เปิดเบื้องหลัง "เตหะรานดีล" ปฏิบัติการเจรจาพาตัวประกันไทยในกาซากลับบ้าน

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งประเทศไทยพร้อมด้วยคณะเจรจา ขณะเข้าพบตัวแทนกลุ่มฮามาส ณ สำนักงานใหญ่ที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน
    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งประเทศไทย ยื่นภาพถ่ายของเขากับตัวแทนกลุ่มฮามาสในอิหร่านให้บีบีซีไทยดู ในภาพถ่ายใบนั้นมีชายอยู่ในภาพรวม 5 คน ประกอบด้วยเขาและตัวแทนของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรของไทยรวม 3 คน และตัวแทนกลุ่มฮามาสอีก 2 คน

"พอเจอกันแล้วเขาก็มีการศึกษาเป็นด็อกเตอร์ พูดจามีเหตุผล ไม่ได้มีลักษณะเป็นคนเจ้าอารมณ์ ไม่เหมือนกับคนที่มีความเป็นนักรบ" อารีเพ็ญ กล่าว "คนที่กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ร้ายอาจจะคิดว่าเขาจะมีลักษณะดุดัน"

ภาพนี้ถูกบันทึกไว้เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2566 ขณะที่ อารีเพ็ญ กำลังทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมฝ่ายไทยที่ประสานการเจรจาช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยที่ถูกจับไปในฉนวนกาซา หรือที่เขาเรียกในเวลาต่อมาว่า "เตะหะรานดีล" หลังเหตุการณ์ที่กลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566

บุคคลที่อารีเพ็ญกล่าวถึงคือ ดร.คอลิด กุดดูมี หัวหน้าสำนักงานของฮามาสในกรุงเตหะราน ตัวแทนจากกลุ่มที่ทางการอิสราเอลเรียนขานว่าเป็น "กลุ่มก่อการร้าย" และถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รวมถึงออสเตรเลีย

ปฏิบัติการโจมตีทางใต้ของอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาสเมื่อ 7 ต.ค. 2566 นำไปสู่การตอบโต้ของอิสราเอลในฉนวนกาซาซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 62,122 คน โดยแรงงานไทยจำนวนมากที่ทำงานในอิสราเอล ส่วนใหญ่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของไทย ได้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มพลเรือนที่ถูกจับเป็นตัวประกัน

หลังเกิดเหตุ มีภาพที่เชื่อว่าผลิตโดยฮามาส เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ แสดงภาพชายไทยสองคนคือ นายอนุชา อ่างแก้ว และ นายนัฐพร อ่อนแก้ว ถูกควบคุมตัวในพื้นที่คล้ายอุโมงค์ ต่อมาทางการไทยยืนยันว่ามีคนไทยถูกจับเป็นตัวประกันกว่า 30 ราย ขณะที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ให้คำมั่นว่า "ต้องการให้คนไทยทุกคนได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย"

ทว่า ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนั้นคือ รัฐบาลไทยจะติดต่อกับฮามาสซึ่งไม่ได้ถูกยอมรับว่าเป็นรัฐได้อย่างไร หากไม่ติดเรื่องสถานะรัฐแล้วจะติดต่อด้วยวิธีใด และฮามาสจะยอมเจรจากับรัฐไทยหรือไม่

"ใช้คำว่ามืดแปดด้าน" อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลนายเศรษฐาย้อนเล่าให้บีบีซีไทยฟัง "คือว่าเราไม่รู้ว่าเราจะประสานงานหรือติดต่อกับกลุ่มฮามาสอย่างไร เพราะว่าในเบื้องต้น เราก็หาข้อมูลจากทางประเทศที่เป็นมุสลิมใกล้บ้านเราในอาเซียน อย่างเช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งทุกคนก็แสดงความเห็นใจ"

UNCONFIRMED HANDOUT/HAMAS

ที่มาของภาพ, UNCONFIRMED HANDOUT/HAMAS

คำบรรยายภาพ, ภาพตัวประกันชุดแรกที่ถูกปล่อยออกมา ภรรยายืนยันกับบีบีซีไทยว่าเป็นภาพของอนุชา อ่างแก้ว ชาวจังหวัดอุดรธานี

มุสลิมคอนเนกชัน

หลังเกิดเหตุราวหนึ่งสัปดาห์ คณะทำงานของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประกอบด้วยอารีเพ็ญและคณะทำงานคนอื่น ๆ ร่วมหารือกันถึงสถานการณ์วิกฤตตัวประกันไทยในกาซา

