สงครามในอิหร่านสั่นคลอนเป้าหมายและความทะเยอทะยานของจีนอย่างไร

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
- Author, ลอรา บิกเกอร์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศจีน
- เวลาอ่าน: 12 นาที
แม้ขณะนี้จีนจะยังไม่ได้รับแรงกระแทก อันเป็นผลกระทบอย่างรุนแรงจากสงครามในตะวันออกกลางโดยตรง แต่พญามังกรก็เริ่มรู้สึกได้ถึงแรงกระเพื่อมน้อย ๆ ของระลอกคลื่นจากปัญหาการสู้รบในต่างแดนบ้างแล้ว
เมื่อมองถึงอนาคตในระยะสั้น จีนยังคงมีปริมาณน้ำมันสำรองให้พอใช้ไปได้อีกหลายเดือน และหลังจากที่น้ำมันในส่วนนั้นหมดแล้ว ก็สามารถหันไปขอความช่วยเหลือด้านพลังงานจากมหามิตรอย่างรัสเซียได้
ทว่าในระยะยาวแล้ว สงครามในอิหร่านและตะวันออกกลางที่อาจจะกินเวลายืดเยื้อเนิ่นนาน ทำให้จีนอดวิตกกังวลไม่ได้ และเริ่มวางแผนคิดคำนวณสำหรับวันข้างหน้าแล้ว เพราะการสู้รบไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงการลงทุนของจีนในภูมิภาคดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อความทะเยอทะยานของจีน ที่ได้วางแผนการขึ้นสู่ความเป็นชาติมหาอำนาจของโลกเอาไว้ก่อนหน้านี้
ในสัปดาห์นี้บรรดาผู้แทนของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หลายพันคน ได้เข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติในกรุงปักกิ่ง เพื่อหารือถึงการวางแผนเดินหน้าสู่อนาคต อันจะเป็นนโยบายที่นำทางให้ประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก สามารถฟันฝ่าผ่านอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ รวมถึงอัตราการบริโภคที่กำลังตกต่ำ, วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่มีมายาวนาน, และหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลไปได้
นี่นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา ที่รัฐบาลจีนยอมลดระดับความคาดหวัง ในการตั้งเป้าหมายเรื่องอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลง แม้จีนจะมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในแวดวงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงและพลังงานหมุนเวียนก็ตาม
แต่เดิมนั้นจีนยังคงมีความหวังที่จะส่งออกเพิ่มขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ทว่าก็เป็นเวลาหนึ่งปีมาแล้ว ที่จีนต้องติดหล่มกับการทำสงครามการค้ากับสหรัฐฯ และมาในตอนนี้ยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ยุ่งยากในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ตั้งของเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเลที่สำคัญ และยังเป็นแหล่งจ่ายพลังงานแหล่งหลักให้กับจีนอีกด้วย
ยิ่งสงครามยืดเยื้อยาวนานขึ้นเท่าไหร่ จีนก็จะยิ่งได้รับความเสียหายมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ช่องทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยังคงถูกปิดกั้นอยู่
"ภาวะปั่นป่วนขาดเสถียรภาพ และไร้ความมั่นคงปลอดภัยของภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะยาว จะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอื่น ๆ ที่มีความสำคัญต่อจีนด้วย" ดร.ฟิลิป เชตเลอร์-โจนส์ นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ จากราชสถาบันรวมเหล่าทัพ (RUSI) ของสหราชอาณาจักรกล่าว
"ตัวอย่างเช่นเศรษฐกิจของทวีปแอฟริกา ซึ่งในอดีตได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่อง จากการไหลเข้าของเงินทุนจำนวนมหาศาลจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย หากกระแสการลงทุนนี้หมดไป ก็มีความเสี่ยงที่ภาวะไร้เสถียรภาพจะแผ่ลามเป็นวงกว้าง ทั้งยังจะบ่อนทำลายความยั่งยืนของผลประโยชน์แห่งชาติจีน ซึ่งมีอยู่ในหลายประเทศในระยะยาว" ดร.เชตเลอร์-โจนส์ กล่าว
การที่จีนทำการค้าและมีการลงทุนในหลายภูมิภาคทั่วโลก ทำให้ตลาดและเงินลงทุนของจีนภายนอกดินแดนตะวันออกกลาง ต้องมาพลอยได้รับผลกระทบทางลบจากสงครามที่ยืดเยื้อไปด้วย ทำให้จีนเองก็มีความหวาดหวั่นไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ ซึ่งพากันเกรงว่าจะเกิดปัญหาจากสถานการณ์อันไม่แน่นอนนี้
