กราดยิง : การเดินทางครั้งสุดท้ายของเหยื่อวัยสี่ขวบ

ที่มาของภาพ, Athit Perawongmetha/Reuters
เรือประกอบพิธี แล่นออกไปกลางอ่าวไทย พร้อมเถ้ากระดูกของพัทธนันท์ มุมกลาง วัยสี่ขวบ เดินทางไปด้วย
หนูน้อยแก้มยุ้ยใบหน้ายิ้มหวานชื่อเล่นว่าโมเดล มีความฝันอยากเห็นทะเลและแหวกหว่ายโต้คลื่นสักครั้งในชีวิต ยายของเธอเคยรับปากว่าจะพาเธอไปเที่ยวทะเลให้ได้ในปีนี้
แต่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา เหตุกราดยิงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู พรากชีวิตโมเดลและเด็กคนอื่น ๆ ไปอีกหลายคน ในเหตุการณ์สังหารเด็กที่นองเลือดที่สุดในโลกในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เกือบหนึ่งเดือนหลังเกิดเหตุการณ์ เสาวนีย์ ดอนโชติ เดินทางนำเถ้ากระดูกหลานมาลอยอังคาร
“ในที่สุดก็พาหนูมาทะเลนะ” ยายวัย 52 ปี ของโมเดล เอ่ย

ที่มาของภาพ, Athit Perawongmetha/reuters
โมเดล เป็นเด็กคนหนึ่งที่เสียชีวิตในเหตุการณ์กราดยิงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 36 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 23 คน
ผู้ก่อเหตุเป็นอดีตตำรวจที่ฆ่าแฟนสาวของตัวเอง ลูกชายของเธอ ก่อนจะจบชีวิตตัวเองในคราวเดียวกัน
ถึงตอนนี้ชาวบ้านในพื้นที่ยังเสียขวัญ ขณะที่หลายครอบครัวต้องเผชิญกับการสูญเสียที่ไม่สามารถทดแทนได้
เสียงเจื้อยแจ้ว
โมเดล อยู่ในกลุ่มเด็กที่มีอายุมากที่สุดที่เสียชีวิตในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ ที่รับดูแลเด็กวัย 2-5 ขวบ
ชีวิตของเธอไม่ราบรื่นมาตั้งแต่ต้น ขนิษฐา คูณทวี แม่ของเธอคลอดโมเดลในคุก ตอนที่ถูกคุมขังในคดีเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พ่อของโมเดลก็ติดคุกเหมือนกัน
เสาวนีย์ ยายซึ่งเป็นชาวนา รับเลี้ยงโมเดลมาตั้งแต่อายุ 8 เดือน เธอจำคำพูดที่บอกกับหลานได้ว่า “หนูเป็นลูกของฉันแล้วตอนนี้”
“เราติดกันเป็นเงาตามตัว” เธอบอก “ไม่เคยห่างกันเลยตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ยกเว้นตอนที่เธอไปโรงเรียน”

ที่มาของภาพ, Athit Perawongmetha/reuters
โมเดลเป็นเด็กแก่น ยายเล่า ถ้าไม่เล่นหินเล่นทราย ก็จะเอาหยิบนู่นหยิบนี่มาทำเป็นของเล่น รวมทั้งปืนพลาสติก โมเดล ชอบเตะฟุตบอลด้วย
ที่บ้านชั้นเดียวของเสาวนีย์ มีต้นกล้วยและต้นมะพร้าวปลูกอยู่รายล้อม บ้านหลังนี้เคยมีเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงให้ได้ยินทุกวัน
“เป็นเสียงของความสุข ฉันยังจำได้” เสาวนีย์ บอก
อย่าให้เป็นหลานของฉันเลย
เช้าวันที่ 6 ตุลาคม เสาวนีย์ พาโมเดลไปที่ศูนย์ฯ ตามปกติ พอตกบ่าย เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานที่อยู่ติดกับศูนย์ฯ มาหาเธอที่บ้าน ถามว่าโมเดลไปโรงเรียนรึเปล่า พวกเขาบอกให้เธอไปที่ศูนย์ฯ เพราะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น
ตอนเดินเข้าไปที่ศูนย์ เสาวนีย์ภาวนาอยู่ในใจว่า “อย่าให้เป็นหลานของฉันเลย”
แต่พอเธอถามเจ้าหน้าที่ว่าโมเดลเป็นยังไง ทุกคนนิ่งเงียบ
“ฉันใจหายวูบ” เธอบอก “ได้แต่คิดว่าแล้วฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง”
เสาวนีย์เก็บภาพถ่ายไว้ในโทรศัพท์ ภาพที่ครูสองคนของศูนย์ฯ ส่งมารายงานความเป็นไปของเด็ก ๆ เป็นประจำทุกวัน รวมทั้งวันที่เกิดเหตุ ซึ่งทำให้ครูสองคนนั้นเสียชีวิตด้วย

ที่มาของภาพ, Athit Perawongmetha/reuters
มีภาพหนึ่งในโทรศัพท์เป็นรูปโมเดลกำลังนั่งไขว้ขาอยู่ที่โต๊ะเล็ก ๆ ในห้องที่ฝาผนังเต็มไปด้วยสติ๊กเกอร์หลากสี เธอสวมผ้ากันเปื้อนสีฟ้า เสื้อสีขาว ในมือถือดินสอ ท่าทางใจจดใจจ่อกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ตรงหน้า
รองเท้าผ้าใบลายการ์ตูน กระเป๋าเป้สีชมพูมีรูปตัวแสดงในภาพยนตร์เรื่องโฟรเซ่นของดิสนีย์ เป็นส่วนหนึ่งของข้าวของที่ยังเหลืออยู่
“ฉันบอกตัวเองให้เข้มแข็ง” เสาวนีย์ พูด “แต่ฉันจะก้าวต่อไปยังไง จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร เพื่อใคร”
หลังพ้นโทษ ขนิษฐา แม่ของโมเดล ซึ่งทำงานในสถานที่แห่งหนึ่งใกล้ ๆ กรุงเทพฯ เดินทางกลับไปที่บ้าน พร้อมความรู้สึกผิดที่ทิ้งลูกไป “ทำไมฉันถึงไม่ได้ทำอะไรเพื่อลูกให้ได้มากกว่านี้” เธอถามตัวเอง

ที่มาของภาพ, Athit Perawongmetha/reuters
เถ้ากระดูกและกลีบกุหลาบ
ช่วงปลายเดือนตุลาคม เสาวนีย์ ขนิษฐา และญาติ ๆ เดินทางนำเถ้ากระดูกของโมเดลไปลอยอังคาร ทุกคนนิ่งเงียบระหว่างอยู่ในรถ สิ่งที่ปลอบโยนจิตใจคือความรู้สึกที่ว่าสามารถทำอะไรบางอย่างที่โมเดลต้องการได้
เรือเดินทางออกจากฝั่งไปจนถึงจุดที่เหมาะสม ญาติ ๆ ช่วยกันแกะห่อผ้าสีขาวบรรจุเถ้ากระดูกของหนูน้อย ค่อย ๆ วางลงบนผืนน้ำ กลีบกุหลาบและดอกไม้สีเหลืองสดถูกโปรยตามลงไปบนห่อผ้าที่ล่องลอยตามเกลียวคลื่น
“ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอให้กลับมาเป็นลูกของแม่อีกนะ” ขนิษฐา เอ่ยออกมา

ที่มาของภาพ, Athit Perawongmetha/reuters












