คำร้อง "สว. นอกกลุ่มใหญ่" ถอดถอน 136 "สว. สีน้ำเงิน" ไปไม่ถึงศาลรัฐธรรมนูญ

เนื้อหาของคำร้อง สว. เสียงข้างน้อย ได้อ้างถึงการประชุมวุฒิสภาช่วงแรกที่ สว. 136 คน "มีการแต่งตัวออกโทนสีเดียวกัน รูปแบบเหมือนกัน เพื่อแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์เป็นฝักเป็นฝ่ายชัดเจนในห้องประชุม"

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, เนื้อหาของคำร้อง สว. เสียงข้างน้อย ได้อ้างถึงการประชุมวุฒิสภาช่วงแรกที่ สว. 136 คน "มีการแต่งตัวออกโทนสีเดียวกัน รูปแบบเหมือนกัน เพื่อแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์เป็นฝักเป็นฝ่ายชัดเจนในห้องประชุม"
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

คำร้องของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 21 คน ที่ร่วมกันเข้าชื่อยื่นขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ สว. จำนวน 136 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 (7) ประกอบมาตรา 113 จากข้อกล่าวหาเรื่องได้รับเลือกให้เป็น สว. โดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม หรือ "โกงเลือก สว." เมื่อปี 2567 และฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมือง ไปไม่ถึงศาลรัฐธรรมนูญ หลังมี 2 สว. อ้างว่า "ถูกปลอมลายมือชื่อ" และอีก 1 สว. ขอถอนชื่อออกจากคำร้องเพราะ "เข้าใจคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญของการร่วมเสนอชื่อ"

ค่ำวันที่ 7 ส.ค. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเผยแพร่เอกสารชี้แจงสรุปลำดับเวลา (ไทม์ไลน์) กรณี นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ และคณะ สว. รวม 21 คน ได้เข้าชื่อต่อประธานวุฒิสภา ขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพการเป็น สว. 136 คนสิ้นสุดลง

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีเปิดชื่อ สว. ผู้เป็น "หัวหอก" ในการล่าชื่อเพื่อนสมาชิกนอกกลุ่มใหญ่เพื่อถอดถอน สว. เสียงข้างมากที่ถูกเรียกขานว่า "สว. สีน้ำเงิน" ออกจากตำแหน่ง เพราะที่ผ่านมาทั้งรายชื่อของผู้ร่วมลงนามท้ายคำร้องและจำนวนที่แน่ชัดถูกปิดไว้เป็นความลับ

คำร้องนี้มีอายุเพียง 1 วันครึ่ง นับจากตัวแทน 8 สว. ซึ่งไม่มี นพ.เปรมศักดิ์ ได้ยื่นเรื่องผ่านสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เมื่อ 6 ส.ค. เวลา 12.04 น. ก่อนที่ สว. 3 คนจะแจ้งตัดลายมือชื่อของตนออกโดยยกเหตุผลต่าง ๆ นานา จนเหลือชื่อเพียง 18 คน ไม่ครบเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งต้องมี 20 คนขึ้นไป ตามการตรวจสอบข้อมูล ณ วันที่ 7 ส.ค. เวลา 16.29 น.

"ประธานวุฒิสภาจำเป็นต้องมีหนังสือแจ้ง นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ผู้เสนอคำร้องหลัก และคณะ สว. ทราบว่า ไม่สามารถส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากมี สว. ไม่ครบ 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง กำหนด" เอกสารของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาที่แจกจ่ายสื่อมวลชนระบุ

ในรายชื่อ 136 สว. ที่ถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ปรากฏชื่อนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ซึ่งต้องรับหน้าที่ประหนึ่ง "บุรุษไปรษณีย์" นำคำร้องของ สว. เสียงข้างน้อย ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ รวมอยู่ด้วย

สำหรับสมาชิกที่ร่วมลงลายมือชื่อล้วนแต่เป็น "สว. นอกกลุ่มใหญ่" ซึ่งมีที่มาจากหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น สว. ที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม "พันธุ์ใหม่" "ยังเติร์ก" "สีขาว" "อิสระ"

วุฒิสมาชิกกลุ่มนี้อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง ที่เปิดทางให้ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานวุฒิสภาว่า สมาชิกภาพของ สว. คนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ และให้ประธานส่งคําร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

กรณีนี้จึงต้องอาศัยเสียง สว. อย่างน้อย 20 คน จากสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 198 คน

8 สว. ร่วมกันยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภาผ่านทางเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการวุฒิสภาเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 6 ส.ค.

