วุฒิสภาตั้งประเด็นอะไร ก่อนโหวต "ตีตกคู่" สิริพรรณ-ชาตรี ชวดนั่งเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

สว.

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, คณะกรรมาธิการเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติฯ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มี พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว. เป็นประธาน นำเสนอรายงานต่อวุฒิสภา 18 มี.ค.
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ที่ประชุมวุฒิสภา "ตีตก" รายชื่อ 2 แคนดิเดตชิงเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แม้ สว. "นอกกลุ่มใหญ่" อภิปรายสนับสนุนการขึ้นบัลลังก์ของ สิริพรรณ-ชาตรี พร้อมเตือนเพื่อนร่วมสภาให้พิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะต้องตอบคำถามของสังคมต่อมติที่ออกมา

การประชุมวุฒิสภาวันนี้ (18 มี.ค.) มีวาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คนแทนตำแหน่งที่ว่าง ผลปรากฏว่า...

วุฒิสภามีมติ "ไม่เห็นชอบ" ให้ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนนเสียง 136 ต่อ 43 เสียง งดออกเสียง 7 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

และมีมติ "ไม่เห็นชอบ" ให้นายชาตรี อรรจนานันท์ อดีตอธิบดีกรมการกงสุล และอดีตเอกอัครราชทูต ประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบันเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนนเสียง 115 ต่อ 47 เสียง งดออกเสียง 22 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง

ในการผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาให้เป็นตุลาการศาล ต้องได้รับคะแนนเห็นชอบจากวุฒิสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ หรือ 100 เสียง จาก 199 คน เมื่อทั้ง 2 คนได้คะแนนเห็นชอบไม่ถึง 100 เสียง จึงถือว่าไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาสูง

สำหรับ ศ.ดร.สิริพรรณ ได้รับการคัดเลือกเพื่อมาแทน ศ.ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งครบวาระตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. 2567 ส่วนนายชาตรีได้รับการคัดเลือกเพื่อมาแทน นายปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งครบวาระตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย. 2567 แต่กฎหมายกำหนดให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่เข้ารับหน้าที่แทน

นี่ถือเป็นรายชื่อแคนดิเดตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คนแรกที่วุฒิสภาชุดที่ 13 มีโอกาสร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบ

วุฒิสภาชุดที่ 13 มีโอกาสพิจารณาแคนดิเดตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, วุฒิสภาชุดที่ 13 มีโอกาสพิจารณาแคนดิเดตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก

เส้นทาง 2 แคนดิเดตตุลาการ ก่อนหยุดลง

สว. มีอำนาจพิจารณาและให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งใน 13 องค์กร แบ่งเป็น ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ 6 องค์กร และองค์กรอื่นตามที่กฎหมายกำหนดไว้ 7 องค์กร

ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ มีตุลาการทั้งหมด 9 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 7 ปี

ทว่านายนครินทร์และนายปัญญาที่ครบวาระไปตั้งแต่เดือน พ.ย. ที่แล้ว นั่งเก้าอี้นานถึง 9 ปี ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 โดยทั้งคู่เป็นตุลาการซึ่งมาจาก "แท่ง" ที่แตกต่างกัน ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ทำให้การสรรหาตุลาการหน้าใหม่ 2 คน ต้องเลือกจาก 2 แท่ง นั่นคือ "แท่งศาสตราจารย์" กับ "แท่งอธิบดี"

กว่าจะถึงวันนี้ ศ.ดร.สิริพรรณ และนายชาตรี ต้องผ่านการพิจารณาอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 8 คน มีนางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน โดยนำข้อมูลจาก 25 ส่วนราชการ/หน่วยงานที่ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม และ 19 หน่วยงานที่ตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์ของผู้สมัคร มาประกอบการพิจารณา

จากนั้นคณะกรรมการสรรหาฯ ได้เชิญผู้สมัครเข้ารับการสัมภาษณ์เมื่อ 10 ม.ค. และลงมติเลือกผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันเดียวกัน โดยผู้สมัครต้องได้รับคะแนนเสียงถึง 2 ใน 3 ของจำนวนคณะกรรมการสรรหาฯ ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ 6 จากทั้งหมด 8 เสียง จึงจะผ่านความเห็นชอบ และนำรายชื่อเสนอวุฒิสภาเมื่อ 20 ม.ค.