ศาสตราจารย์เคอรี บราวน์ จากราชวิทยาลัยแห่งกรุงลอนดอน (KCL) มองว่า "จีนกำลังคิดเหมือนกับที่ทุกประเทศก็คิดเช่นกัน นั่นคือคิดฉงนสงสัยว่า แผนการสำหรับเกมสงครามในครั้งนี้ของสหรัฐฯ เป็นอย่างไร เพราะพวกคนอเมริกันคงไม่กระโจนเข้าทำสงครามโดยไม่วางแผนเอาไว้ก่อนแน่"
ทว่าศ.บราวน์ ยังกล่าวด้วยว่า "แต่ถึงอย่างนั้น จีนก็อาจจะคิดเหมือนกับที่หลายประเทศก็คิดอยู่ว่า พระเจ้า...พวกเขาช่างกล้ากระโจนเข้าสู่สงครามโดยไม่วางแผนเลยแม้แต่นิดเดียว พวกเราย่อมไม่ต้องการจะถูกลากเข้าสู่สถานการณ์สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ หรือถูกลากไปเข้าร่วมปมปัญหาอื่น ๆ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง"
มิตรแท้ที่ไม่ค่อยจะยั่งยืนถาวร
โลกตะวันตกมองว่าอิหร่านคือพันธมิตรของจีนอยู่เสมอ และที่ผ่านมาในอดีต ทั้งสองประเทศก็หยิบยื่นมิตรไมตรีให้กันด้วยดีจริง ๆ โดยการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งสุดท้ายในชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน คือการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในปี 1989 โดยได้มีโอกาสถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับกำแพงเมืองจีนด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความเป็นหุ้นส่วนของทั้งสองประเทศพัฒนาจนลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางเยือนกรุงเตหะรานในปี 2016 จนในที่สุดทั้งสองประเทศก็ได้ลงนามในความตกลงการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ 25 ปี เมื่อปี 2021
จีนให้คำมั่นว่าจะลงทุนระยะยาวในอิหร่าน คิดเป็นมูลค่า 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดระยะเวลา 25 ปี แลกกับการที่อิหร่านจะส่งน้ำมันให้กับจีนอย่างต่อเนื่องไม่มีขาด ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า มีเพียงเศษเสี้ยวของเงินทุนจีนก้อนโต ที่ตกไปถึงมือของประชาชนชาวอิหร่านจริง ๆ ทว่าที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านก็ได้รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับจีนในเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ศูนย์ศึกษานโยบายพลังงานโลก (CGEP) ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐฯ เผยว่าสถิติล่าสุดในปี 2025 ชี้ว่าจีนนำเข้าน้ำมันดิบ 1.38 ล้านบาร์เรลต่อวันจากอิหร่าน คิดเป็นราว 12% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของจีน ทว่าในจำนวนนี้มีไม่น้อย ที่ถูกติดฉลากเสียใหม่ว่าเป็นน้ำมันดิบจากมาเลเซีย เพื่อปกปิดกลบเกลื่อนแหล่งที่มาที่แท้จริงของมัน
ทีมนักวิจัยของ CGEP ได้เผยแพร่รายงานที่อ้างว่า มีน้ำมันดิบจากอิหร่านกว่า 46 ล้านบาร์เรล ถูกเก็บสำรองไว้ในคลังสินค้าลอยน้ำของภูมิภาคเอเชีย และมีมากกว่านั้นที่ถูกเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บน ซึ่งยังไม่ได้เสียภาษีศุลกากร ที่เมืองท่าใหญ่ ๆ ของจีนอย่างต้าเหลียนและโจวชาน โดยมีบริษัทน้ำมันแห่งชาติของอิหร่านเป็นผู้เช่าถังเก็บน้ำมัน
นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาว่า จีนกับอิหร่านทำการค้าอาวุธกันอีกด้วย แต่ที่ผ่านมาจีนได้ปฏิเสธหนักแน่นว่า ไม่ได้ขายขีปนาวุธร่อนต่อต้านเรือรบให้อิหร่าน ทว่าหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ กลับกล่าวหาว่า จีนสนับสนุนโครงการพัฒนาขีปนาวุธของอิหร่าน โดยช่วยฝึกอบรมวิศวกรและมอบชิ้นส่วนที่จำเป็นในการผลิตอาวุธให้
บรรดาองค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชนต่างกล่าวหาว่า การปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านและผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิหร่านอย่างรุนแรงโหดเหี้ยม เกิดขึ้นได้โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่ง มาจากการที่จีนมอบเทคโนโลยีสอดแนมและจดจำใบหน้าให้กับทางการอิหร่าน