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, 8 สว. ร่วมกันยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภาผ่านทางเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการวุฒิสภาเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 6 ส.ค.

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา สว. เจ้าของคำร้องไม่ขอเปิดเผยรายชื่อและจำนวนผู้ร่วมลงนามที่แน่ชัด บางคนบอกว่ามี "ไม่ต่ำกว่า 30 คน" บางคนบอกว่า "มีมากกว่า 21 คน" เมื่อบีบีซีไทยต่อสายโทรศัพท์ถึง สว. นอกกลุ่มใหญ่บางส่วนที่ปรากฏกระแสข่าวว่าได้ร่วมลงลายมือชื่อในคำร้อง มี สว. รายหนึ่งอ้างว่า "ไม่ได้ถอนชื่อออก และ ณ เวลานี้ยังได้ลงชื่อ" ขณะที่ สว. อีกรายหนึ่งอ้างว่าอยู่ต่างประเทศ ให้สอบถามจากคนที่อยู่เมืองไทย

กระทั่งเที่ยงวันที่ 6 ส.ค. มีตัวแทน สว. 8 คนเข้ายื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภาผ่านสำนักเลขาธิการวุฒิสภา

สำหรับ 8 สว. ที่เปิดหน้าต่อสาธารณะ ประกอบด้วย นายปริญญา วงศ์เชิดขวัญ, นายเอกชัย เรืองรัตน์, น.ส.นันทนา นันทวโรภาส, น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ, นายนิคม มากรุ่งแจ้ง, นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ, นายชวพล วัฒนพรมงคล, นายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์ (จากซ้ายไปขวาในรูป)

ขอให้ศาลมีคำสั่งเรื่องใด

คำร้องของ สว. เสียงข้างน้อยที่ส่งผ่านประธานวุฒิสภา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใน 2 ข้อ

1. ให้สมาชิกภาพของ สว. ทั้ง 136 คน สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 (7) ประกอบมาตรา 113

2. ให้มีคำสั่งให้ สว. ทั้ง 136 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย หรืออย่างน้อยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตาแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงอื่น ๆ ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

สำหรับรายชื่อของ สว. ผู้ถูกกล่าวหา ที่ปรากฏในคำร้องฉบับนี้มีทั้งหมด 137 คน แต่มี 1 คนที่พ้นจากสมาชิกภาพ สว. แล้วคือ นายสมชาย เล่งหลัก ซึ่งขาดคุณสมบัติการเป็น สว. หลังต้องคำพิพากษาศาลฎีกาฯ "คดีทุจริตเลือกตั้ง" เมื่อครั้งลงสมัคร สส.สงขลา ในนามพรรค ภท. และอีก 1 คนเสียชีวิตแล้วคือ นายสุพรรณ์ ศรชัย

ศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

นอกจากนี้ คณะ สว. เสียงข้างน้อย ยังขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารมาดำเนินการไต่สวน 5 รายการ ได้แก่

  • สำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในประเด็นที่เกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เกี่ยวกับการกำหนดตัวบุคคลที่ได้รับเลือกเป็น สว., รายชื่อโพยฮั้ว สว., เส้นทางการเงินที่ใช้จ่ายในการเลือก สว. และข้อเท็จจริงการให้ผู้ได้รับเลือกเป็น สว. ลงลายมือชื่อในใบลาออกไว้ล่วงหน้า
  • อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ได้รับมอบหมาย
  • รายงานการสืบสวนและไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ สว. ที่เกี่ยวข้อง, กลุ่มพรรคการเมือง และบุคคลที่ให้การสนับสนุนการดำเนินการของพรรค ภท. ทุกคน ในการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 ตามมติคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนฯ
  • ประธานการสืบสวนและไต่สวนหรือรองประธานหรือกรรมการที่ได้รับมอบหมาย
  • เส้นทางการเงินในการใช้จ่ายของพรรค ภท. ในกระบวนการแทรกแซงการเลือก สว. ปี 2567

กล่าวหา สว. กลุ่มใหญ่ทำผิดอะไร

คำร้องของ สว. เสียงข้างน้อย ระบุข้อเท็จจริงและพฤติการณ์โดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนคือ ก่อนการเลือก สว. และภายหลังเลือก สว.

