เช็กปฏิกิริยา สว. ล็อตแรกหลังรับทราบข้อกล่าวหา "คดีฮั้วเลือก สว." ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจาก สว. เสียงข้างน้อยให้ชะลอเลือกองค์กรอิสระ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แสดงความ "โล่งใจ" และ "ไม่กังวล" หลังทยอยเข้ารับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดีฮั้วเลือก สว."
พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คือหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา ที่เดินทางมายังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถ.แจ้งวัฒนะ ในวันนี้ (19 พ.ค.) โดยใช้เวลาอยู่ภายในสำนักงาน กกต. ราว 1.5 ชม.
จากนั้นเขากล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้น ๆ ว่า ไม่มีอะไร แค่มารับทราบข้อกล่าวหา การซักถามของคณะกรรมการเป็นไปตามปกติ ส่วนเป็นเรื่องอะไรไม่สามารถบอกได้
"วันนี้ก็โล่งใจ ก็โล่งใจมาตลอดที่ได้ชี้แจง" รองฯ เกรียงไกร ผู้เข้าสภาด้วยคะแนนเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม 1 (กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) กล่าว
ส่วนการที่ประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา "คดีฮั้วเลือก สว." จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของวุฒิสภาอย่างไรนั้น พล.อ.เกรียงไกรตอบว่า ต้องถามผู้สื่อข่าว
คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ที่มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน โดยมีตัวแทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมด้วย ได้ออกหนังสือเชิญ สว. ชุดแรกจำนวน 55 คน ให้มารับทราบข้อกล่าวหาตลอดสัปดาห์นี้ (19-21 พ.ค.) และเปิดให้ชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงหลักฐาน รวมถึงให้ถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหา
ในจำนวนนี้มี สว. อยู่ 6 คนที่ถูกนำ "หมายเรียก" ไปแปะประกาศที่หน้าบ้านพักใน กทม. เมื่อ 9 พ.ค.
สว. เหล่านี้ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาหลังพบว่า "มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อ กกต." ว่าได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 มาตรา 77 (1) และมาตรา 62
อลงกต เลี่ยงตอบคำถามสื่อ พูดภาษาฝรั่งเศส-จีน
นอกจากรองประธานวุฒิสภา ยังมี สว. อีกหลายคนเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาตลอดทั้งวัน เฉพาะที่ปรากฏตัวต่อหน้ากองทัพสื่อมวลชนที่ไปปักหลักรอทำข่าวอยู่มีอย่างน้อย 7 จาก 22 คนที่ถูกคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนฯ ออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้ (19 พ.ค.) ทว่ามีหลายคนที่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและตอบข้อซักถามของกับผู้สื่อข่าว
สว. ผู้ถูกกล่าวหาระบุตรงกันว่า ไม่ทราบว่าพฤติการณ์ที่นำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาคืออะไร เพราะเอกสารที่ได้รับในหมายเรียกเป็นการพูด "ภาพรวม" และ "กล่าวอ้างลอย ๆ" จึงขอพบเจ้าหน้าที่ กกต. ก่อน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นายนิพนธ์ เอกวานิช สว. ที่เข้าสภาด้วยคะแนนอันดับ 1 ของกลุ่ม 9 (กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม" เดินทางมายังสำนักงาน กกต. เพราะต้องการ "ขอดูหลักฐานเพิ่มเติม เพราะที่มีการกล่าวหานั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่ชัดเจน" ซึ่งจะขอตอบเป็นลายลักษณ์อักษร
เช่นเดียวกับนายสิทธิกร ธงยศ สว. กลุ่ม 19 (กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ) ที่บอกว่า หนังสือของสำนักงาน กกต. เป็นภาพรวม เป็นการจัดกลุ่มว่าเราอยู่สถานที่นั้นสถานที่นี้ แต่ในตัวข้อกล่าวหาคดีฮั้วไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเราอยู่จังหวัดใด พร้อมแสดงความความมั่นใจในที่มาของตัวเอง