ต่อมาที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อ 3 ก.พ. มีมติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม ของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มี พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว. เป็นประธาน โดย กมธ. ประชุมกัน 5 ครั้ง ซึ่งขั้นตอนการทำงานก็คล้ายคลึงกับคณะกรรมการสรรหาฯ โดย กมธ. ทำหนังสือถึง 19 หน่วยงาน เพื่อขอให้ตรวจสอบและส่งข้อมูลประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของแคนดิเดตทั้ง 2 คนมาประกอบการพิจารณา นอกจากนี้ยังส่งรายงานการตรวจสอบไปยังผู้บังคับบัญชา ผู้ร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งในอดีตและปัจจุบันเพื่อสอบทาน

จากนั้น กมธ. ได้เชิญ ศ.ดร.สิริพรรณและนายชาตรีมาให้ข้อมูลและตอบข้อซักถามเมื่อ 6 มี.ค. ทว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ไม่ปรากฎในรายงานผลการตรวจสอบประวัติฯ แต่อยู่ใน "รายงานลับ" ที่ กมธ. แจกให้ สว. ในห้องประชุมเพื่อใช้ประกอบพิจารณา ก่อนเก็บเอกสารกลับไปทำลาย

มีผู้สมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในระหว่าง 11-25 พ.ย. 2567 จำนวน 11 คน แต่บางส่วนขาดคุณสมบัติและขอถอนตัวไปก่อน จึงเหลือ 5 คนเข้าสู่รอบสัมภาษณ์กับคณะกรรมการสรรหาฯ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, มีผู้สมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในระหว่าง 11-25 พ.ย. 2567 จำนวน 11 คน แต่บางส่วนขาดคุณสมบัติและขอถอนตัวไปก่อน จึงเหลือ 5 คนเข้าสู่รอบสัมภาษณ์กับคณะกรรมการสรรหาฯ

สิริพรรณ

ศ.ดร.สิริพรรณ มาในแท่ง ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้องกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ (มาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) )

นักรัฐศาสตร์จากรั้วจามจุรี สนใจ-ศึกษา-สอนวิชาเกี่ยวกับทฤษฎีรัฐศาสตร์สายสถาบันนิยม การเมืองเปรียบเทียบ การออกแบบสถาบันทางการเมือง การสร้างเสริมพลเมือง สิทธิ เสรีภาพ และรัฐธรรมนูญ โดยผลิตผลงานทางวิชาการตลอด 20 ปีในประเด็นดังกล่าว

ผลปรากฏว่า เธอมี ศ. คู่แข่งที่ลงสมัครชิงเก้าอี้ในแท่งนี้อีกเพียง 1 คนคือ ศ.ธงพล พรหมสาขา ณ สกลนคร อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ต่อมาคณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ 8 เสียง ให้เสนอชื่ออาจารย์สิริพรรณ วัย 57 ปี ต่อวุฒิสภาเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

อ.สิ

ที่มาของภาพ, NAPASIN SAMKAEWCHAM/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, สิริพรรณ ตอบคำถามกรรมการสรรหาฯ โดยระบุตอนหนึ่งว่า คิดว่าน่าจะเป็นส่วนผสมที่ดีถ้ามีผู้หญิงในพื้นที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น

ชาตรี

นายชาตรี มาในแท่ง ผู้ทรงคุณวุฒิที่รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี (มาตรา 8 วรรคหนึ่ง (5) )

อดีตนักการทูตวัย 62 ปี เข้าไปเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญไทยในหลายโอกาส อาทิ สนับสนุนการชี้แจงต่อคณะผู้แทนทางการทูต องค์การระหว่างประเทศ และสื่อมวลซนต่างประเทศ รวมทั้งจัดทำคําแปลรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยการรัฐประหาร นอกจากนี้การประจำการที่กรุงเฮก ซึ่งถือเป็น "เมืองหลวงของกฎหมายระหว่างประเทศของโลก" ทำให้ได้ติดตามพัฒนาการกฎหมายระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดและอยู่วงใน ได้เรียนรู้และรับทราบความสำคัญของหลักนิติธรรมระหว่างประเทศที่ใช้ระงับข้อพิพาท

อดีตอธิบดีชาตรีมีคู่แข่งขันอื่นอีก 8 คนสมัครชิงเก้าอี้นี้ แต่มีอยู่ 5 คนที่ตรวจพบว่า "ตกคุณสมบัติ" ตามกฎหมาย และมีอีก 1 คนที่ชิงถอนตัวก่อนรอบสัมภาษณ์ จึงเหลือแคนดิเดตรวม 3 ราย นอกจากนายชาตรี มีนายสราวุธ ทรงศิวิไล อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางราง และอดีตอธิบดีกรมทางหลวง และสุรชัย ขันอาสา อดีตอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อดีตผู้ว่าราชการ 4 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน จันทบุรี พิจิตร และปทุมธานี

แต่คณะกรรมการสรรหาฯ ต้องลงมติกันถึง 3 รอบ กว่าจะได้ชื่อผู้ได้รับการสรรหาในตำแหน่งนี้ เพราะได้คะแนนเสียงไม่ถึง 2 ใน 3 ของจำนวนคณะกรรมการสรรหาฯ

รอบแรก นายชาตรี ได้ 5 เสียง ส่วนนายสราวุธ ได้ 2 เสียง และนายสุรชัย ได้ 1 เสียง

รอบสอง นายชาตรี ได้ 5 เสียง ส่วนนายสราวุธ ได้ 2 เสียง และนายสุรชัย ได้ 1 เสียง

รอบสาม นายชาตรี ได้ 8 เสียงเต็ม

ที่สุดแล้วคณะกรรมการสรรหาฯ จึงเสนอชื่อนายชาตรีต่อวุฒิสภาเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

ในชั้นกรรมการสรรหาฯ ชาตรี อรรจนานันท์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก แสดงวิสัยทัศน์เรื่องการสร้างหลักนิติธรรม

ที่มาของภาพ, ROYAL THAI EMBASSY IN THE HAGUE

คำบรรยายภาพ, ในชั้นกรรมการสรรหาฯ ชาตรี อรรจนานันท์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก แสดงวิสัยทัศน์เรื่องการสร้างหลักนิติธรรม

ม. 112 ปัจจัยสกัดการขึ้นบัลลังก์?

เวทีประชุมวุฒิสภาวันนี้ (18 มี.ค.) ถูกแปรเป็นพื้นที่อภิปรายสนับสนุนผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดย สว. "นอกกลุ่มใหญ่" โดยเฉพาะกรณี ศ.ดร.สิริพรรณ หลังปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สว. หลายคนได้สืบค้นข้อมูลย้อนหลัง จนพบว่า นักรัฐศาสตร์หญิงรายนี้เคยลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ร่วมกับเพื่อนนักวิชาการเมื่อปี 2555 ทำให้เกิดความรู้สึก "ไม่สบายใจ" และส่งต่อข้อมูลนี้ในกลุ่มไลน์ สว. ตั้งคำถามต่อคุณสมบัติและทัศนคติของเธอ

ภายหลังการแถลงรายงานที่เปิดเผยได้ของ กมธ. เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติฯ ชุด พ.ต.อ.กอบ สว. "สีน้ำเงิน" เป็นประธาน ได้เปิดให้สมาชิกอภิปราย จุดที่น่าสนใจคือ สว. ที่บอกว่าตัวเองเป็น "เสียงอิสระ" ทุกกลุ่มต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนแคนดิเดตตุลาการ โดยบางคนได้หยิบยกกรณี 112 ขึ้น

นายปริญญา วงศ์เชิดขวัญ สว. กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ยังเติร์ก" คือคนแรกที่หยิบยกเรื่องนี้มาพูดกลางสภา โดยกล่าวว่า ประเด็นการเมืองที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 อาจต้องไปดูว่าเรื่องอะไร แต่คณะกรรมการสรรหาฯ สรรหามาดีแล้ว ขอให้ดูให้ลึกซึ้ง อย่าตัดสินด้วยความเป็น สว. ว่าวันนี้ท่านนี้ยังไม่ได้มาคารวะเราเลย บางคนคารวะแล้ว บางคนยังไม่คารวะ เขาไม่ต้องคารวะ เราเลือกคนที่ดีมาเพื่อประเทศชาติของเรา

นายปริญญา และ สว. อีกหลายคน อาทิ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ กล่าวเน้นย้ำว่า คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ได้ลงมติเอกฉันท์ 8 เสียง เห็นชอบให้ ศ.ดร.สิริพรรณ ดำรงตำแหน่งตุลาการ จึงถือว่า "ครบถ้วน" และ "ไม่มีข้อตำหนิ" พร้อมกล่าวเตือนเพื่อนร่วมสภาให้หาข้อมูล พิจารณาอย่างรอบคอบ และลงมติด้วยเอกสิทธิ์สมาชิกเอง

ปริญญา วงศ์เชิดขวัญ บอกว่า คณะกรรมการสรรหาฯ สรรหามาให้ สว. แล้ว สิ่งที่พวกเรามาช่วยตรวจสอบ ขอให้วิเคราะห์ อย่าเอนเอียง

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, ปริญญา วงศ์เชิดขวัญ บอกว่า คณะกรรมการสรรหาฯ สรรหามาให้ สว. แล้ว สิ่งที่พวกเรามาช่วยตรวจสอบ ขอให้วิเคราะห์ อย่าเอนเอียง

นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "สว. พันธุ์ใหม่" ไล่เรียงองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาฯ ก่อนชี้ว่า แคนดิเดตตุลาการทั้ง 2 คนผ่านการพิจารณาโดย 3 สถาบันหลัก ทั้งตุลาการ นิติบัญญัติ และองค์กรอิสะ และการที่ ศ.ดร.สิริพรรณ ผ่านการคัดเลือกด้วยมติ 8 ต่อ 0 "แปลว่าไม่มีใครเอ๊ะเลย ไม่มีใครมีข้อกังวลหรือสงสัย และที่สำคัญคือผ่านรอบแรกเลย"

นอกจากนี้เขายังอ่านบันทึกเหตุผลในการเลือก ศ.ดร.สิริพรรณ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมการสรรหาฯ บางส่วน ซึ่งเขาบอกว่าเป็น "ทัศนคติที่ฟังได้และมีน้ำหนักแน่นอน ไม่น่าจะมีมุมมองอะไรแย้งต่อเรา" โดย 3 กรรมการสรรหาฯ พูดถึงอาจารย์สิริพรรณ เอาไว้ ดังนี้

  • นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา: เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ความ เชี่ยวชาญด้านสถาบันการเมือสิทธิเสรีภาพ และรัฐธรรมนูญ ประกอบกับมีทัศนคติและวิสัยทัศน์ที่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
  • นางสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ บุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้ง: มีความสุขุม นำเสนอประเด็นและความเห็นบนข้อเท็จจริง และจากประสบการณ์ที่ ครอบคลุม ตระหนักถึงความสาคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มีความตั้งใจที่จะ ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ตนมีกาลังและความสามารถ
  • นายชาญนะ เอี่ยมแสง บุคคลซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติแต่งตั้ง: เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทัศนคติที่เหมาะสมที่สุด

นายเทวฤทธิ์ยังนำเสนอข้อมูลกรณีมาตรา 112 เพื่อประกอบการพิจารณาของสมาชิกสภาสูง โดยพูดถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน

คนแรกคือ ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่ ศ.ดร.สิริพรรณ จะเข้าไปแทนที่ เคยให้ความเห็นเรื่องมาตรา 112 และเผยแพร่ทางสำนักข่าวอิศราเมื่อปี 2554 ในห้วงเวลาเดียวกับที่ ศ.ดร.สิริพรรณ มีความเห็นต่อมาตรานี้ ทั้งนี้ ศ.ดร.นครินทร์ ระบุว่า มีความจำเป็นต้องแก้บทลงโทษให้เหมาะสมกับกาลสมัย ให้ความเห็นปัญหาจากการมีบทลงโทษที่รุนแรง รวมถึงกระบวนการฟ้องร้องชั้นต้นที่อาจต้องมีการปรับปรุง

"หากประเด็นนี้จะถูกยกเป็นประเด็น ถ้าเช่นนั้นแล้วอาจารย์นครินทร์ก็คงต้องเป็นประเด็นไปก่อนหน้านี้ จึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรเป็นประเด็น"

คนที่สองคือ ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต เคยเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาที่ศึกษาอำนาจของมาตรานี้ มีข้อเสนอให้มีหน่วยงานรับเรื่องฟ้อง เพราะที่ผ่านมาเกิดปัญหาจากการที่ใคร ๆ ก็ฟ้องได้

"ดังนั้นถ้ามีปัญหา มีประเด็น ทั้ง 2 ท่านคงเป็นประเด็นแต่แรก ถ้ามีปัญหา คณะกรรมการสรรหาฯ คงมีปัญหา มีประเด็นแต่แรก ไม่ผ่านมา 8-0 ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกพิจารณาไตร่ตรองให้ดี เพราะการลงมติครั้งนี้ต้องตอบคำถามของสังคมให้ได้ และคิดว่าน้ำหนักคณะกรรมการสรรหาฯ น้ำหนักจากสิ่งที่เคยปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ก็มีน้ำหนักหนักแน่น ต้องนำมาประกอบการพิจารณา" นายเทวฤทธิ์กล่าว

เทวฤทธิ์ มณีฉาย ยกบันทึกความเห็นของประธานศาลฎีกาที่พูดถึง ศ.ดร.สิริพรรณ ว่า “เหมาะสมอย่างยิ่ง” มาแปลความหมายว่า “ไม่มีใครเกิน และเป็นทัศนคติที่ฟังได้และมีน้ำหนักแน่นอน”

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, เทวฤทธิ์ มณีฉาย ยกบันทึกความเห็นของประธานศาลฎีกาที่พูดถึง ศ.ดร.สิริพรรณ ว่า "เหมาะสมอย่างยิ่ง" มาแปลความหมายว่า "ไม่มีใครเกิน และเป็นทัศนคติที่ฟังได้และมีน้ำหนักแน่นอน"

สว. ชี้ "สเปกระดับเทพ"

นอกจากนี้มี สว. อภิปรายสนับสนุนความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของแคนดิเดตตุลาการ อาทิ นายมานะ มหาสุวีระชัย กล่าวว่า ศ.ดร.สิริพรรณ เป็นคนที่แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ อย่างเปิดเผย มีเหตุมีผลเป็นที่ประจักษ์ และ "มีสเปกระดับเทพ ผ่านกระบวนการสรรหาอย่างสง่างาม ดังนั้นผมคิดว่าคงเป็นเรื่องตลกที่หัวเราะไม่ออกถ้าอาจารย์สิริพรรณจะสอบตกในรอบนี้"

น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ ผู้ออกตัวว่าเป็น "ศิษย์เก่า" คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นาน 8 ปี บอกว่า แม้ไม่เคยเรียนกับ ศ.ดร.สิริพรรณ แต่เธอพรรณนาถึงนักวิชาการรายนี้ว่า เป็นผู้มีเกียรติ์ มีคุณค่า เป็นคนดีอย่างยิ่ง มีความเป็นกลางทางวิชาการ ดำรงตนในฐานะแม่พิมพ์อย่างดียิ่ง ประพฤติตนอยู่ในกรอบแห่งจริยธรรมครบถ้วนสมบูรณ์ และการเป็น ศ. ในสาขาวิชารัฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีผลงานทางวิชาการเชิงประจักษ์

เธอกล่าวว่า คนที่ทำงานเพื่อสาธารณะมักมีประเด็นทุกครั้ง เวลาพูดหรือทำอะไรมักมี 2 ด้านเสมอคือเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย คนไม่พูดคือไม่ผิดใช่หรือไม่ คนทำคนไม่ทำอะไรคือไม่ผิดใช่หรือไม่ ประเทศไทยเราต้องการให้คนไม่ทำอะไรเข้ามาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

"สิ่งที่อาจารย์สิริพรรณทำ เคยถูกตั้งคำถาม แต่อาจารย์ก็ชี้แจงได้ว่าเป็นเหตุผลทางวิชาการ คนไม่ทำอะไร ไม่เคยด่างพร้อย ไม่เคยถูกตั้งคำถาม ไม่เคยถูกร้องเรียนเลย ควรมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เราอยากได้คนที่เพิกเฉยต่อสาธารณะเพิกเฉยต่อประเทศชาติมาทำงานในตำแหน่งที่สูงของประเทศ ขององค์กรอิสระหรือ" สว. รัชนีกร กล่าว

เช่นเดียวกับนางอังคณา นีละไพจิตร ที่ให้ความเห็นว่า ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นคนทำงาน เป็นที่รู้จัก มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ คนเหล่านี้มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ หลายคนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีซึ่งเป็นธรรมดาสำหรับคนที่ทำงานเพื่อสาธารณะและเพื่อประโยชน์ของสังคม

ในฐานะอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่เคยถูกเลือกมาก่อน นางอังคณาเห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือวุฒิสภาต้องมีเหตุผลที่สามารถอธิบายต่อสังคมได้

"ดิฉันจึงอยากเห็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีสัดส่วนทางเพศ และอยากเห็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน เพราะเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องสำคัญ และต่อไปในการพิจารณาคัดเลือกองค์กรอิสระ ดิฉันอยากเห็นคนที่ทำงานโดยที่ไม่กลัว ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่กลัวการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี แต่เอาตัวเองเป็นหลักในการที่จะปกป้องคนอื่น จึงอยากให้สมาชิกเลือกด้วยความรอบครอบและเป็นอิสระ" นางอังคณากล่าว

วุฒิสภาไม่ชะลอโหวตตามข้อเสนอ นันทนา

การประชุมรับรอง 2 แคนดิเดตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ สว. เกินกว่าครึ่งสภากำลังถูกตรวจสอบที่มาและคุณสมบัติตามกฎหมาย ทั้งจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ก่อนเข้าสู่วาระนี้ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. "พันธุ์ใหม่" ชิงเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้วุฒิสภาชะลอการลงมติเลือก 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่า ถ้ายังดึงดันจะลงมติต่อไปอาจส่งผลต่ออนาคตของผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการซึ่งอยู่ในวาระ 7 ปี "อาจพิจารณาเป็นโมฆะได้หากผู้ลงมติขาดคุณสมบัติ" และ "เพื่อให้การทำหน้าที่ของวุฒิสภาสง่างาม ไม่ตกเป็นจำเลยสังคม" ท่ามกลางเสียงคัดค้านจาก สว. กลุ่มใหญ่ที่ถูกเรียกขานว่า "สว. สีน้ำเงิน" หลายคนลุกขึ้นกล่าวยืนยันว่าวุฒิสภามีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และขณะนี้ก็ยังไม่มีองค์กรใดชี้ขาดว่าสมาชิกคนใดขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม หรือสั่งให้วุฒิสภาหยุดปฏิบัติหน้าที่