ก่อนการเลือก สว.

คณะ สว. กลุ่มนี้อ้างถึงผลการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่เผยแพร่ตามสื่อมวลชนทั่วไป และคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 สำนักงาน กกต. ที่สรุปข้อเท็จจริงและสำนวนการสอบสวน โดยมีมติเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน และกรรมการบริหารพรรค ภท. และเครือข่ายอีก 91 คน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 70 ประกอบมาตรา 36, 62, 76 และ 77 (1) เนื่องจากเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเข้าข่ายมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าทำให้ได้รับเลือกมาเป็น สว. โดยไม่สุจริต เที่ยงธรรม และขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 113

คำร้องนี้ได้หยิบยกข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสื่อมวลชนมากล่าวหาว่า พรรค ภท. ได้ประชุมเพื่อวิเคราะห์ถึงขั้นตอนตามกฎหมาย ระเบียบ กกต. เกี่ยวกับการเลือก สว. "เพื่อหาช่องว่างและช่องทางในการเข้าไปแทรกแซงการเลือก สว. หลังจากนั้นได้พัฒนา 'ระบบปฏิบัติการ' ในรูปโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนแผนการดังกล่าว อันมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ได้ สว. ซึ่งเป็นคนของพรรค ภท. ที่พรรคและกรรมการบริหารพรรคสามารถชี้นำ ครอบงำ และสั่งการในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามความต้องการของกลุ่มตนได้"

ในคำร้องนี้ มีการระบุชื่อนักการเมืองพรรค ภท. ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาผู้สมัคร สว. ระดับอำเภอให้ครบ 20 กลุ่มอาชีพ, ค่าตอบแทนของคนที่เข้ามาเป็น "โหวตเตอร์" ระดับอำเภอ จังหวัด ประเทศ, จังหวัดเป้าหมาย 9 จังหวัด, ขั้นตอนการบริหารจัดการต่าง ๆ รวมถึงการจัดทำ "โพยฮั้ว" ในการเลือกระดับประเทศ

คำร้องยังอ้างด้วยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงจากรายงานข่าวผลการสืบสวนว่าพรรค ภท. ให้ สว. ที่ได้รับเลือกจากการดำเนินการของตนลงชื่อในหนังสือลาออกไว้ทุกคน เพื่อเป็นข้อผูกมัดหรืออาณัติมอบหมายว่า สว. เหล่านี้จะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามแนวทางหรือข้อสั่งการของพรรค หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามก็สามารถนำหนังสือลาออกไปยื่นต่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเพื่อให้ สว. คนดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งได้ทันที

สส. พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรค ภท. ในระหว่างการประชุมสภา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สส. พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรค ภท. ในระหว่างการประชุมสภา

หลังจากได้รับเลือกเป็น สว.

คำร้องระบุว่า 136 สว. มีการกระทำอันเป็นการฝักใฝ่พรรค ภท. หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรค ภท. กรรมการบริหารพรรคและแกนนำของพรรค ภท. โดยมิได้ปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและความผาสุกโดยรวมของประชาชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 และ 114

สำหรับตัวอย่างของพฤติกรรมที่ถูกอ้างถึงในคำร้องของ สว. เสียงข้างน้อย สรุปได้ ดังนี้