สว. รายนี้ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ดีเอสไอเข้ามาทำคดีให้ กกต. หากได้รับการพิจารณาก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานในการทำคดีเลือกตั้งอื่น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง สส. หรือท้องถิ่น ซึ่งถือเป็น "เครื่องมือในการแทรกแซง กกต." เพราะดีเอสไอมีรัฐมนตรีสังกัดพรรคการเมืองกำกับดูแล หากมาทำคดีเกรงจะเกิดความไม่เป็นธรรม และกรณีนี้เหมือนมีการสอดคล้องและรับลูกกันระหว่างดีเอสไอกับบรรดาผู้เสียผลประโยชน์ ทั้ง สว. สำรอง และ สว. อีกกลุ่มที่ออกมาล่ารายชื่อในตอนนี้
ส่วนที่มีข้อมูลว่าดีเอสไอให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) วิเคราะห์ผลการลงคะแนนเลือก สว. ระดับประเทศ รอบเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ เมื่อ 26 มิ.ย. 2567 โดยพบว่าผู้สมัครราว 1.1 พันคนมีพฤติกรรม "ฮั้ว" นั้น สว.สิทธิกร จาก จ.นครพนม ให้ความเห็นว่า เอไอเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง มันอยู่ที่จุดประสงค์ของผู้ใช้ว่าต้องการอยากได้อะไร และ "ไม่ทราบว่าเอไอที่นำมาใช้ได้รับมาตรฐานหรือมีผู้รับรองหรือไม่ อยู่ ๆ จะมากล่าวอ้างว่าเอไอมีความเที่ยงธรรมอย่างนั้นอย่างนี้... เอไอที่เอามาจับพันกว่าคนได้รับมาตรฐานที่ใด อย่างไร ก็ต้องตอบให้ประชาชนทราบ ไม่ใช่กล่าวอ้างขึ้นมาเฉย ๆ"
บีบีซีไทยถามว่า อะไรทำให้คนลงคะแนนเหมือนกันเป๊ะ ๆ ตาม "โพย" ที่ปรากฏทางหน้าสื่อ นายสิทธิกร ผู้ได้คะแนนเป็นอันดับ 3 ของกลุ่ม 19 ตอบว่า ไม่ทราบ เพราะการลงคะแนนเป็นการลงคะแนนโดยลับ และยังนำกรณีการเลือกสมาชิกเทศบาล (สท.) มาเปรียบเปรยกับการเลือก สว. โดยบอกว่าผู้สมัครหลายเทศบาลก็มากันยกทีม "หากจะเปรียบเทียบกับการตั้งข้อสังเกตว่ามีการกาซ้ำกัน มันก็มีเหตุการณ์เปรียบเทียบได้"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ด้านนายวีระศักดิ์ วิจิตรแสงศรี สว. กลุ่ม 1 (กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) กล่าวยืนยันว่า ไม่กังวล และไม่ได้เตรียมข้อมูลอะไรมาเป็นพิเศษ "ยังมั่นใจในตัวเอง แต่ก็แล้วแต่ กกต. จะพิจารณา"
นายวีระศักดิ์ ที่ถูกเรียกขานว่า "ผู้ว่าฯ ปู" ยังตอบคำถามถึงกระแสข่าวรัฐมนตรีและแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถูกคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนฯ แจ้งข้อกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว. เพิ่มเติม โดยบอกเพียงว่า "ไม่กังวล"
สื่อมวลชนหลายสำนัก อาทิ มติชน เนชั่น รายงานตรงกันว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนฯ ได้ทำหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว. เพิ่มเติม โดยมีรายชื่อออกมาอย่างน้อย 10 คน ในจำนวนนี้มี สว. 3 คน, รมต. 1 คน, อดีตรองประธานสภา 1 คน, นายก อบจ. 1 คน
นายอลงกต วรกี สว. กลุ่ม 20 (กลุ่มอื่น ๆ) ซึ่งเป็น 1 ใน 6 สว. ที่ถูกนำหมายเรียกไปแปะหน้าบ้านพัก และยังเป็นเจ้าของวาทะอันลือลั่น "ผมมีศักดิ์สูงกว่า" ดีเอสไอ ไม่ต้องการตอบข้อซักถามใด ๆ ของสื่อมวลชน จึงเลือกสื่อสารเป็นภาษาต่างประเทศ โดยตอนแรกที่เขาเห็นผู้สื่อข่าว เขาทำท่าเม้มปาก ส่ายศีรษะ ก่อนตอบคำถามเป็นภาษาฝรั่งเศสด้วยประโยคเดิม ๆ ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า "ผมพูดไม่ได้" และ "ผมไม่อยากพูด" ไม่ว่าผู้สื่อข่าวยิงคำถามใดใส่ก็ตาม
เขากล่าวย้ำหลายครั้งว่าจะพูดแต่ภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น และในตอนท้ายยังพูดคุยกับผู้สื่อข่าวเป็นภาษาจีน 1 ประโยค ซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาคดีแต่อย่างใด
ย้อนที่มา สว. ชุดที่ 13 ก่อนกลายเป็น "คดีฮั้วเลือก สว."