สำหรับคณะทำงานกลุ่มนี้ หรืออย่างน้อยก็สำหรับอารีเพ็ญ มองว่าภารกิจนี้ไม่ต่างจากภารกิจทางศาสนา โดยเขาอธิบายว่าหลังคนไทยถูกจับเป็นตัวประกัน กระแสความรู้สึกไม่พึงพอใจต่อขบวนการปาเลสไตน์ก่อตัวขึ้น แม้เขาจะมองว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทว่า กระนั้นแล้วเขารู้สึกว่ามีกลุ่ม "หัวรุนแรง" ที่สุมไฟใส่ร้ายศาสนาอิสลามและมุสลิมจนเป็นเหตุการณ์ที่มุสลิมในประเทศไทยรู้สึกไม่สบายใจ

"เราพูดกันว่าอยากจะให้สังคมไทยรู้ว่ามุสลิมเรานี้ก็สามารถช่วยเหลือประเทศชาติได้" เขากล่าวถึงเจตจำนงตั้งต้น โดยนักการเมืองจาก จ.นราธิวาส ผู้นี้ ย้ำว่าความตั้งใจดังกล่าวไม่คำนึงถึงศาสนา

"เรารู้ว่าคนที่ถูกจับส่วนใหญ่เป็นคนพุทธหมด"

คณะทำงานตัดสินใจมุ่งเป้าหมายการเจรจาไปที่อิหร่านซึ่งมีสำนักงานใหญ่ของกลุ่มฮามาสตั้งอยู่

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย อารีเพ็ญเปิดเผยว่า แม้ประธานสภาผู้แทนราษฎรไทยจะมีสายสัมพันธ์ดั้งเดิมต่ออิหร่านอย่างแนบแน่นจากกรณีช่วยเหลือแต่งตั้งทนายความให้ชาวอิหร่านซึ่งถูกจับในคดีคาร์บอมบ์หน้าสถานทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ ในปี 2537 ซึ่งศาลฎีกาของไทยมีคำพิพากษายกฟ้องในเวลาต่อมา ทว่าอารีเพ็ญรู้ดีว่าการเข้าถึงตัวผู้เจรจาให้ได้ยังต้องอาศัยเครือข่ายที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ในห้วงเวลาเดียวกัน ซัยยิด สุไลมาน ฮูซัยนี ผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ในประเทศไทย เดินทางจาก จ.นครศรีธรรมราช มายังกรุงเทพฯ เขาได้พบปะกับอารีเพ็ญ ทำให้การผนึกกำลังระหว่างคณะทำงานต่างนิกายเริ่มต้นขึ้น

ไม่ต่างจากอารีเพ็ญ ซัยยิด สุไลมาน มองว่าภารกิจนี้ผูกพันกับศรัทธาของเขาอย่างแนบแน่น เขาบอกว่า "การช่วยเหลือของเราถือเป็นเรื่องทางศีลธรรม"

ซัยยิด สุไลมาน แนะนำตนเองกับบีบีซีไทยว่าเขาเริ่มต้นชีวิตการเรียนรู้ในอิหร่าน ก่อนจะใช้เวลากว่าสิบปีเดินทางไปมาในดินแดนระหว่างอิรักและซาอุดีอาระเบียเป็นเวลากว่า 12 ปี ทำให้มีประสบการณ์ รู้จักพื้นที่ รู้จักผู้คนและขบวนการต่าง ๆ เมื่อเดินทางกลับมายังประเทศไทยก็ได้มีส่วนร่วมในการประชุมสัมมนาที่จัดโดยอิหร่านเป็นประจำทุกปี

"ผมเข้าร่วมเกือบทุกปี พบปะขบวนการต่อสู้หลายกลุ่ม ทั้ง PLO ฮามาส ญิฮาดอิสลามี เรารู้จักกันดี เพราะเขารู้ว่าเราเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของพวกเขาในแผ่นดินไทย" เขากล่าว

ผู้นำศาสนาอิสลามสายชีอะห์คนนี้ยังเป็นอดีตนายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน มีเครือข่ายเชื่อมโยงไปถึง ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด หรือ ซัยยิดมุบาร๊อก ฮูซัยนี อาจารย์ประจำภาควิชาอิสลามการเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนานาชาติอัลมุสฏอฟาในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นนายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่านในปัจจุบัน และมีสายสัมพันธ์อันดีกับ ดร.คอลิด กุดดูมี หัวหน้าสำนักงานของฮามาสในกรุงเตหะราน

.