  • สื่อมวลชนเสนอข่าวว่านายเนวิน ชิดชอบ นัด 138 สว. หารือเรื่องการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญคณะต่าง ๆ ของวุฒิสภา ณ โรงแรมพูลแมนคิงส์เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ โดยมีการเก็บโทรศัพท์มือถือทุกคนไว้กับเจ้าหน้าที่ รวมถึงห้ามนำเครื่องบันทึกเสียงใด ๆ เข้าในห้องประชุมด้วย ก่อนที่ผลการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาอีก 2 คนจะออกมาตรงตามที่หารือ
  • สว. ทั้ง 136 คนถูกสื่อมวลชนและประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น "สว. สีน้ำเงิน" ที่อยู่ในอาณัติของพรรค ภท. ในการประชุมวุฒิสภาช่วงแรกเป็นเวลาหลายเดือน "มีการแต่งตัวออกโทนสีเดียวกัน รูปแบบเหมือนกัน เพื่อแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์เป็นฝักเป็นฝ่ายชัดเจนในห้องประชุม"
  • สว. กลุ่มนี้แสดงออกและลงมติไปในทิศทางที่สอดคล้องกับทิศทางของพรรค ภท. ตลอด เช่น ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยออกเสียงประชามติ, ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1, ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร
  • สว. กลุ่มนี้ลงมติ "ไม่เห็นชอบ" บุคคลที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน ได้แก่ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายชาตรี อรรจนานันท์ อดีตอธิบดีกรมการกงสุล และอดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงเฮก ทั้งที่ทั้งคู่ได้รับเสียงเอกฉันท์จากคณะกรรมการสรรหา แต่กลับลงมติ "เห็นชอบ" ให้นายสราวุธ ทรงศิวิไล ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอธิบดี 2 กรม เมื่อครั้งที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ภท. เป็น รมว.คมนาคม
สว. "สีน้ำเงิน" พร้อมใจกันทำสัญลักษณ์กากบาท เพื่อสื่อว่าไม่เอากาสิโนในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อ 8 เม.ย. เพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรที่ผลักดันโดยรัฐบาลเพื่อไทย

ที่มาของภาพ, PR SENETE

คำบรรยายภาพ, สว. "สีน้ำเงิน" พร้อมใจกันทำสัญลักษณ์กากบาท เพื่อสื่อว่าไม่เอากาสิโนในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อ 8 เม.ย. เพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรที่ผลักดันโดยรัฐบาลเพื่อไทย

ทำไม สว. เสียงข้างน้อย ต้องเคลื่อนไหวจังหวะนี้

ก่อนยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา 2 สว. ได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่รัฐสภา โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. "กลุ่มพันธุ์ใหม่" ให้เหตุผลว่า กระบวนการตรวจสอบ สว. อยู่ในชั้น กกต. ที่จะพิจารณาส่งเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แต่เป็นที่ทราบว่า กกต. อาจต้องใช้เวลานานถึง 8 เดือนในการจะส่งฟ้อง หรืออาจตรงกับเดือน มี.ค. 2569 จึงถือเป็นความล่าช้าในกระบวนการ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อกระบวนการนิติบัญญัติและกระบวนการยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง

"ถ้าปล่อยให้ไปถึง มี.ค. ปีหน้า บุคลากรในองค์กรอิสระจะถูกคัดเลือกจาก สว. ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา และประชาชนจะต้องกังขาในผลการวินิจฉัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อป้องกันหายนะที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไป จึงร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้ สว. เสียงข้างมากหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าคำวินิจฉัยของศาลจะออกมา" น.ส.นันทนากล่าว

อีกคนที่ร่วมลงชื่อคือ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ ผู้เรียกตัวเองว่า "สว. อิสระ" กล่าวว่า การได้มาซึ่ง สว. "แม้ดูจากดาวอังคารยังเห็นเลยว่ากระบวนการไม่ชอบมาพากล เป็นเหตุแห่งความทุกข์ของ สว. อิสระทั้งหมด เวลาไปตลาดจะถูกประชาชนมาซักถามว่าเป็น สว. ฮั้วหรือไม่ เพื่อนฝูงติฉินนินทา หรือที่เรียกว่าโลกวัชชะ หรือโลกติเตียน" ดังนั้น สว. ไม่ต่ำกว่า 30 คนจึงได้รวบรวมรายชื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภาเพื่อส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ

"ตอนแรกคุยกันน้อย จึงไม่สามารถรวมลายมือชื่อได้" น.ต.วุฒิพงศ์กล่าวยอมรับ แต่ย้ำว่า เขามีความรักความผูกพันกับเพื่อน สว. หลายคนเป็นคนดีมีฝืมือ จึงอยากทำให้คดีนี้คลี่คลายและชัดเจนมากขึ้น ทุกคนจะได้ทำงานอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้

