ปลาดิบคำสุดท้ายของคนรักซูชิในฮ่องกง ก่อนการแบนอาหารทะเลจากญี่ปุ่น

ที่มาของภาพ, GEtty images
"ฉันจะกินอาหารญี่ปุ่นต่อไป... มันเป็นอาหารที่ฉันเสพติด" นายโฮ ชาวฮ่องกง กล่าวระหว่างยืนอยู่หน้าภัตตาคารอาหารทะเลที่มาจากญี่ปุ่น
โฮ เป็นหนึ่งในชาวฮ่องกงจำนวนมากที่แห่ไปกินซูชิและซาซิมิที่ร้านอาหารญี่ปุ่นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
อาหารทะเลจากญี่ปุ่นเป็นอาหารยอดนิยมในฮ่องกง แต่ทางการได้ประกาศคำแนะนำการบริโภคล่าสุด ไม่กี่วันก่อนที่ญี่ปุ่นจะเริ่มปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลงทะเล
ญี่ปุ่นประกาศเริ่มปล่อยน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดและถูกเจือจางเพื่อลดระดับสารกัมมันตภาพรังสีลงสู่ทะเลในเวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 24 ส.ค. การประกาศนี้สร้างความโกรธเคืองให้กับประเทศเพื่อนบ้านหลายชาติ
หลังการประกาศของญี่ปุ่นไม่กี่ชั่วโมง รัฐบาลจีนประกาศสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นทั้งประเทศ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นปกป้องผู้บริโภคในประเทศจีน
"เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางอาหาร จากการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสี... และเพื่อปกป้องผู้บริโภคชาวจีน และเพื่อให้มั่นใจว่าอาหารนำเข้าทั้งหมดปลอดภัย กรมศุลกากรได้ตัดสินใจระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางทะเล (รวมถึงสัตว์ทะเลสด) ที่มาจากญี่ปุ่นทั้งหมด ตั้งแต่ 24 ส.ค. 2023 เป็นต้นไป" แถลงการณ์จากกรมศุลกากรจีนระบุ
มีการคาดการณ์ด้วยว่า การสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นจะถูกบังคับใช้ในฮ่องกงด้วยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
การสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลดังกล่าวของจีน สร้างผลกระทบมหาศาลต่อการส่งออกอาหารทะเลของญี่ปุ่น เนื่องจากจีนและฮ่องกงซื้ออาหารทะเลจากญี่ปุ่นเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของการส่งออกอาหารทะเลทั้งหมด หรือราว 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ที่มาของภาพ, EPA
ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในจีนต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับการปล่อยน้ำเสียจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่น บางคนกังวลถึงผลกระทบระยะยาวต่อปลาที่ถูกส่งออกไปยังภัตตาคารทั่วโลก
"ประเด็นไม่ใช่เพียงแค่ว่าอาหารทะเลปลอดภัยสำหรับการบริโภคหรือไม่ แต่การหมุนเวียนของกระแสน้ำแปลว่าเรื่องนี้จะสร้างผลกระทบไปทั่วโลก" ผู้ใช้โซเชียลมีเดียรายหนึ่งเขียนบนเว็บไซต์สังคมออนไลน์เว่ยป๋อ (Weibo) ที่ใช้ในจีน
โกลบอลไทม์ส สื่อที่ทางการจีนหนุนหลัง ได้เผยแพร่ภาพการ์ตูนที่วาดภาพดาวเคราะห์ เป็นหัวของมนุษย์กำลังถูกวางยาพิษจากน้ำสีน้ำตาลที่มาจากญี่ปุ่น โดยมีธงชาติญี่ปุ่นและและบริษัท เทปโก ผู้บริหารจัดการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ปรากฏอยู่ในภาพวาดการ์ตูนด้วย
ในสังคมออนไลน์เว่ยป๋อ ยังมีการทำโพลสำรวจความคิดเห็นจากผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งผลตอบรับออกมาในทางเดียวกัน นั่นคือต่อต้านการปล่อยน้ำจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นได้เตรียมการรับมือผลกระทบดังกล่าวไว้ก่อนหน้าแล้ว