ที่มาของภาพ, SaiyidSulaiman Husaini

คำบรรยายภาพ, ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด อาจารย์ประจำภาควิชาอิสลามการเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนานาชาติอัลมุสฏอฟาในกรุงเตหะรานจับมือกับ ดร.คอลิด กุดดูมี หัวหน้าสำนักงานของฮามาสในกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2566

วันที่ 17 ต.ค. 2566 สื่อเดอะพับลิกโพสต์เผยแพร่ภาพ ดร.เลอพงษ์ จับมือกับ ดร.คอลิด กุดดูมี โดยระบุว่าถ่ายในวันก่อนหน้าหนึ่งวัน ข้อความสัมภาษณ์ระบุว่าเป็นการเจรจาเบื้องต้นเรื่องแรงงานไทยที่ถูกจับกุมเป็น "เชลย" ตามคำของฮามาส

ดร.เลอพงษ์ กล่าวถึงผลการพูดคุยผ่านสื่อดังกล่าวว่า "เป็นไปในทิศทางดีมาก"

ขณะเดียวกันซัยยิด สุไลมาน เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า นายอิบราฮิม ไรซี อดีตประธานาธิบดีอิหร่านผู้ล่วงลับ เคยเป็นอาจารย์ของเขาและ ดร.เลอพงษ์ ขณะเรียนที่มหาวิทยาลัยในอิหร่าน จุดเชื่อมสำคัญในการเปิดช่องทางเจรจาจึงเปิดกว้าง

จากสายสัมพันธ์ สู่ "เตหะรานดีล"

"เราไม่รู้ว่า หนึ่ง เขาจะให้เราเจอหรือเปล่า ประการที่สอง เรามานี่จะได้ผลไหม" อารีเพ็ญบอกกับบีบีซีไทยถึงความรู้สึกขณะที่ขึ้นเครื่องบินสายการบินมาฮานแอร์ (Mahan Air) ของอิหร่าน สู่กรุงเตหะรานในวันที่ 23 ต.ค. 2566

คณะที่เดินทางไปกับเขาครั้งนั้น ยังร่วมไปด้วยนายซัยยิดมุมิน ศักดิ์กิตติชา คณะทำงานของซัยยิดสุไลมาน ร่วมด้วย ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด

การเดินทางครั้งนี้มีขึ้นในฐานะตัวแทนจากประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งประเทศไทย โดยแยกขาดออกจากองคาพยพอื่น ๆ ของรัฐบาลไทย

"สถานทูตฯ (ไทยในอิสราเอล) ยังไม่รู้เลย" อารีเพ็ญ นักการเมืองไทยมุสลิมกล่าว

ข้อกังวลใหญ่ของผู้นำคณะครั้งนี้คือการที่เขายอมรับว่าภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศไทยในขณะนั้น "เข้าข้างอิสเราเอล" ทั้งความรู้สึกโดยรวมของสังคมและภาพลักษณ์ของรัฐ กระนั้นแล้วก็เชื่อว่าความจริงใจจะทำให้การเจรจาลุล่วง

"แต่เราก็พยายามอธิบายให้เขาเข้าใจในแง่ที่ว่า เราคือพวกเขา คนที่เห็นใจเขา เรามีหัวใจเดียวกันกับเขา" อารีเพ็ญย้อนรำลึก

เมื่อเดินทางถึงอิหร่าน คณะเจรจาต้องรอการติดต่อจากฝ่ายฮามาสโดยไม่สามารถกำหนดเวลานัดหมายไว้ได้ล่วงหน้า อารีเพ็ญสารภาพว่าเขาอดนอนถึงสองคืนจนกระทั่งได้รับสัญญาณจากฝ่ายฮามาส ซึ่งหมายถึงคณะเจรจาต้องออกเดินทางไปยังที่หมายที่ได้รับการแจ้งทันที โดยได้คำรับอธิบายว่า ดร.กุดดูมี ซึ่งเป็นตัวแทนฮามาสนั้นมีความระมัดระวังในการปรากฏตัวและไม่ใช้เครื่องมือสื่อสารใด

หลังได้เข้าพบในที่สุด อารีเพ็ญกล่าวว่าการเจรจาเกิดขึ้นสามชั่วโมงเต็ม

ในการเจรจา อารีเพ็ญเผยว่า เขาได้บรรยายถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและอิหร่านที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาผ่านบทบาทของ "เฉกอะหมัด" เสนาบดีชาวเปอร์เซียในประเทศไทย หัวเรื่องการพูดคุยยังกล่าวถึงเรื่องบทบาทของชาวมุสลิมในประเทศไทย และการมีอยู่ของผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ในประเทศไทย ก่อนจะเริ่มการเจรจาในประเด็นที่เป็นใจความสำคัญโดยหยิบยกผลประโยชน์ที่ชุมชนมุสลิมในไทยจะได้รับหากมีการปล่อยตัว

