หากจำลองตัวเองเป็นเอไอ เดธบอท (AI deathbot) แอปฯ ที่ให้บริการจะเลียนเสียงและบุคลิกตัวเราได้เหมือนไหม ?

ที่มาของภาพ, Dr Jenny Kidd
หากบุคคลอันเป็นที่รักของคุณตายลงในวันพรุ่งนี้ คุณจะยังอยากพูดคุยกับพวกเขาต่อไหม ?
ไม่ใช่การพูดคุยผ่านความทรงจำหรือข้อความที่เก็บบันทึกไว้ แต่เป็นการคุยผ่านปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) ด้วยแชทบอทที่ใช้ข้อความของพวกเขา อีเมล และบันทึกข้อความเสียง โดยตอบกลับด้วยโทนเสียงและสไตล์การพูดของพวกเขาเอง
ปัจจุบันมีบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เสนอบริการดังกล่าวในฐานะส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรม "ชีวิตหลังความตายทางดิจิทัล" (digital afterlife) ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านปอนด์ (4.28 ล้านล้านบาท) โดยผู้ใช้บริการบางคนใช้ช่องทางนี้เพื่อจัดการกับความโศกเศร้าหลังบุคคลอันเป็นที่รักจากโลกนี้ไป
ดร.เจนนี คิดด์ จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ เป็นหัวหน้าคณะวิจัยที่ศึกษาสิ่งที่เรียกว่า "เดธบอท" (deathbots) หรือบอทแห่งความตาย เธอได้ตีพิมพ์งานวิจัยในวารสารวิชาการเกี่ยวกับความทรงจำ จิตใจ และสื่อ ของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และได้อธิบายผลการวิจัยว่าทั้ง "น่าทึ่งและน่าหวาดหวั่น"
ความพยายามในการสื่อสารพูดคุยกับคนที่ตายไปแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่
ตั้งแต่การเข้าทรงและการใช้ร่างทรงเพื่อสื่อสารผ่านจิตวิญญาณ แนวทางลักษณะคล้ายกันเหล่านี้มีอยู่แล้วมาหลายศตวรรษ
ทว่าเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขั้น เอไอมีศักยภาพที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้ใกล้เคียงกับความจริงมากขึ้นและทำให้มันเข้าถึงได้มากกว่าเดิม

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อปี 2024 เจมส์ วลาฮอส เล่าให้บีบีซีฟังถึงวิธีการที่เขาบันทึกเสียงของพ่อและสร้างแชทบอทเอไอหลังจากได้รับข่าวร้ายว่าพ่อกำลังจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
เขาบรรยายถึงความมหัศจรรย์ของการรักษาความทรงจำเกี่ยวกับพ่อเอาไว้ และถึงแม้ว่าจะไม่สามารถลบความเจ็บปวดจากการจากไปของพ่อได้ แต่เขาบอกว่า "ผมมีบทคัดย่อแบบโต้ตอบได้ที่ยอดเยี่ยมอันนี้ที่ผมสามารถหันไปพึ่งพาได้"
กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า เวิร์กเพลซ บีรีฟเมนต์ (Workplace Bereavement) ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนผู้ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในที่ทำงานกล่าวว่า พวกเขายังไม่พบเห็นการใช้งานบอทที่จำลองผู้เสียชีวิตกันอย่างแพร่หลายนัก แต่พบว่าผู้คนแสดงความสนใจต่อตัวเดธบอทพวกนี้มากขึ้น
"เดธบอทและเครื่องมือเอไอเหล่านี้จะดีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ป้อนเข้าไป" แจกเคอลีน กันน์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มสนับสนุนกล่าว
"พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือปรับตัวเหมือนความรู้สึกความโศกเศร้า สำหรับบางคนแล้ว สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นทางผ่านก้าวหนึ่ง แต่ไม่อาจเป็นจุดหมายปลายทางได้"
"ความโศกเศร้าเป็นการตอบสนองส่วนตัวอย่างลึกซึ้งของมนุษย์ มันจำเป็นต้องใช้เวลา ความเข้าอกเข้าใจ และการเชื่อมต่อกับมนุษย์ด้วยกัน"
คณะวิจัยของ ดร.เจนนี คิดด์ แห่งมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ศึกษาวิจัยร่วมกับ อีวาน เนโต แมคอะวอย จากมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน และเบธาน โจนส์จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์เช่นเดียวกัน ดร.คิดด์ได้สำรวจการทำงานของเทคโนโลยีเหล่านี้โดยลงไปทดลองใช้จริง
พวกเขาได้ศึกษาว่าระบบของเอไอถูกออกมาอย่างไรเพื่อเลียนเสียงต่าง ๆ รูปแบบการพูด รวมถึงบุคลิกภาพของคนที่ตายไปแล้วด้วยการใช้ข้อมูลดิจิทัลที่หลงเหลืออยู่
แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วจะมีการโฆษณาทางการตลาดว่าเดธบอทเป็นแหล่งของความสบายใจและการเชื่อมต่อ แต่เหล่านักวิจัยกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้อาศัยความเข้าใจที่เรียบง่ายเกี่ยวกับความทรงจำ อัตลักษณ์ และความสัมพันธ์