เจแปนไทม์ส รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นระบุในปี 2021 ว่าจะรับซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเพื่อช่วยเหลือชาวประมงหากการปล่อยน้ำจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ เกิดผลกระทบด้านลบต่อการส่งออกอาหารทะเล ทางการจะก่อตั้งกองทุนสำหรับการซื้ออาหารทะเลจากแถบฟุกุชิมะ ตลอดจนพื้นที่อื่นของญี่ปุ่น
อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้คาดการณ์ไว้ก่อนหรือไม่ ว่าจะถูกจีนแบนการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางทะเลจากทั้งประเทศเช่นนี้
ทั้งนี้ แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะกล่าวว่าการปล่อยน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วดังกล่าวจะไม่ทำให้มีกัมมันตภาพรังสีในทะเลมากไปกว่าเดิม แต่การแบนอาหารทะเลญี่ปุ่นดังกล่าวของจีนก็ยังเกิดขึ้น
แผนการปล่อยน้ำจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ได้รับการรับรองจากหน่วยงานติดตามด้านนิวเคลียร์ของสหประชาชาติแล้ว โดยมีข้อสรุปว่าผลกระทบที่จะเกิดกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อมนั้นมีเพียงเล็กน้อย

ที่มาของภาพ, EPA
ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์หลายคนระบุว่า ข้อกังวลถึงผลกระทบจากน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วต่ออาหารทะเล "ไม่มีพื้นฐานจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ"
ศ.จิม สมิธ อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยพอร์ทสมัธ ระบุว่าปริมาณของรังสีที่เข้าสู่ตัวมนุษย์จะ "น้อยมาก" หากการปล่อยน้ำเสียเป็นไปตามแผนที่วางไว้
"มนุษย์จะได้รับรังสีน้อยกว่าเป็นพันเท่า เมื่อเทียบกับรังสีที่ได้รับจากธรรมชาติอยู่แล้วในแต่ละปี" ศ.สมิธ ระบุ
รศ.มาร์ก โฟร์แมน ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีนิวเคลียร์จากสวีเดน ระบุว่า คนที่รับประทานอาหารทะเลในปริมาณมากจะได้รับปริมาณรังสีในระดับต่ำ คิดเป็นประมาณ 0.0062-0.032 ไมโครซีเวิร์ต (microSv) ต่อปี
โดยปกติแล้วปริมาณรังสีที่มนุษย์รับได้อย่างปลอดภัยจะอยู่ที่ประมาณหลายหมื่นเท่าจากจำนวนข้างต้น นั่นคือรับได้จนถึงระดับ 1,000 ไมโครซีเวิร์ต (microSv) ต่อปี
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญเช่นนี้ แต่ก็ยังมีความหวาดกลัวจากหลายฝ่าย
กลับไปที่ฮ่องกง หญิงอีกรายที่กำลังรอคิวเข้าร้านอาหาร มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นเมื่อรับประทานอาหารทะเลจากญี่ปุ่น
"เชง" กินอาหารญี่ปุ่นเป็นประจำทุกสัปดาห์ แต่ตอนนี้เธอกำลังวางแผนที่จะเลิกกินไปก่อนและติดตามสถานการณ์ไปอีก 6 เดือน ระหว่างนี้เธอจะเปลี่ยนไปกินอาหารทะเลจากนอร์เวย์หรือไม่ก็เกาหลีใต้แทน
ส่วน "อา ยัม" อีกคนที่บีบีซีได้พูดคุยบอกว่า เธอไม่คิดว่าการปล่อยน้ำจากโรงไฟฟ้าญี่ปุ่นจะทำให้เธอแปรเปลี่ยนความชอบที่มีต่ออาหารญี่ปุ่นได้ และยังให้คะแนนความชอบอาหารญี่ปุ่นที่ 9.5 เต็ม 10
"คุณชอบมัน ก็แค่กินมัน มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้"