"หากขบวนการฮามาสทำการปล่อยตัวเชลยศึกชาวไทย สถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมระหว่างพี่น้องชาวไทยพุทธกับพี่น้องชาวไทยมุสลิมก็จะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น" เหตุผลที่คณะเจรจาฝ่ายไทยหยิบยกเพื่อเจรจากับตัวแทนฮามาส ตามที่ปรากฏในเอกสารบันทึกการประชุมระหว่างตัวแทนไทย-ฮามาส ระบุ

คณะเจรจาฝ่ายไทยระบุเพิ่มเติมด้วยว่า "การประสานงานร่วมกันของพี่น้องมุสลิมซุนนีและชีอะห์ในครั้งนี้ก็จะยกระดับ" และ "เกิดความสามัคคีในหมู่มุสลิม ทำให้ผู้ที่พยายามทำลายความสัมพันธ์นี้นั้นได้ผิดหวังต่อไป"

เงื่อนไขต่อทีมเจรจาไทย

จากเอกสารและปากคำของคณะเจรจาชาวไทย ผู้นำฮามาสยังได้กล่าวถึงประเด็นอื่น ๆ โดยเฉพาะประเด็นด้านเขตแดน

"เขาก็บอกตรง ๆ ว่า ที่จริงประเทศไทยเราไม่ได้เป็นศัตรู เขาขออย่างหนึ่งว่า ขอให้ประเทศไทยนี่เอาคนไทยมาทำงานที่อิสราเอล อย่าไปทำงานในพื้นที่ที่ต้องห้าม พื้นที่ต้องห้ามคืออะไร คือพื้นที่ที่ยึดจากของเขา แล้วสหประชาชาติบอกให้คืนแต่อิสราเอลไม่ยอมคืน เขาบอกว่าอย่าไปอยู่ในจุดนี้ อันตราย"

เงื่อนไขดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของ ฟรานเชสกา อัลบานีส ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 77 ซึ่งระบุว่า การยึดครองปาเลสไตน์โดยอิสราเอลเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และไม่อาจแยกออกจากลัทธิล่าอาณานิคมโดยผู้ตั้งถิ่นฐาน พร้อมเรียกร้องให้ยุติการยึดครองดังกล่าว เพื่อเปิดทางให้ชาวปาเลสไตน์สามารถใช้สิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างแท้จริง

คำมั่นในการเจรจาครั้งนั้นไม่มีผลผูกพันใด ๆ ในทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม หลังกระทรวงแรงงานยุติมาตรการชะลอการส่งออกแรงงานไทยไปยังอิสราเอลช่วงกลางปี 2567 ได้มีการจัดทำ "พื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อภัยคุกคาม (ระดับพื้นที่) ของรัฐอิสราเอล" โดยอ้างอิงจากการประเมินด้านความปลอดภัยของฝ่ายแรงงาน สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเทลอาวีฟ เพื่อประชาสัมพันธ์แก่แรงงานโดยไม่ได้มีลักษณะเป็นสภาพบังคับแต่อย่างใด

ในเอกสารบันทึกการประชุมระบุด้วยว่า ดร.กุดดูมี เตือนว่า "หากคนไทยคนใดจะมาทำงานแล้วถูกกำหนดให้อยู่ในพื้นที่ที่สร้างถิ่นฐานใหม่หรือ New Settlement ให้ปฏิเสธทันทีเพราะเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงอันตรายเป็นอย่างมากและผิดกฎหมายที่สหประชาชาติได้กำหนดให้เขตแดนดังกล่าวเป็นของฝั่งปาเลสไตน์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967"

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2567 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้ออกคำวินิจฉัยเชิงที่ปรึกษา (Advisory Opinion) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประเด็นสถานะของอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง โดยระบุว่าการยึดครองของอิสราเอลในฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์ รวมถึงเยรูซาเลมตะวันออก เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ขณะที่สำนักข่าววอชิงตันโพสต์รายงานเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2567 ว่ายังคงปรากฏแรงงานไทยทำงานอยู่ในพื้นที่ทหาร โดยเป็นคนกลุ่มเดียวที่เป็นพลเรือนในพื้นที่ดังกล่าว แม้ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของอิสราเอลจะให้คำมั่นว่าจะไม่มีแรงงานไทยทำงานบริเวณชายแดนแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ดี อารีเพ็ญระบุว่า ในระหว่างการพบกันครั้งนั้น ฮามาสชี้ว่าการเสียชีวิตของคนไทยไม่ได้เป็นฝีมือของกองกำลังฮามาสโดยตรง โดยให้คำอธิบายว่าเป็นความคับแค้นของประชาชนที่สูญเสียผืนแผ่นดินมาเป็นเวลานาน