สว. ชุดที่ 13 จำนวน 200 คน มาจาก 20 กลุ่มอาชีพ โดยทั้งหมดมาจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพและเลือกไขว้กลุ่มใน 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด จนถึงระดับประเทศ โดยกระบวนการทั้งหมดนี้กินเวลา 47 วันนับจากมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือก สว. เมื่อ 11 พ.ค. 2567 (เฉพาะกระบวนการเลือก 3 ระดับ ใช้เวลา 18 วัน) ก่อนได้ สว. ตัวจริง 200 คน และตัวสำรอง 100 คน
จากผู้สมัคร สว. ทั้งประเทศราว 4.8 หมื่นคน คัดเหลือ 200 คนสุดท้ายเข้าไปทำหน้าที่ ทั้งนี้บุรีรัมย์คือจังหวัดที่ส่งผู้สมัครเข้าสู่ "สภาจันทรา" ได้มากที่สุด 14 คน รองลงมาคือ กทม. มี สว. 9 คน ขณะที่ 13 จังหวัดที่ไม่มีตัวแทน สว. แม้แต่คนเดียว
ทันทีที่ กกต. ประกาศผลคะแนนการเลือกระดับประเทศในรอบ "เลือกไขว้กลุ่ม" ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายเมื่อ 26 มิ.ย. 2567 ทั้งผู้สมัคร ภาคประชาชนที่เป็นผู้สังเกตการณ์กระบวนการเลือก นักวิชาการ และสื่อมวลชนต่างตั้งข้อสังเกตตรงกัน กรณีว่าที่ สว. "หัวตาราง" ได้รับเลือกด้วยคะแนนพุ่งสูง และมีคะแนนเกาะกลุ่มกัน 6-7 อันดับแรก ทิ้งห่างจากว่าที่ สว. ท้ายตาราง 3-4 คนหลัง
จากการตรวจสอบของบีบีซีไทย พบว่า สว. ที่เข้าสภาด้วยคะแนนสูงสุดของประเทศคือ น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สว.กลุ่ม 19 (กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ) ได้ 79 คะแนน รองลงมาคือ นายชินโชติ แสงสังข์ สว.กลุ่ม 7 (กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้างของบุคคล ซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ) ได้ 77 คะแนน ส่วนคนที่ได้คะแนนต่ำสุดในหมู่ 200 คนคือ นายอภินันท์ เผือกผ่อง สว. กลุ่ม 1 (กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง)

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ตลอดปีที่ผ่านมา มีทั้ง สว.สำรอง และผู้สมัคร สว. ยื่นคำร้องต่อ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอให้ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณีมี "โพยฮั้วเลือก สว." หลุดออกมา
คดีการเมือง: กกต. ได้สั่งให้ดำเนินการไต่สวน โดยมอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26 ของสำนักงาน กกต. เป็นผู้รับผิดชอบ
คดีอาญา: ดีเอสไอโดยคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) รับเป็น "คดีพิเศษ" ในความผิดฐานฟอกเงิน และเพิ่มฐานเป็นอั้งยี่ที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. ปี 2567
ขั้นตอนต่อไป
สำหรับขั้นตอนหลังจาก สว. เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในวันนี้ มีดังนี้
- คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนฯ มีเวลา 90 วันในการประมวลข้อเท็จจริงและพิจารณาวินิจฉัย (แต่ขอขยายเวลาได้)
- คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนฯ เสนอความเห็นไปยังเลขาธิการ กกต. โดยมีเวลาพิจารณา 60 วัน
- เลขาธิการ กกต. เสนอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง เพื่อพิจารณากลั่นกรอง
- คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ เสนอความเห็นต่อ กกต. ชุดใหญ่เพื่อพิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการ
- ถ้าที่ประชุม กกต. เห็นว่าไม่จำเป็นต้องสอบเพิ่มเติม เนื่องจากข้อมูลหลักฐานไม่เพียงพอก็ยุติเรื่อง แต่ถ้าพบว่ามีความผิดจริง ก็จะส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งต่อไป เพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
- ถ้าศาลฎีกาฯ มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา จะส่งผลให้ สว. ผู้ถูกกล่าวหาต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ทันที
ที่มา: บีบีซีไทยสรุปจากคำให้สัมภาษณ์ของประธาน กกต. เมื่อ 10 พ.ค. 2568
หากศาลตัดสินว่ากระทำความผิดจริง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 20 ปี
สว. ข้างน้อยชง 3 แนวทางชะลอเฟ้นองค์กรอิสระ
