"ถ้าได้ออกไปทำงานข้างนอกค่าย หัวใจของเราจะได้เป็นอิสระ" ฟังเสียงรอบด้านต่อนโยบายปลดล็อกให้ผู้หนีภัยเมียนมาทำงานนอกค่ายได้

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

    • Author, ปวีณา นิลบุตร
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

"ฉันไม่เคยเดินทางออกไปทำงานข้างนอก แต่เมื่อพวกเขา [นายจ้าง] มาเรียกตัวพวกเรา ฉันจะได้ออกไปทำงานเพราะว่าครอบครัวฉันต้องการอาหารมาจุนเจือครอบครัว" มามาอู (นามสมมติ) หนึ่งในผู้หนีภัยชาวเมียนมาวัย 34 ปี ที่อาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิงบ้านแม่หละ จ.ตาก บอกกับบีบีซีไทย

นี่คือเสียงสะท้อนของหญิงชาวเมียนมาต่อนโยบายของรัฐบาลไทยที่อนุญาตผู้หนีภัยให้สามารถออกมาทำงานนอกศูนย์พักพิงได้ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค. นี้ และนั่นทำให้มามาอู ผู้ที่อาศัยอยู่ในค่ายแม่หละมานานกว่า 21 ปี บอกว่าเหมือนกับ "เป็นอิสระ"

"เราอยู่ในค่ายนี้มานานมาก ถ้าพวกเขาให้โอกาสเราได้ออกไปทำงานข้างนอก หัวใจของเราจะได้เป็นอิสระ... เราจะได้หาอาหารกิน ทำสิ่งที่เราอยากทำ ไปที่ ๆ เราอยากไป" มามาอู บอก

"ฉันจะได้เห็นรถ เห็นตึก เห็นผู้คน มันคงจะมีอาหารดี ๆ ให้เรากิน [นอกค่าย]" เธอเสริม

อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวไม่ได้มอบอิสรภาพให้กับผู้หนีภัยชาวเมียนมาอย่างไม่มีข้อจำกัด

นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย บอกกับบีบีซีไทยว่า มีเพียงผู้หนีภัยราว 40,000 รายเท่านั้นที่จะได้ออกมาทำงานนอกค่าย และพวกเขาก็ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนตามใจชอบได้ เพื่อป้องกันการหลบหนี และเมื่อประเทศที่สามเปิดรับ พวกเขาจะได้ย้ายถิ่นฐานไปได้

"สมมติผมเอาคุณไปอยู่ระยองสามเดือน พอหมดสัญญาฤดูเก็บเกี่ยวผมก็ต้องส่งตัวคืนกลับศูนย์ฯ นายอำเภอก็จะเพิกถอนหนังสือเดินทางออกนอกศูนย์ฯ" นายชำนาญวิทย์ ระบุ

หากมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้ว อะไรคือนัยสำคัญต่อผู้หนีภัยชาวเมียนมาและต่อไทย ขณะที่ประเทศต้นทางยังกลับไม่ได้ และประเทศที่สามยังไม่ตอบรับให้เดินทางไป ?

แนวคิดนโยบายที่ได้รับคำชื่นชมจากยูเอ็นมาจากอะไร ?

บีบีซีไทยสอบถามนายชำนาญวิทย์ ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ของกระทรวงมหาดไทย ถึงเบื้องหลังของแนวคิดการอนุญาตผู้หนีภัยให้ออกมาทำงานนอกค่าย เขาอธิบายว่า ประเทศไทยมีการประเมินอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเรื่องผลกระทบจากผู้หนีภัยชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ในค่ายพักพิงชั่วคราวจำนวน 9 แห่งในไทย

"วันนี้เรารับอยู่ประเทศเดียวคือ [ผู้หนีภัยค่ายพักพิง] 77,000 คน ซึ่งจะเห็นภาระประเทศไทยว่าเรามีเพื่อนบ้านรอบด้านที่ทะลักเข้ามาทั้งตะวันตกตะวันออก ประกอบกับวันนี้ทั่วโลกก็มีประเทศที่พรมแดนติดกันแล้วทะเลาะกัน มีการเคลื่อนย้ายของประชากร ทำให้หลายประเทศที่เคยสนับสนุนเรา เขาก็เอาเงินไปสนับสนุนประเทศของเขา มันทำให้กองทุนการช่วยเหลือของเราตอนนี้ขาด" นายชำนาญวิทย์ ระบุ

