยาวราช

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ร้านเอียะแซ เป็นร้านกาแฟเก่าแก่แห่งแรก ๆ ของเยาวราช สะท้อนถึงวิถีการดื่มกาแฟ ที่เพิ่มเติมจากการนิยมดื่มชาเพียงอย่างเดียวของชาวจีนในไทย

“คุณเล่นไฟไม่ได้ ความผิดโทษมหันต์... การจุดไม้ขีดเล่น โทษเกือบถึงตาย รองจากตาย คือ โดนตีตายเลยครับ” เขากล่าวติดตลก พร้อมเสริมว่า เวลาเกิดเพลิงไหม้กลางดึกที่ไหน แม่จะปลุกเขาขึ้นมา “ลากไปดู” เปลวไฟและท้องฟ้าสีแดง เพื่อขู่ให้กลัว

เยาวราชที่ “ไร้จุดขาย” กับคุณค่าที่ยังควรสืบสาน

จากไฟไหม้ที่นำมาสู่ความรุ่งเรืองด้านโครงสร้างชุมชนและสถาปัตยกรรม สู่ความเป็นจีนที่ดู “ทันสมัย” จากอิทธิพลของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย แต่ในสายตาของ สมชัย ผู้อาศัยในสำเพ็งมาทั้งชีวิต เขาบอกกับบีบีซีไทยว่า เยาวราชในปัจจุบัน “ไม่มีจุดขาย” อีกต่อไป

จุดขายที่หาย หรือกำลังเลือนหายไปของเยาวราช จากบทสนทนากับ สมชัย สรุปได้ ดังนี้

Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สมชัย มองว่า เยาวราชตอนนี้ "ไร้จุดขาย"
  • ความเป็นย่านบันเทิง – โรงภาพยนตร์ โรงละคร โรงงิ้ว ในสมัยก่อน ได้หายไป อาคารที่หลงเหลืออยู่ได้แปรสภาพเป็นร้านอาหาร หรือภัตตาคาร โรงงิ้วถูกทิ้งร้าง คณะงิ้วรับงานแล้วแต่คนจะจ้าง
  • รสชาติดั้งเดิมของเยาวราช - สมชัย บอกว่า หาของอร่อยทานได้ลำบาก เพราะคนรุ่นเขาคุ้นชินกับ “รสชาติแบบเดิม ๆ” แต่ร้านอาหารส่วนใหญ่ในเยาวราชตอนนี้ เป็นของคนรุ่นใหม่ หรือไม่ก็ “ทุนจีน” ที่เน้นความเร็ว ยกตัวอย่าง การต้มน้ำซุปกระดูกหมูนานหลายชั่วโมง ที่ปัจจุบัน บางร้านใช้ซุปก้อนแทน
  • ความคลาสสิกเชิงสถาปัตยกรรม – เพื่อนชาวฮ่องกงเคยบอกกับสมชัยว่า คนฮ่องกง หรือคนจีนแผ่นดินใหญ่ ชอบมาเที่ยวเยาวราชในสมัยก่อน เพราะสภาพอาคารคล้ายกับฮ่องกงในยุคเก่า หรือเรียกว่า “วินเทจ” แต่คนไทยเมื่อเห็นนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น กลับทุบตึกเก่า รีโนเวทให้ทันสมัย แทนจะเก็บรักษาความเก่าดั้งเดิมไว้
  • ทัศนคติแบบจีน – เยาวชนไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบัน ถูกปลูกฝังเรื่องชีวิตและการทำงาน แตกต่างจากเยาวชนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ สมชัย มองว่า “เป็นมนุษย์สายพันธุ์ที่ขยันและอดทนสูงมาก” เพราะคนจีนมักสอนลูกหลานว่า “ไม่มีประตูสำหรับความล้มเหลว”
“จากนี้เยาวราชเป็นของคนรุ่นคุณแล้ว ไม่ใช่คนรุ่นผมอีกต่อไป” สมชัย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, “จากนี้เยาวราชเป็นของคนรุ่นคุณแล้ว ไม่ใช่คนรุ่นผมอีกต่อไป” สมชัย

หลังเกิดกรณีร้านอาหารและพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยโอดครวญว่า มี “ทุนจีน” หรือชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่ใช้วีซาท่องเที่ยว หรือร่วมหุ้นแบบ “นอมินี” กับคนไทย มาเปิดกิจการร้านอาหาร หรือค้าขายแข่งกับคนไทย ในพื้นที่เยาวราชและห้วยขวาง, สมชัย แสดงความเห็นว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ชุมชนจีนในไทยกำลังสูญเสียอัตลักษณ์

“ถ้ายังต้องมาพูดว่าธรรมเนียมจีนคืออะไร วัฒนธรรมจีนคืออะไร แปลว่า สิ่งเหล่านี้ในบ้านเรามันแทบจะสาบสูญไปหมดแล้ว” สมชัย ตัดพ้อ “ถามว่าประวัติศาสตร์ที่ผมศึกษา อะไรคือจุดด้อยที่สุด ก็คือความไม่เข้าใจประวัติศาสตร์”

แม้สิ่งที่ สมชัย คุ้นเคยและหลงใหล จะเริ่มจางหายไป แต่เรื่องราวของคนรุ่นเขา รวมถึงบรรพบุรุษรุ่นก่อน ยังมีคุณค่าที่จะถ่ายทอดไปยังคนรุ่นต่อไป เพื่อให้พวกเขาตัดสินว่า อะไรบ้างที่ “หมดยุค” และอะไรบ้างที่ควรเก็บรักษาต่อไป

“เรามีหน้าที่บอกเล่าให้เห็นว่า เยาวราชในยุคเราเคยเป็นแบบนี้ แต่คนรุ่นต่อไปจะตัดสินเองว่า สิ่งเหล่านี้ควรจะอยู่ต่อไปหรือไม่”

“จากนี้เยาวราชเป็นของคนรุ่นคุณแล้ว ไม่ใช่คนรุ่นผมอีกต่อไป”