แม้จะดูเหมือนว่าทั้งสองประเทศเป็นมิตรแท้ที่มีสายสัมพันธ์เหนียวแน่น จนสื่อบางกลุ่มที่เน้นเสนอข่าวแบบใส่สีตีไข่ เหมารวมเอาจีนและอิหร่านเข้าเป็นหนึ่งใน "แกนนำของความปั่นป่วน" (Axis of Upheaval) หรือแก๊งจอมวายร้ายที่คอยก่อปัญหาป่วนโลก เช่นเดียวกับรัสเซียและเกาหลีเหนือ เพราะดูเหมือนว่าทั้งสี่ประเทศ ต่างก็ต้องการจะเปลี่ยนแปลงโค่นล้มระเบียบโลกที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ความสัมพันธ์ของมิตรทั้งสี่คือการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ในแบบที่เรียกว่ายื่นหมูยื่นแมวกันมากกว่า

ที่มาของภาพ, Getty Images
"ไม่มีเหตุผลที่แท้จริงในเชิงอุดมการณ์หรือวัฒนธรรม ที่ผลักดันให้จีนต้องเป็นมิตรกับอิหร่าน" ศ.บราวน์กล่าว "ในบางครั้งกลยุทธ์แบ่งแยกแล้วปกครองของจีน ก็ได้รับผลดีจากการที่อิหร่านคอยรบกวนสหรัฐฯ อยู่เสมอ ดังนั้นผมเห็นว่าเหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้จีนผูกมิตรกับอิหร่าน น่าจะเป็นเหตุผลในเชิงลบมากกว่าเชิงบวก"
"พื้นฐานของความสัมพันธ์ฉันมิตรเช่นนี้เปราะบางอย่างยิ่ง มันได้ผลเพียงในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่นับว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งแน่นแฟ้นเลย"
จีนมองพันธมิตรของตนเอง ในแบบที่ต่างจากชาติตะวันตกมองพันธมิตรของตน เพราะจีนไม่ยอมลงนามในสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกัน และไม่สู้จะรีบเร่งมาหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับมิตรประเทศของตนแต่อย่างใด แต่กลับพยายามอย่างสุดกำลังทุกวิถีทาง ที่จะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวในความขัดแย้งทุกเรื่อง
แกนนำบุกตะลุย
ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่า จีนลอยตัวอยู่เหนือปัญหา โดยไม่ได้รับความเดือดร้อนจากสงครามในตะวันออกกลางแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้จีนได้ออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างเบาะ ๆ โดยใช้ถ้อยคำนุ่มนวลตามความคาดหมาย และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที
นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนแถลงว่า "ถือเป็นเรื่องที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง กับการที่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสังหารผู้นำของชาติที่เป็นเอกราชและมีอธิปไตย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโค่นล้มระบอบการปกครอง"
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อจำกัดในการเข้าเป็นหุ้นส่วนหรือพันธมิตรกับจีน ได้ถูกเปิดเปลือยให้เห็นกันอย่างชัดแจ้ง ในตอนที่สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารกับเวเนซุเอลา เมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา และอีกครั้งในตอนที่ทำสงครามกับอิหร่านในขณะนี้ เพราะในสถานการณ์ทั้งสอง จีนได้แต่ถอยออกไปเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ในวงนอก โดยไม่สามารถจะเข้าช่วยประเทศมหามิตรที่เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กันได้เลย
ศ.เชตเลอร์-โจนส์ บอกว่า ปัจจุบันจีนพยายามวางตัวเป็น "ผู้ถ่วงดุลสหรัฐฯ ที่มีความรับผิดชอบ" ในเวทีการเมืองโลก "แต่ในแง่ของการถ่วงดุลทางการทหารแล้ว ที่ผ่านมาสหรัฐฯ คือฝ่ายที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แท้จริงแล้วการเป็นมหาอำนาจทางการทหารนั้นคืออะไร สหรัฐฯมีความสามารถกำหนดผลการรบได้ในสมรภูมิทุกแห่งทั่วโลก แต่จีนนั้นยังไม่ใช่มหาอำนาจทางการทหารในระดับเดียวกัน"
ศ.เชตเลอร์-โจนส์ อธิบายเพิ่มเติมว่า "แม้จีนจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีแสนยานุภาพในระดับที่ไม่พร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือปกป้องพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ได้ แม้จีนจะอยากช่วยก็ตาม"
เพื่อแก้ไขปัญหาน่าห่วงกังวลเรื่องนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะยังคงวางตัวเป็นผู้นำระดับโลกที่สุขุมมั่นคง และไม่ทำสิ่งใดที่แหวกขนบหรือเหนือความคาดหมายอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ของผู้นำที่ตรงข้ามกับโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างยิ่ง