"พอเห็นใครอยู่ในที่ดิน เขาก็ยิง เขาก็จับ เพราะสงสัยว่าอาจจะเป็นทหารรับจ้าง" อารีเพ็ญ เปิดเผยคำพูดของตัวแทนฮามาสในอิหร่าน

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

อุปสรรคของการเจรจา: ฮามาสเชื่อว่าชาวไทยบางคนเป็นทหารรับจ้าง

กรณีข้อกล่าวหาเรื่องทหารรับจ้างยังเป็นปมปัญหาหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงหลายครั้งตลอดสถานการณ์วิกฤตตัวประกัน

ซัยยิดสุไลมาน ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า ฮามาสเชื่อว่าแรงงานไทยส่วนหนึ่งอยู่ในอิสราเอลโดยเป็น "ทหารรับจ้าง"

ซัยยิดสุไลมาน เคยโพสต์ภาพถ่ายหน้าจอจากแอปพลิเคชันติ๊กตอกเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2566 เป็นภาพที่แสดงให้เห็นชายเอเชียสวมชุดสีเขียวคล้ายทหาร ถ่ายภาพพร้อมปืนและยุทโธปกรณ์ภาพหนึ่งถ่ายพร้อมชายตะวันตกใส่ชุดสีเดียวกัน หลายภาพมีข้อความคาดว่า "ทีมงานบ่าวเมืองหนองคาย" และ "รายการอิสานสัมพันธ์"

ผู้นำชีอะห์ในประเทศไทยเขียนบนเฟซบุ๊กในตอนนั้นว่า "ปัญหาแรงงานไทย ไปเป็นทหารรับจ้างที่อิสราเอล ถ้ารัฐบาลไทยไม่รีบแก้ไขปัญหาและนำแรงงานทั้งหมดกลับมาให้เร็วที่สุด ก็จะเจอกับปัญหาหลาย ๆ เรื่องที่แก้ไม่ได้ตลอดกาล" อย่างไรก็ตาม โพสต์ดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงผ่านทางเฟซบุ๊กได้แล้ว

กระนั้นแล้ว ข้อกังวลที่ ซัยยิด สุไลมาน หยิบยกขึ้นมาก็เป็นข้อกังวลเดียวกับที่ ดร.ปานปรีย์ รมว.ต่างประเทศของไทยในเวลานั้น ได้รับฟังระหว่างการเยือนประเทศกาตาร์ อิหร่าน และอียิปต์อย่างเป็นทางการ เพื่อหารือแนวทางในการช่วยเหลือตัวประกันช่วงปลายเดือน ต.ค. จนถึงต้นเดือน พ.ย. 2566

"บางทีการข่าวที่ทางกาตาร์ หรืออิหร่าน หรือทางอียิปต์ ได้รับมาก็อาจจะเป็นว่ามีคนไปลือกันว่าคนไทยไปเป็นสปาย ไปเป็นสายลับให้กับอิสราเอล" อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวกับบีบีซีไทย

อย่างไรก็ตาม ดร.ปานปรีย์ ระบุว่าเขาได้เจรจาเพื่อคลายความสงสัยต่อประเด็นดังกล่าว และเน้นย้ำว่าแรงงานไทยเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างประเทศในตะวันออกกลาง แต่เป็นแรงงานที่มีรายได้น้อยที่เข้าไปหารายได้จากการเป็นลูกจ้างในภาคการเกษตรเท่านั้น

ด้านกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงว่า จากรายงานของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ พบว่ามีบุคคลเชื้อสายไทย-อิสราเอลบางรายที่เข้ารับราชการเป็นทหารกองหนุนของอิสราเอลจริง แต่บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่แรงงานไทยในภาคเกษตรกรรมแต่อย่างใด

"นอกเหนือจากแรงงานไทยในภาคเกษตรกรรมในอิสราเอลแล้ว ยังมีหญิงไทยจำนวนหนึ่ง (ประมาณ 400 – 500 คน) ที่แต่งงานกับคนอิสราเอล และมีบุตรซึ่งถือ 2 สัญชาติ คือทั้งสัญชาติไทยและอิสราเอล ซึ่งตามกฎหมายอิสราเอล บุคคลสัญชาติอิสราเอลทุกคน (ทั้งหญิงและชาย) จะต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารเมื่ออายุครบ 18 ปี" ฐานเศรษฐกิจรายงานการชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศของไทย

ปิดดีลกับทางการอิหร่าน

อารีเพ็ญเล่าอีกว่า การพบปะกับตัวแทนของฮามาสในอิหร่านครั้งนั้นจบลงด้วยตัวแทนฮามาสกล่าวให้คำมั่นว่าจะปล่อย "เชลย" ชาวไทยทันทีเมื่อ "สถานการณ์ในฉนวนกาซาอำนวย"

กระนั้นแล้ว เขาก็ยอมรับว่า ยังไม่คลายใจเต็มที่ว่าภารกิจของตนได้สำเร็จแล้ว ข้อกังวลนี้เป็นที่คาดการณ์ไว้แล้วตั้งแต่ก่อนเดินทาง คณะเจรจาจากประธานสภาผู้แทนราษฎรไทยจึงได้วางแผนล่วงหน้าก่อนเดินทางว่าจะต้องมีการพูดคุยอีกอีกหนึ่งนัดโดยมุ่งเป้าไปที่การปิดดีลกับทางการอิหร่านซึ่งมีความสัมพันธ์กับคณะเจรจาแนบแน่นกว่า และส่งอิทธิพลถึงกลุ่มฮามาสโดยตรง

นัดหมายการเจรจารอบที่สองดังกล่าว ได้แก่ การเข้าพบกับนายอยาตุ้ลลอ อับบาสอาลี อัคตารี ประธานที่ปรึกษาประธานาธิบดี [ในเวลานั้นประธานาธิบดีของอิหร่านคือ ประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซี] ณ สำนักงานที่ปรึกษาทำเนียบประธานาธิบดีอิหร่านในวันที่ 29 ต.ค. 2566

การพูดคุยครั้งดังกล่าว ประธานที่ปรึกษาประธานาธิบดีของอิหร่าน ให้คำมั่นว่าหลังการประชุมเสร็จสิ้นลงจะพูดคุยกับนายอิสมาอิล ฮานิเยห์ ผู้นำกลุ่มฮามาส ทางโทรศัพท์ทันที และจะรายงานประเด็นดังกล่าวให้ประธานาธิบดีบราฮิม ไรซี ได้ทราบ

"จุดที่ผมมีความภูมิใจที่สุดก็คือ ตอนที่มีการพูดคุยกับทางที่ปรึกษาประธานาธิบดี เขาบอกว่า ถ้าหากว่าประเทศไทยส่งในนามรัฐมา อันดับแรกก็ต้องถามก่อนว่า คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับปาเลสไตน์ แต่เมื่อท่านมาในฐานะที่เป็นมุสลิม พี่น้องกัน คำถามนี้จะไม่มีสำหรับเขา" อารีเพ็ญกล่าว

นักการเมืองชาวไทยมุสลิมบรรยายต่อว่า "ตรงนั้นผมมีความภูมิใจว่า ความรู้สึกในการระหว่างความเป็นศาสนาด้วยกัน แล้วก็ความเชื่อมั่นกับสาย [สัมพันธ์] ของเราที่มาจากท่านวันนอร์นี่ เรารู้สึกว่าเขามีความให้เกียรติกับทางเราสูง"

ขณะที่ซัยยิด สุไลมาน กล่าวว่าเขามั่นใจตั้งแต่ขณะนั้นว่าภารกิจในการเจรจาตัวประกันสำเร็จแน่นอน

.

ที่มาของภาพ, SaiyidSulaiman Husaini

คำบรรยายภาพ, คณะเจรจาจากประเทศไทยระหว่างเข้าพบนายอยาตุ้ลลอ อับบาสอาลี อัคตารี ประธานที่ปรึกษาประธานาธิบดีของอิหร่าน เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2566

การทูตแบบมัลติแทร็ก

ดร.ปานปรีย์ อดีต รมว.ต่างประเทศของไทย ชี้ว่าการเจรจากับฮามาสไม่สามารถทำได้โดยตรงในรูปแบบรัฐต่อรัฐ เนื่องจากฮามาสไม่มีช่องทางการทูตอย่างเป็นทางการ จึงต้องอาศัยบุคคลหรือกลุ่มที่ได้รับความไว้วางใจจากทั้งสองฝ่ายเป็นตัวกลาง

"ต้องรัฐบาลต่อรัฐบาลคุยกันใช่ไหม แต่ฮามาสไม่มีคนที่เราจะคุยด้วย เราต้องใช้บุคคลที่สาม (third party) คุย" อดีต รมว.ต่างประเทศ อธิบาย