อย่างไรก็ตามทั้ง น.ส.นันทนา และ น.ต.วุฒิพงศ์ ระบุตรงกันว่ามีความพยายามสกัดกั้นความเคลื่อนไหวของ สว. เสียงข้างน้อย โดย น.ส.นันทนาใช้คำว่า "มีปฏิบัติการคลื่นใต้น้ำ และปฏิบัติการโทรล็อบบี้กันถึงเช้า หากทราบว่ามีใครอยู่ในรายชื่อก็จะโทรรังควานให้ถอนชื่อออก ตอนนี้จึงกังวลใจมาก" จึงต้องปกป้องรายชื่อในคำร้องเอาไว้อย่างถึงที่สุด

ขณะที่ น.ต.วุฒิพงศ์บอกว่า มีการโทรมาสอบถามทุกวันว่าอยากได้อะไร

ปริญญา วงศ์เชิดขวัญ และสมาชิกกลุ่มยังเติร์กอีก 5 คน เปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชนเมื่อ 6 ส.ค.

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, ปริญญา วงศ์เชิดขวัญ และสมาชิกกลุ่มยังเติร์กอีก 5 คน เปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชนเมื่อ 6 ส.ค.

ด้าน สว. ที่ใช้ชื่อว่ากลุ่ม "ยังเติร์ก" 6 คน ก็ร่วมลงชื่อในคำร้องด้วย ก่อนเปิดหน้าแถลงข่าวชีแจงเหตุผลในช่วงบ่าย

นายปริญญา วงศ์เชิดขวัญ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับบีบีซีไทยว่า มีเพื่อนสมาชิกร่วมลงชื่อมากกว่า 21 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่มีใครครอบงำได้ ส่วนที่ตัดสินใจลงลายมือชื่อ เพราะต้องการรักษาระบบรัฐสภาให้เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญ หลักนิติธรรม และความโปร่งใส หลังเกิดปัญหาสะสมหลายเรื่อง โดยมีการลงมติเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีล่าสุด จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อคลายความสงสัยให้ประชาชนว่าสุดท้ายวุฒิสภาควรเลือกองค์กรอิสระต่อไปหรือไม่

สมาชิกกลุ่มยังเติร์กยืนยันว่า สิ่งที่ทำ ไม่ได้กลั่นแกล้ง โกรธเคือง หรือมีอคติส่วนตัวกับใคร แต่ต้องการหยุดกระบวนการเลือกกรรมการองค์กรอิสระ เพราะข้อกฎหมายไม่มีช่องตรงไหนเลยที่จะหยุดการใช้อำนาจของ สว. ในส่วนนี้ได้ ยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

ส่วนความคาดหวังต่อคำร้องที่ยื่นผ่านประธานวุฒิสภา โดยที่ตัวประธานก็เป็นผู้ถูกร้องด้วย จะไปได้ไกลแค่ไหนนั้น เขากล่าวว่า ถ้าเอกสารคำร้องถูกต้อง มีจำนวนผู้ยื่นคำร้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 "ท่านประธานก็ต้องทำตาม ถ้าไม่ทำตามอาจเข้าข่ายผิดมาตรา 157 (ประมวลกฎหมายอาญา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่) ตามระเบียบ ก็เหมือนกับท่านต้องเป็นคนส่งสารไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป"

ย้อนไปเมื่อ 1 ก.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องของนายณฐพร โตประยูร นักกฎหมายเจ้าของสมญา "นัก(ร้อง)ทางการเมือง" ที่ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญว่าขบวนการให้ได้มาซึ่ง สว. เป็นการใช้อำนาจปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตการเลือก สว. เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และความผิดทางอาญา และอยู่ภายใต้การตรวจสอบและการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49

คำถามที่เกิดขึ้นคือ สว. ผู้ยื่นคำร้องมีข้อเท็จจริงใหม่หรือไม่อย่างไร และประเมินว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่ศาลจะรับคำร้องไว้พิจารณา?

คำตอบของ สว.ปริญญาคือ ประเมินว่าทุกอย่างอาจเป็นไปได้หมด สว. ทำหน้าที่ในส่วนของตัวเอง ซึ่งการเข้าชื่อกันยื่นคำร้องเป็นอีกวิธีการที่ทำได้ สุดท้ายปลายทาง การจะรับหรือไม่รับไว้พิจารณาขึ้นกับดุลพินิจของศาล

"เราไม่ได้ชี้เป้า หรือหวังผลขนาดนั้น เราทำในสิ่งที่เราเห็นและเรารู้สึก" และ "วันนี้เราเปิดหน้าแล้ว ทุกอย่างที่ทำ ไม่ได้ต้องการวัดกันด้วยการแพ้-ชนะ แต่มันถึงเวลาที่ต้องทำ" นายปริญญากล่าว