"ประชาชนที่ดูอยู่ พวกเราพร้อมรับการตรวจสอบ ไม่ใช่เราปฏิเสธการตรวจสอบ แต่วันนี้มีหน่วยงานไหนที่มีอำนาจเหนือวุฒิสภามีคำสั่งออกมาหรือยังว่าให้พวกเราหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีสิ่งไหนที่เราดำเนินการผิดระเบียบตามรัฐธรรมนูญสักข้อไหม" นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร แกนนำ สว. สีน้ำเงิน กล่าวและเน้นย้ำว่า "เราไม่ได้ดำเนินการอะไรนอกรัฐธรรมนูญ"

นันทนา นันทวโรภาส ถามสมาชิกว่า “ทุกท่านหลับสบายไหม กังวลต่อสถานภาพของท่านหรือไม่ ได้ยินเสียงสะท้อนจากโซเชียลและสังคมรอบด้านที่พูดถึงที่มาของท่านหรือไม่” ในระหว่างเสนอให้ชะลอการโหวตเลือกศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, PR SENATE

คำบรรยายภาพ, นันทนา นันทวโรภาส ถามสมาชิกว่า "ทุกท่านหลับสบายไหม กังวลต่อสถานภาพของท่านหรือไม่ ได้ยินเสียงสะท้อนจากโซเชียลและสังคมรอบด้านที่พูดถึงที่มาของท่านหรือไม่" ในระหว่างเสนอให้ชะลอการโหวตเลือกศาลรัฐธรรมนูญ

พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานที่ประชุมวินิจฉัยว่าเป็นญัตติของ น.ส.นันทนา เป็นญัตติที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงไม่รับญัตติ เพราะขณะนี้ถือว่าวุฒิสภามีอำนาจหน้าที่เต็มที่จะปฏิบัติงานได้ และให้เดินหน้าพิจารณาตามระเบียบวาระทันที ถึงแม้ น.ส.นันทนา จะร้องขอให้เปิดโหวตว่าวุฒิสภาจะรับญัตติของเธอไว้พิจารณาหรือไม่ก็ตาม

การประชุมนัดนี้แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก เป็นการเสนอรายงานที่เปิดเผยได้ของ กมธ. และให้สมาชิกอภิปรายเฉพาะส่วนเปิดเผย ใช้เวลาราว 1 ชม. ช่วงที่สอง เป็นการประชุมลับ โดยพิจารณารายงานลับของ กมธ. ใช้เวลา 2.20 ชม. ก่อนเปิดให้ สว. ลงคะแนนลับ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ได้โหวตคว่ำชื่อ 2 แคนดิเดตในที่สุด

ผลที่ตามมาหลังจากนี้

แม้ชื่อของ 2 แคนดิเดตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะตกไปกลางสภาสูง แต่ไม่กระทบต่อการทำหน้าที่พิจารณาคดีต่าง ๆ ในศาลรัฐธรรมนูญ เพราะทั้ง ศ.ดร.นครินทร์ และนายปัญญา ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่และมีอำนาจเต็มทุกประการ จนกว่าจะมีตุลาการคนใหม่เข้ารับหน้าที่ ทำให้องค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญยังอยู่ครบ 9 คนดังเดิม

ส่วนขั้นตอนเฟ้นหาตุลาการหน้าใหม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ โดยคณะกรรมการสรรหาฯ ที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ต้องออกประกาศรับสมัครบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดกรอบเวลาในการรับสมัคร และมอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะหน่วยธุรของคณะกรรมการสรรหาฯ ดำเนินการ ทั้งเรื่องการเผยแพร่ประกาศ, ประชาสัมพันธ์ข่าวการรับสมัคร, เปิดรับสมัคร, ประกาศรายชื่อผู้สมัคร, จัดส่งรายชื่อผู้สมัครไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งข้อมูลเข้ามาด้วย ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกโดยคณะกรรมการสรรหาฯ เพื่อหา 2 ชื่อสุดท้าย แล้วเสนอวุฒิสภาเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

อย่างไรก็ตามทั้ง ศ.ดร.สิริพรรณ และนายชาตรี ไม่สามารถสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นตุลาการได้อีก ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 12 วรรคเก้า