อย่างไรก็ดี เขายังกล่าวว่า การเจรจาในลักษณะนี้ต้องอาศัยทั้งช่องทางทางการและไม่เป็นทางการ (multi-track diplomacy)

ขณะที่เพจ thaiarmedforce.com อินฟลูเอนเซอร์ด้านยุทโธปกรณ์และการทหารเผยแพร่ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก กล่าวสนับสนุนการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการของคณะเจรจาของประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า "การพูดคุยแบบนี้ไม่ใช่การที่ไทยยอมรับฮามาส เพราะมันคือการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ ประเทศตะวันตกหรือแม้แต่อิสราเอลก็คุยกับกลุ่มเหล่านี้หลายครั้งในประเด็นแบบนี้ ดังนั้นไม่ส่งผลใด ๆ ต่อจุดยืนของประเทศไทย ทุกคนเข้าใจได้หมด"

คู่ขนานกันในช่องทางที่เป็นทางการ ดร.ปานปรีย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังกาตาร์ อิหร่าน และอียิปต์ ตลอดทั้งช่วงปลายเดือน ต.ค. จนถึงต้นเดือน พ.ย. 2566

ขณะที่ตัวแทนรัฐบาลกาตาร์และอิหร่านซึ่งมีบทบาทเป็นตัวกลางที่จะเชื่อมไปถึงกลุ่มฮามาสตกปากรับคำให้ความร่วมมือแก่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของไทย

นอกจากนี้ตัวแทนรัฐบาลอียิปต์ซึ่งมีบทบาทสำคัญ เนื่องจากจุดผ่านแดนระหว่างกาซาและอิสราเอลมีเพียงจุดเดียว คือ "ราฟา" ก็อนุญาตเอกอัครราชทูตไทยประจำอียิปต์เดินทางไปยังชายแดน เพื่อเตรียมรับตัวประกันในกรณีพิเศษ

การปล่อยตัว

"ฮามาสบอกเราว่าจะกำหนดเวลาไม่ได้ ถ้าอิสราเอลรู้ เขาอาจจะขัดขวางในเวลานั้นเลย มันเป็นความลับสุด ๆ" ซัยยิด สุไลมาน อธิบายว่าเหตุใดจังหวะและวิธีการการปล่อยตัวเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก แม้คณะเจรจาของประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเข้าถึงแหล่งข่าวจากฮามาสโดยตรง

ผู้นำมุสลิมชีอะห์ในไทย อธิบายถึงขั้นตอนการทราบข่าวการปล่อยตัวว่า ดร.เลอพงษ์ ได้รับสัญญาณจาก ดร.กุดดูมี หัวหน้าสำนักงานของฮามาสในกรุงเตหะรานว่าจะมีการปล่อยตัวไม่เกินหนึ่งสัปดาห์หลังอิสราเอลและฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงปลายเดือน พ.ย. 2566 ทว่าการปล่อยตัวกลับเกิดขึ้นแม้เวลาผ่านไปเพียงสามวันเท่านั้น

อดีตรัฐมนตรีดร.ปานปรีย์ระบุว่า ตนทราบล่วงหน้า "หลักชั่วโมง" ทว่าแม้ทางการไทยจะมีการเตรียมการ แต่เมื่อมีการปล่อยตัว รัฐบาลไทยก็ไม่สามารถรับตัวประกันได้ทันทีเนื่องจากกลุ่มบุคคลดังกล่าวต้องเข้ารับการตรวจร่างกายในโรงพยาบาลที่ทางการอิสราเอลจัดไว้ให้เป็นเวลาอย่างน้อย 48 ชั่วโมง ขณะเดียวกันก็มีการปล่อยตัวประกันอีก 2 ระลอกในช่วงระหว่างวันที่ 24-27 พ.ย. 2567 โดยสรุปตัวประกันไทยถูกปล่อยในระลอกแรกรวม 17 ราย

ตัวประกันทั้ง 17 คนเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิวันที่ 30 พ.ย. 2566 ท่ามกลางการต้อนรับจากหลายภาคส่วนด้วยอารมณ์ชื่นมื่น

อย่างไรก็ดี การที่แรงงานไทยที่หวนคืนบ้านอย่างน้อยสามคนปรากฏตัวโดยสวมเสื้อคู่ธงชาติไทย-อิสราเอล ในการแถลงข่าวครั้งแรกต่อสื่อหลังที่พวกเขาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นำมาสู่คำถามเรื่องการการแสดงบทบาทหรือความมีส่วนร่วมในความสำเร็จ