ด้านนายเอกชัย เรืองรัตน์ สว. กลุ่มยังเติร์ก พิจารณาจากมุมมองเชิงรัฐศาสตร์ โดยเห็นว่า "เป็นความสุกงอมของปัญหาที่สะสมหลายอย่าง" โดยมีการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีล่าสุด และเป็นห่วงว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ถ้าตั้งองค์กรอิสระที่มีอำนาจมากมายด้วยกระบวนการเช่นนี้ และหลังจากนี้จะมีการตั้งกรรมการองค์กรอิสระอีก 47 คน

เมื่อขอให้ประเมินความเสี่ยงสูงสุดของบรรดา สว. ที่ร่วมลงชื่อในคำร้องนี้ จากการตัดสินใจยื่นดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญฟัน สว. กลุ่มใหญ่ นายเอกชัยกล่าวยอมรับว่า "โดยสถานะ เรามีความเสี่ยงสูงมาก ไม่ใช่เป็นเหมือนประชาชนทั่วไป ถ้าเป็นประชาชนอาจไม่ได้แบกรับบางเรื่องเอาไว้ รัฐธรรมนูญคิดเรื่องนี้เอาไว้แล้วจึงให้ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง 1 ใน 10 ของสมาชิกที่มีอยู่ เป็นผู้ยื่นคำร้องได้ ถ้าเรากลั่นกรองดีแล้ว เอาตัววางเป็นบรรทัดฐานแล้วส่งคำร้องออกไป"

ท้ายที่สุด สว.เอกชัยคาดหวังว่าประชาชนจะเป็นเกราะช่วยคุ้มกันให้ สว. อิสระในระดับหนึ่งจากการออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นนี้

"คำร้องล่ม" แล้ว 2 สว. อ้างถูกปลอมชื่อ 1 สว. ขอถอนชื่อ

ต่อมาค่ำวันที่ 7 ส.ค. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเผยแพร่เอกสารชี้แจงว่า ประธานวุฒิสภามีหนังสือแจ้ง นพ.เปรมศักดิ์ และคณะ สว. ทราบว่า ไม่สามารถส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากมี สว. ไม่ครบ 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง กำหนด

คำร้องของ สว. คณะนี้ริเริ่มตั้งแต่ 25 ก.ค. ก่อนมาได้จำนวนรายชื่อครบและยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภาเมื่อ 6 ส.ค. แต่สุดท้ายไปไม่ถึงศาลรัฐธรรมนูญ โดยสำนกเลขาฯ ได้ลำดับเหตุการณ์และเหตุผล ซึ่งบีบีซีไทยขอนำมาสรุปโดยสังเขป ดังนี้

6 ส.ค. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายดำเนินการในวันเดียวกันทันทีหลังได้รับคำร้องจากคณะ สว. โดยมีการจัดเตรียมเรื่องเรียบร้อยแล้ว แต่กลับได้รับการประสานงานทางโทรศัพท์ว่า นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี มิได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือคำร้อง สำนักกฎหมายจึงจำเป็นต้องรอการดำเนินการเพื่อตรวจสอบลายมือชื่อของนายธณัชญ์พงศ์ก่อน

7 ส.ค. ปรากฏข้อเท็จจริงว่า

  • นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี มีบันทึกแจ้งว่า นายธณัชญ์พงศ์ได้ตรวจดูต้นฉบับหนังสือคำร้องของคณะ สว. แล้ว พบว่าไม่ได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อ และยืนยันว่า "ลายมือชื่อที่ปรากฏในบัญชีแนบท้ายหนังสือนั้นเป็นลายมือชื่อปลอม" ทั้งนี้นายธณัชญ์พงศ์ได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานกับพนักงานสอบสวน เมื่อ 6 ส.ค. เวลา 16.09 น.
  • นายเดชา นุตาลัย มีบันทึกแจ้งว่า นายเดชาไม่ได้ลงลายมือชื่อในบัญชีแนบท้ายหนังสือคำร้อง และลายมือชื่อที่ปรากฏอยู่นั้น "ไม่ใช่ลายมือชื่อของนายเดชา"
  • พ.อ.หญิง ธณตศกร บุราคม มีหนังสือที่ พิเศษ/2568 แจ้งว่า ขอถอนรายชื่อจากการเสนอหนังสือคำร้อง "เนื่องจากเข้าใจคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญของการร่วมเสนอชื่อในครั้งนี้"
มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็น สว. จากกลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็น สว. จากกลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง และลงสมัครที่ จ.บุรีรัมย์