ที่มาของภาพ, Dr Jenny Kidd
ความสนใจของ ดร.คิดด์ในเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งในขณะนั้นมีภาพถ่ายที่สร้างขึ้นจากเอไอถาโถมท่วมไปทั้งโซเชียลมีเดีย
ตอนนั้นผู้คนต่างก็อัปโหลดภาพถ่ายเก่า ๆ ของบรรพบุรุษ แล้วเฝ้าดูพวกเขากะพริบตา ส่งยิ้ม และขยับศีรษะราวกับว่าซอฟต์แวร์กำลัง "ชุบชีวิต" คนที่พวกเขารักขึ้นมาใหม่
"อะไรพวกนี้มันน่าขนลุก แต่ก็ค่อนข้างดูน่าสนใจด้วยเหมือนกัน" ดร.คิดด์ กล่าว
"ทันใดนั้นภาพที่ทำขึ้นจากเอไอพวกนี้ก็ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง และผู้คนนับล้านต่างก็แชร์ต่อ ๆ กัน"
"มันคือการที่พวกเราบังเอิญก้าวเข้ามาสู่การฟื้นคืนชีพโดยใช้เอไอในตอนนั้น"
"สำเนียงของฉันฟังดูคล้ายกับคนออสเตรเลีย"
ทีมนักวิจัยตัดสินใจทดสอบเดธบอทบางตัวด้วยตัวของพวกเขาเองและสำรวจการทำงานของแพลตฟอร์มเอไอเชิงพาณิชย์อีก 4 แพลตฟอร์ม
"มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่เราต้องปฏิสัมพันธ์กับตัวเองในลักษณะนั้นแต่ก็ไม่พอใจอย่างยิ่ง ด้วยข้อจำกัดทางโทคโนโลยีของแพลตฟอร์มเหล่านั้นในขณะนั้น" ดร.คิดด์ กล่าว
ในการทดลองหนึ่ง ดร.คิดด์ใช้ข้อมูลเสียงของเธอสร้างแชทบอทขึ้นมา
"เสียงมันดูไม่เหมือนฉันเลยค่ะ อันที่จริงแล้ว สำเนียงคำพูดค่อนข้างจะคล้ายคนออสเตรเลียเลยทีเดียว" เธอกล่าวเสริม
ดร.คิดด์เชื่อว่าเทคโนโลยีจะมีการปรับปรุงและพัฒนาขึ้น แต่ก็ยังสงสัยว่าตลาดที่มีความต้องการบอทแบบนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นจริงหรือไม่
"เรามีพิธีกรรมและประเพณีที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับความตายอยู่แล้วมากมาย"
"ข้อเท็จจริงที่ว่าในแวดวงนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงอาจบ่งชี้ว่าตลาดความต้องการสิ่งนี้ไม่ได้มีมากนัก"
เมื่อถามว่าแล้วพวกเขากลุ่มนักวิจัยอยากจะให้ครอบครัวสร้างพวกเขาแบบดิจิทัลขึ้นมาหลังจากเสียชีวิตไปแล้วหรือไม่ ทีมนักวิจัยกลุ่มนี้มีความรู้สึกปะปนกันไป
"ความรู้สึกแรกของฉันก็คือ ถ้าพวกเขาอยากทำแบบนั้นและมันเป็นการเล่นสนุก ก็ไม่เป็นไร" ดร.คิดด์กล่าว
"แต่หากจะมีความเป็นไปได้ในด้านใดด้านหนึ่ง ก็น่าจะเป็นในอนาคตอย่างแน่นอน บุคลิกของคนเรายังคงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ หรือไม่ก็อาจจะพูดสิ่งที่ฉันเองไม่มีทางพูดออกมา หรือมีความยึดติดจงรักภักดีกับอะไรบางอย่างที่ฉันไม่เคยเป็นมาก่อนเลย และนั่นมันเริ่มจะบิดเบือนความทรงจำที่แท้จริงของผู้คนเกี่ยวกับตัวฉันและคุณค่าของฉัน เมื่อนั้นฉันคิดว่าฉันคงมีปัญหาใหญ่มาก"
ด้าน ดร.เนโต แมคอะวอย กล่าวว่าเธอไม่ได้รู้สึกกังวลใจเป็นพิเศษ
"ฉันไม่ใช่เป็นคนเคร่งศาสนาอะไรและฉันไม่ได้คิดอะไรมากเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย เมื่อฉันตายขึ้นมาจริง ๆ แล้วใครจะแคร์ล่ะ ?"
"หากว่ามันช่วยพวกเขาได้ แต่มันก็อาจถูกตีความผิดได้แน่นอน แล้วฉันอยากให้ครอบครัวของฉันจ่ายเงินเพื่อสิ่งนี้ไหม ฉันไม่รู้หรอก มันซับซ้อนทีเดียว"