ดร.ปานปรีย์ ชี้แจงว่าเสื้อดังกล่าวเป็นของฝากที่ทางการอิสราเอลมอบให้แรงงานก่อนขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางมายังประเทศไทย และตนไม่เห็นว่าแรงงานใส่เสื้อดังกล่าวเมื่อใด เนื่องจากเตรียมตัวแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

ในเวลานั้น ซัยยิด สุไลมาน เปิดเผยในการสัมภาษณ์ต่อรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซต์ไทยแลนด์ ทาง อสมท เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2566 ว่า "ผมกับคณะทำงาน ทั้งของท่านวันนอร์และผม มีความรู้สึกเหมือนโดนรัฐบาลหักหลังเลย"

เขากล่าวต่อในรายการข่าวยามเช้าว่า "เรายืนยันกับทางฮามาสว่า รัฐบาลไทยนี้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด นี่อีกหนึ่งเหตุผลที่ว่าทำให้ฮามาสปล่อยตัวได้เร็ว"

อย่างไรก็ดี หลังการปล่อยตัวประกันครั้งนั้น สถานการณ์การสู้รบทวีความรุนแรงจนกระทั่งมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงวันที่ 30 ม.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ฮามาสปล่อยตัวตัวประกันไทยอีกระลอกเป็นจำนวน 5 ราย ขณะที่ 3 รายเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว

The first batch of Thai nationals who were released by the Palestinian group Hamas arrives home after being held for nearly two months in Gaza, at Bangkok's Suvarnabhumi airport in Thailand November 30, 2023. REUTERS/Chalinee Thirasupa

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, แรงงานไทยกลุ่มแรกที่กลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ สวมใส่เสื้อที่ได้รับเป็นของขวัญก่อนปล่อยตัวที่อิสราเอล

ครบรอบสองปีเหตุการณ์ฮามาสโจมตีอิสราเอล 7 ต.ค. 2566

"ผมไม่ได้ต้องการเครดิต เราเป็นพวกมนุษยธรรมโดยธรรมชาติ แล้วเราก็ไม่ชอบความรุนแรง" อดีตรัฐมนตรีดร.ปานปรีย์ระบุกับบีบีซีไทยหลังเหตุการณ์ผ่านมาจนครบรอบสองปี

"เราอยากจะเห็นสันติภาพ แม้กระทั่งอิสราเอลหรือฮามาส เราอยากจะเห็นความสันติภาพเกิดขึ้น"

อดีต รมว.ต่างประเทศ ย้ำด้วยว่า "ใครจะได้เครดิตไม่เครดิตไม่สำคัญ ขอให้คนไทยได้กลับมาปลอดภัย"

ขณะที่อารีเพ็ญกล่าวว่า ยังไม่เคยพบกับตัวประกันหลังได้รับการปล่อยตัว "ท่านวันนอร์ [ประธานสภาผู้แทนราษฎร] บอกว่าเราปิดทองหลังพระก็พอ ไปก็จะมีเรื่องการเมืองอีก"

เขายังตั้งข้อสังเกตว่าความขัดแย้งนี้อาจยืนระยะได้อีกไม่นานนัก

"ผมเชื่อว่าไม่นานก็จะยุติ เพราะยังไงอเมริกากับอิสราเอล เมื่อประชาคมโลกคล้อยตามมาทางนี้ เขา[อิสราเอล]ก็อยู่ไม่ได้ ไม่ว่าอเมริกาจะเป็นแบ็กสำคัญของอิสราเอล แต่เมื่อคนที่เป็นมิตรกับเขากลับมาหนุนทางปาเลสไตน์ ผมว่าอเมริกาก็ต้องยอม" ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรไทยกล่าว

"ถือว่าอนาคตข้างหน้า ฝ่ายปาเลสไตน์ก็คงจะสามารถยืนหยัดอยู่บนการมีรัฐของตัวเองขึ้นมา"

ทิศทางของประชาคมโลกต่อเรื่องสถานะความเป็นรัฐของปาเลสไตน์มีการขยับเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรได้ให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับ ออสเตรเลีย แคนาดา โปรตุเกส และ ฝรั่งเศส ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน

ขณะเดียวกันในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ครั้งที่ 80 ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 26 ก.ย. นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้ประณามการรับรองรัฐปาเลสไตน์โดยประเทศตะวันตกว่าเป็น "การตัดสินใจที่น่าละอาย" และ "เป็นตราบาป" พร้อมกล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวจะ "ส่งเสริมการก่อการร้ายต่อชาวยิวและผู้บริสุทธิ์ทั่วโลก"