จากนั้นสำนักกฎหมาย ได้มีบันทึกลับที่ สว 0012.12/17 ลงวันที่ 7 ส.ค. เรื่อง ขอให้ตรวจสอบลายมือชื่อ สว. เรียน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง เพื่อขอความอนุเคราะห์สำนักบริหารงานกลางดำเนินการตรวจสอบลายมือชื่อของ สว. ในบัญชีแนบท้ายคำร้อง ก่อนมีหนังสือแจ้งกลับมาว่า นอกจากปรากฏว่ามี สว. 3 คน ได้มีหนังสือแจ้งว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อหรือขอถอนการเข้าชื่อในคำร้องดังกล่าวแล้ว "ยังปรากฏผลการตรวจสอบลายมือชื่อในเบื้องต้นโดยสำนักบริหารงานกลางพบว่า มีลายมือชื่อของ สว. ที่สอดคล้องกับลายมือชื่อที่ สว. ได้ให้ไว้ในแบบตัวอย่างลายมือชื่อ สว. จำนวน 16 คน และบางท่านไม่สอดคล้องกับลายมือชื่อ จำนวน 5 คน"

เอกสารของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาย้ำว่า ภายหลังได้รับหนังสือคำร้อง ฝ่ายประจำได้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอนในทันทีโดยมิได้มีความล่าช้า และได้เสนอเรื่องต่อประธานวุฒิสภาแล้ว แต่ด้วยเหตุที่คำร้องดังกล่าวมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องลายมือชื่อและจำนวน สว. ที่ร่วมลงลายมือชื่อ ทำให้มีจำนวน สว. ลงลายมือชื่อร่วมเสนอหนังสือคำร้องเพียงจำนวน (21 – 3) = 18 คน (ยังไม่หักจำนวน สว. ที่ปรากฏผลการตรวจสอบลายมือชื่อของสำนักบริหารงานกลางในเบื้องต้นว่า ไม่สอดคล้องกับที่ให้ไว้กับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาอีก 3 คน) ทำให้ไม่ครบจำนวน 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือไม่ครบ 20 คน ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้

ย้อนกรณีคำร้อง สว. ที่ส่งถึงมือศาลรัฐธรรมนูญ

แม้บรรดา สว. เสียงข้างน้อย ผู้ยื่นคำร้องถอดถอน 136 สว. จะแสดงความคาดหวังว่า ประธานวุฒิสภาจะใช้มาตรฐานเดียวกับคำร้องของ สว. เสียงข้างมากในกรณีอื่นที่ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญทันที แต่สุดท้ายพวกเขาต้อง "ฟาล์วเทคนิค" จากปัญหามีชื่อไม่ครบ

สำหรับกรณีก่อนหน้านี้ที่คำร้องถูกส่งไปถึงมือศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคำร้องที่ สว. กลุ่มใหญ่เป็นเจ้าของเรื่อง

เมื่อ 27 ก.พ. สว. 92 คน นำโดย พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นแกนนำ "สว. สีน้ำเงิน" ยื่นคำร้องผ่านนายมงคล ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะประธาน กคพ. (ตำแหน่งขณะนั้น) และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะรองประธาน กคพ. สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนญ โดยกล่าวหาว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของ กกต. โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครืองมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือก สว.

เช่นเดียวกับกรณีคณะ สว. 36 คน นำโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ประธาน กมธ.การทหารและความมั่นคง วุฒิสภา แกนนำ "สว. สีน้ำเงิน" ยื่นคำร้องผ่านนายมงคล ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว โดยกล่าวหาว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จาก "คดีคลิปเสียง" สนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดย สว. กลุ่มนี้ยื่นคำร้องต่อประธาน 19 มิ.ย. จากนั้นในวันรุ่งขึ้น (20 มิ.ย.) คำร้องก็ถูกส่งไปถึงสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญทันที