โควิด-19 : หนึ่งปีโอมิครอน แพทย์เตือนระวังระบาดซ้ำรอยเดิม

ที่มาของภาพ, Getty Images
ถ้านับถึงปลายปี 2565 ก็จะเป็นเวลาประมาณหนึ่งปีมาแล้วที่องค์การอนามัยโลกประกาศให้เชื้อโควิดกลายพันธุ์ชนิดใหม่ที่พบทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลและให้ชื่อว่าโอมิครอน โดยประเทศแอฟริกาใต้ได้รายงานการพบเชื้อนี้ไปยังองค์การอนามัยโลกเมื่อ 24 พ.ย. 2564 หลังจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจพบการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิดชนิดใหม่ ซึ่งมีการกลายพันธุ์อย่างรุนแรงในยีนหลายสิบตำแหน่ง และทำให้เกรงว่าเชื้อกลายพันธุ์ชนิดนี้จะระบาดได้ง่ายและเป็นอันตรายกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ที่โลกเคยพบมา
โอมิครอนถือเป็นเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ ชนิดที่ 5 ที่องค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวล ต่อจากสายพันธุ์อัลฟา เบตา แกมมา และเดลตา
หลังจากที่องค์การอนามัยโลกประกาศว่าโอมิครอนเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลเพียงไม่กี่วัน ไทยก็ประกาศว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้ในประเทศเป็นคนแรกเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 ส่วนในระดับโลกนั้นภายในเวลาเพียงไม่ถึงสี่สัปดาห์ก็พบเชื้อโอมิครอนทั่วโลก และกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดแทนที่สายพันธุ์เดลตา
ตอนนั้นหลายประเทศที่กำลังคิดว่ารับมือกับโควิด 19 ได้แล้ว ก็ต้องพบกับความกังวลรอบใหม่จากเชื้อโอมิครอน ส่วนคนทั่วไปที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเพราะเจ็บป่วยจากหลายโรค แต่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ก็พบว่ามีจำนวนมากที่ติดเชื้อโอมิครอน จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และเสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลก
องค์การอนามัยโลกบอกว่าผลกระทบจากโอมิครอนนั้นชัดเจนมาก แม้ว่าอาการป่วยจากการติดเชื้อโอมิครอนจะไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์เดลตา แต่ยอดผู้เสียชีวิตจากเชื้อโอมิครอนทั่วโลกก็ถือว่าไม่น้อย นอกจากนี้การตรวจหาเชื้อโควิด 19 ที่ทำกันน้อยลง นั่นหมายความว่าทั่วโลกประเมินตัวเลขผู้ติดเชื้อที่แท้จริงต่ำกว่าความเป็นจริง
นอกจากนี้เชื้อโอมิครอนมีการกลายพันธุ์อยู่ตลอด ถึงขณะนี้ก็มีสายพันธุ์ย่อย และสายพันธุ์ลูกผสม กว่า 500 สายพันธุ์ที่แพร่กระจายอยู่ทั่วโลก แต่ยังไม่มีสายพันธุ์ย่อยไหนที่ถือว่าน่ากังวล ลักษณะของเชื้อโอมิครอนจะแพร่เชื้อได้ง่าย และเชื้อโรคจะขยายตัวอยู่บริเวณระบบทางเดินหายใจส่วนบน แต่ไม่ได้ทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการหนักเท่ากับสายพันธุ์ที่น่ากังวลอื่น ๆ แต่อาการจะคล้าย ๆ กัน คือมีน้ำมูกไหล ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย จาม และเจ็บคอ
สิ่งเดียวที่ดูจะเป็นประเด็นสำหรับสายพันธุ์ย่อยพวกนี้ก็คือมันสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของคนเราได้เก่งขึ้น นั่นก็หมายความว่าประเทศต่าง ๆ ยังคงต้องมีมาตรการรับมือกับเชื้อโอมิครอนอยู่ต่อไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
ที่เมืองไทย ตั้งแต่ต้นปี 2565 มาแล้ว ที่เชื้อโอมิครอนเป็นเชื้อไวรัสโรคโควิดที่ระบาดแทนสายพันธุ์เดลตา ในตอนนั้นผู้เชี่ยวชาญบางคนออกมาเตือนว่าความที่เชื้อกลายพันธุ์โอมิครอนแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณ และจากการที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังได้รับวัคซีนโควิดเพียงสองเข็มจึงทำให้น่าห่วงว่าการระบาดจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ขยับมาในช่วงกลางปี วันที่ 1 ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงหลังการระบาดใหญ่ ก็พบว่าเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 เป็นสายพันธุ์ที่ระบาดมากในไทย แซง BA.1 และ BA.2 และยังมีความรุนแรงมากกว่าด้วย โดยพื้นที่ที่พบมาก ๆ คือ กทม.
ตอนนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังแนะนำให้จับตาโอมิครอนสายพันธุ์ BA.2.75 ซึ่งมีการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้น 9 ตำแหน่งจากสายพันธุ์ย่อย BA.2 ฃึ่งอาจทำให้เกิดการหลบภูมิคุ้มกัน ทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น และการกลายพันธุ์บางจุดทำให้ไวรัสจับกับเซลล์ปอดและรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้นด้วย ทำให้เพิ่มโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อ นอกจากนี้ยังพบว่าภูมิคุ้มกันที่จะทำลายเชื้อใน BA.1 เมื่อไปเจอ BA.2.75 พบว่าภูมิคุ้มกันลดลงด้วย
ณ เดือนธันวาคม 2565 ผู้ติดเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ BA.2.75 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 40 กว่าแปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ระบาดในอเมริกาและยุโรปก็พบในไทยด้วย แต่ถึงอย่างนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์บอกว่ายังเป็น small wave คือระบาดไม่มากอยู่

ที่มาของภาพ, นิธิพัฒน์ เจียรกุล
อย่างไรก็ดี รศ.ดร.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มองสภาพการณ์ปัจจุบันด้วยความเป็นห่วง
เขาชี้ว่าขอบเขตของปัญหาอาจจะเริ่มต้นจากการระบาดไม่มากนัก แต่ต้องไม่ลืมว่าในขณะนี้มีบุคลากรทางการแพทย์เพียง 3-5% ที่รับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโควิดที่ตกค้างและที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในแต่ละวัน ซึ่งส่วสนใหญ่เป็นกลุ่มคนเปราะบาง มีโรคเรื้อรัง และต้องใช้เวลาในการดูแลรักษานาน
“เราก็กลัวว่าถ้าปล่อยให้สถานการณ์เพิ่มมากขึ้น มันก็จะย้อนเป็นหนังม้วนเก่าไปเหมือนช่วงที่เกิดพีคแรกของโอมิครอน เมื่อเดือนเมษายน และมิถุนายน สองระลอกย่อยนั้น ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เราเห็นภาพผู้ป่วยตกค้าง ผู้เสียชีวิตในชุมชน อย่างทุกวันนี้ก็เห็นตามสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตไม่ทราบเหตุและตรวจภายหลังพบว่าเป็นจากโอมิครอน เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำเลยเตือนว่าให้เตรียมตัวไว้ก่อน"
รศ.ดร.นิพัฒน์ ประเมินว่าในสัปดาห์ที่ 48 ของปีนี้ ยอดผู้เสียชีวิตรายวันจะเพิ่มจาก 10 คนในปัจจุบัน เป็น 15 คน เหมือนที่เกิดขึ้นเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Getty Images
"ตอนนี้การควบคุมโรคดูเหมือนภาครัฐปล่อยให้อยู่ในมือประชาชนเองก่อน คือให้ดูแลตัวเอง ระวังใส่หน้ากาก เวลาไปในสถานที่สาธารณะ หลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยง ไม่รวมตัวกันจำนวนมาก ตรงนี้เป็นหน้าที่พวกเรา ว่าต้องช่วยลดการระบาดเวฟย่อยได้อย่างไร เพราะเดี๋ยวจะไปเจอวันหยุดยาวเดือนธันวาคม ช่วงละสามวัน ดีไม่ดีจะลุกลามช่วงก่อนปีใหม่ ถ้าคุมไม่ดี อาจทำให้แผนกิจกรรมที่วางไว้ในช่วงปีใหม่ จะไม่ได้ทำ" รศ.นพ.นิธิพัฒน์ กล่าว
เมื่อไม่กี่วันก่อน กรมควบคุมโรคออกมาขอความร่วมมือประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ซึ่งหมายถึงผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มผู่ป่วย 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ให้มาฉีดวัคซีนเข็มใหม่หลังรับเช็มล่าสุดนานเกิน 4 เดือนขึ้นไป
รศ.ดร.นิธิพัฒน์ ยังห่วงว่าตัวเลขผู้ฉีดวัคซีนเข็มที่สามเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละเพียงประมาณ 3,000 เข็ม ซึ่งอาจเป็นเพราะคนเห็นว่าโรคระบาดเริ่มซาลง ไม่รุนแรง ผู้สูงอายุฉีดแล้วมีปัญหา จึงทำให้ความนิยมในการฉีดวัคซีนลดลง ดังนั้นจึงต้องเพิ่มจุดบริการฉีดวัคซีน ขยายเวลา เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเปราบางมากที่สุด
"แม้จะเป็นวัคซีนเวอร์ชั่นเก่าไม่ใช่สูตรใหม่ที่เรียกว่า bivalent ที่ให้ภูมิที่ยับยั้งไวรัสสายพันธุ์กลุ่มโอมิครอนได้มากกว่า กลุ่มที่กระตุ้นด้วยวัคซีนสูตรเก่า โดยเฉพาะไวรัสกลุ่ม BA.4/BA.5 แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ฉีด"
เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน กระทรวงสาธารณสุขระบุว่าได้เร่งรณรงค์ฉีดวัคซีนโควิด 19 มีเป้าหมายไม่น้อยกว่า 2 ล้านโดส ภายในเดือนธันวาคม 2565 โดยยอมรับว่าภาพรวมการฉีดวัคซีนยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้