ในระหว่างที่ สว. กลุ่มใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า "สว. สีน้ำเงิน" อย่างน้อย 1 ใน 4 ของวุฒิสภาถูกแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว โดยที่ตัวเลขจริงอาจพุ่งสูงถึง 150 คนตามรายงานข่าวที่ออกมาจากแหล่งข่าวที่อ้างว่าเป็นคณะอนุกรรมการ กกต. ได้ปรากฏความเคลื่อนไหวจาก สว. นอกกลุ่มใหญ่นำโดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส จากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "สว.พันธุ์ใหม่" ในการล่ารายชื่อเพื่อน สว. 1 ใน 10 ของวุฒิสภา หรือ 20 คน เพื่อยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ สว. 200 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ โดยคาดการณ์ว่าการล่าชื่อจะเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้
น.ส.นันทนาให้เหตุผลว่า ขณะนี้ สว. จำนวนมากถูกตรวจสอบโดย กกต. และดีเอสไอ และเชื่อว่าน่าจะมีจำนวนเกินกึ่งหนึ่งที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา นั่นแปลว่าที่มาของ สว. ไม่ชัดเจนว่าถูกต้อง ชอบธรรม สุจริตหรือไม่ หากยังไปร่วมให้ความเห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระ จะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และกระบวนการนี้อาจถูกร้องว่าเป็นโมฆะได้
"ไม่ใช่กระบวนการสีน้ำเงินเซแล้วเราซ้ำ แต่เกรงจะส่งผลเสียรุนแรง และเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เมื่อ สว. เองกำลังถูกตรวจสอบ แต่จะไปเห็นชอบผู้เข้าไปดำรงตำแหน่งใน กกต. อาจจะเป็นในลักษณะต่างตอบแทน เหมือนเลือกผู้พิพากษามาตัดสินคดีของตัวเองจึงมิควร จึงขอร้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องนี้เพื่อความสง่างาม" สว.พันธุ์ใหม่ กล่าว
ด้าน พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ไม่ขอให้ความเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของ สว.นันทนา โดยโยนคำถามกลับไปเพียงว่า "ทำได้หรือเปล่า"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นอกจากแนวทาง "ยืมดาบศาลรัฐธรรมนูญ" ของ น.ส.นันทนา ยังมี สว. เสียงข้างน้อยอีก 2 คนออกมาเสนอความเห็นในทำนองเดียวกันให้ชะลอการเดินหน้าเลือกกรรมการองค์กรอิสระ เพราะเกรงเกิดปัญหา "ผลประโยชน์ทับซ้อน" แต่เลือกใช้วิธีการที่แตกต่างกัน
คนแรกคือ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกกลุ่ม "สว. พันธุ์ใหม่" อยู่ระหว่างล่ารายชื่อเพื่อน สว. เพื่อเสนอญัตติด่วนต่อประธานวุฒิสภา ขอให้ชะลอการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนกว่าจะมีคำตัดสินใจคดีที่ สว. จำนวนมากตกเป็นผู้ถูกร้องและผู้ร้องในขณะนี้
"การชะลอการใช้อำนาจรับรององค์กรที่จะให้คุณให้โทษตัวเอง เป็นเรื่องที่พึงพิจารณา เพื่อหลักประกันความเป็นอิสระและความยุติธรรมของกระบวนการตัดสินและตรวจสอบ"
อีกคนคือ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม "สว. สีขาว" เตรียมเสนอให้ประธานวุฒิสภายับยั้งการบรรจุวาระแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระออกไปก่อนในช่วงที่ สว.จำนวนมากกำลังถูกตรวจสอบโดยดีเอสไอและ กกต. และยังเตรียมทำหนังสือถึงนายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ให้พิจารณากรณีที่วุฒิสภาเร่งรัดเร่งรีบกระบวนการแต่งตั้งองค์กรอิสระด้วย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
การพิจารณาและให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งใน 6 องค์กรอิสระ และ 7 ตำแหน่งในองค์กรอื่นตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ ถือเป็นหนึ่งในอำนาจหน้าที่สำคัญของวุฒิสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ทั้งนี้ตั้งแต่ สว. ชุดที่ 13 เข้ารับตำแหน่งในเดือน ก.ค. 2567 เคย "เห็นชอบ" การแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระไปแล้ว 2 องค์กร ได้แก่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 1 คน, คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 4 คน และ "ตีตก" ไป 3 องค์กร ได้แก่ กรรมการ คตง. 2 คน, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน, ผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คน
นอกจากนี้ยังให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด, ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และอัยการสูงสุด (อสส.) ด้วย
ในระหว่างการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 29-30 พ.ค. นี้ นอกจากวาระพิจารณากฎหมายสำคัญ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ยังบรรจุวาระการตั้ง กมธ.สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรง 3 ตำแหน่งคือ กรรมการ กกต. 1 คน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน และ อสส. 1 คน