ศ.สตีฟ ซาง ผู้อำนวยการสถาบันจีนศึกษา ของสำนักวิชาบูรพคดีศึกษาและแอฟริกาศึกษา (SOAS) แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน แสดงความเห็นว่า "ถ้อยแถลงของจีนจะเป็นไปในแนวทางที่ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงให้โลกเห็นจนสิ้นสงสัยกันอีกครั้ง ถึงความสับปลับปลิ้นปล้อนของชาติตะวันตก และวาทะลวงโลกที่พวกเขาชอบพูดถึง เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศในแนวทางเสรีนิยม"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศ.ซาง ยังกล่าวเสริมว่า "การขาดแคลนพลังงานและผลกระทบต่อการเดินทางด้วยเครื่องบิน ซึ่งมาจากการสู้รบในครั้งนี้ จะส่งผลร้ายทางเศรษฐกิจที่ใหญ่หลวง ต่อประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ ยิ่งกว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะมีต่อชาติตะวันตก"
"ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า บางประเทศในซีกโลกใต้จะเกิดการขาดแคลนอาหาร และในตอนนี้เราเริ่มเห็นรอยร้าวของความแตกแยก ระหว่างเหล่าพันธมิตรชาติตะวันตกแล้ว ตัวอย่างเช่นสเปนและสหราชอาณาจักร ถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งตำหนิโดยเฉพาะ"
แต่ถึงกระนั้นจีนยังคงเชื่อมั่นว่า ตนเองยังมีโอกาสทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเจรจาสันติภาพ โดยทำงานร่วมกับประเทศที่เป้นกลางอื่น ๆ โดยนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนบอกว่า ตนได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของโอมานและฝรั่งเศสในเรื่องนี้แล้ว และจีนยังประกาศว่าจะส่งทูตพิเศษของตนไปยังตะวันออกกลางด้วย
การมาเยือนของทรัมป์
ก้าวย่างของจีนเป็นไปอย่างช้า ๆ และระมัดระวัง เพราะปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ คือผู้นำสหรัฐฯ ที่มีบุคลิกเอาแน่เอานอนไม่ได้ และที่สำคัญประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดจะเดินทางเยือนจีนในช่วงปลายเดือนมี.ค. นี้
ที่ผ่านมาไม่มีถ้อยแถลงครั้งใดของจีน ที่วิพากษ์วิจารณ์การโจมตีอิหร่าน โดยพาดพิงไปถึงตัวของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยตรงเลย ซึ่งการทูตในลักษณะนี้จะช่วยให้จีนจับมือกับสหรัฐฯ ในเรื่องของเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น
แม้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า การเดินทางเยือนจีนของทรัมป์อาจถูกยกเลิกไปเพราะความขัดแย้งในเวทีโลก แต่เท่าที่สังเกตได้ในปัจจุบัน ยังคงมีสัญญาณในเชิงบวกที่แสดงว่า การเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ น่าจะเกิดขึ้นตามกำหนดเดิม สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เจ้าหน้าที่จากทั้งสองฝ่ายมีกำหนดจะพบหารือกัน เพื่อตระเตรียมการเยือนดังกล่าวแล้ว
ศ.เชตเลอร์-โจนส์ มองว่า จีนอาจใช้โอกาสนี้ในการสังเกตท่าทีของสหรัฐฯ เพื่อคาดการณ์ถึงปฏิกิริยาของทรัมป์ต่อปัญหาร้อนแรงของจีน อย่างเช่นการเรียกร้องเอกราชของไต้หวัน "หากปรากฏชัดว่าการทำสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ ไม่เป็นที่นิยมชื่นชอบของชาวโลก สหรัฐฯ อาจโน้มเอียงไปในทางที่จะควบคุมตนเองมากขึ้น ในเรื่องของนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง และหากรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดต่อไปนำแนวทางนี้ไปใช้ จีนจะมีอิสระมากขึ้นในการแสวงหาผลประโยชน์ ทั้งในภูมิภาคของตนและในทุกที่ทั่วโลก"
ศ.บราวน์ แสดงความเห็นทิ้งท้ายว่า แม้บางบุคคลและองค์กรอย่างเช่นกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน จะได้โอกาสจากสงครามครั้งนี้ ในการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยสร้างภาพให้สหรัฐฯ เป็นพ่อค้าสงคราม แต่การมีผู้นำระดับโลกที่ "ทำตัวเอาแน่เอานอนไม่ได้และมีบุคลิกภาพผิดปกติ" ก็สร้างความกังวลใหญ่หลวงให้จีนด้วยเช่นกัน
"ผมว่าจีนไม่ต้องการให้โลกมีสหรัฐฯ เป็นผู้ครองอำนาจครอบงำ แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็ไม่ปรารถนาสถานการณ์ที่ผู้นำสหรัฐฯ เอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างนี้เช่นกัน"