เขาย้ำด้วยว่าการอนุญาตผู้หนีภัยออกมาทำงานนอกค่ายฯ ครั้งนี้เป็นการ "เขยิบ" สิทธิของผู้หนีภัยเพื่อให้พวกเขาช่วยเหลือดูตัวเองได้บ้าง ระหว่างรอการย้ายถิ่นฐานไปประเทศที่สาม

"คนเราอยู่ในศูนย์อย่างเดียวมันเพียงพอไหม มันไม่พอ มันมีธุระประปราย เช่นเจ็บป่วยหรืออยากทำมาหากิน นั่นคือเหตุที่รัฐบาลมองว่าถ้ากำหนดให้พวกเขาอยู่แล้วอยู่เฉย ๆ เราก็มีปัญหาเรื่องค่าเลี้ยงดู ก็เลยเป็นที่มา [ของนโยบายอนุญาตให้ออกไปทำงาน]" นายชำนาญวิทย์อธิบาย

ปัจจุบัน ผู้หนีภัยที่อาศัยอยู่ในค่ายอพยพทั้งเก้าแห่งมีจำนวนราว 77,000 ราย มีกลุ่มที่อยู่ในวัยแรงงานตามกฎหมายแรงงาน คืออายุตั้งแต่ 18-60 ปี ราว 40,000 ราย และอีกกว่า 30,000 รายเป็นคนชรา กลุ่มเปราะบาง และเยาวชน ตามเอกสารของกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ จากข้อมูลขององค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch - HRW) ระบุว่า ผู้หนีภัยที่อยู่ตามค่ายเหล่านี้มีจำนวนกว่า 107,000 ราย ณ เดือน ส.ค. ที่ผ่านมา

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ออกแถลงการณ์ชื่นชมมติ ครม. อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยที่พำนักในประเทศไทยเป็นเวลานาน ได้รับสิทธิในการทำงานอย่างถูกกฎหมายในประเทศ เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติชื่นชมว่า มาตรการนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่สำคัญ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์การพลัดถิ่นที่ยืดเยื้อของประชาชนราว 81,000 คน ซึ่งพักพิงอยู่ตามพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ ตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมา โดยที่ผ่านมา ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต้องอยู่โดยพึ่งพาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตลอด ทั้งนี้ 47% ของประชากรในพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ เกิดและเติบโตในค่ายเหล่านี้

"ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยได้ใช้ศักยภาพของตนเอง ไทยไม่เพียงแต่ยึดมั่นในหลักการด้านมนุษยธรรม แต่ยังเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตของประเทศ" แทมมี ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ UNHCR ระบุ

ครอบครัวผู้หนีภัยชาวเมียนมา ในค่ายพักพิงแห่งหนึ่งเมื่อปี 2566
คำบรรยายภาพ, ครอบครัวผู้หนีภัยชาวเมียนมา ในค่ายพักพิงแห่งหนึ่งเมื่อปี 2566

รองปลัดกระทรวงมหาดไทยเผยด้วยว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ผู้หนีภัยที่แสดงความประสงค์กลับประเทศต้นทางและเมียนมาได้รับไปมีเพียง 1,000 กว่าราย ขณะที่ก็มีอีกกว่า 15 ประเทศที่มีนโยบายรับผู้ลี้ภัย ที่ได้รับบุคคลเหล่านี้ไปแล้ว

แต่นายชำนาญวิทย์ก็บอกด้วยว่า "สหรัฐฯ รับไปค่อนข้างเยอะกว่าประเทศอื่น ๆ"

เขาเสริมว่าความตั้งใจของกระทรวงมหาดไทยคือการปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวเหล่านี้ เพราะหากประเทศที่สามไม่ได้รับคนเหล่านี้ไปและไทยถูกตัดเงินช่วยเหลือ "ภาระจะตกอยู่ที่ประเทศไทยเต็ม ๆ" โดยหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ออกคำสั่งระงับเงินช่วยเหลือต่างประเทศ นั่นก็ทำให้ประเทศไทย "ต้องช่วยเหลือตัวเองแล้ว"

นอกจากนี้ ความรุนแรงชายแดนไทย-กัมพูชา ยังส่งผลให้แรงงานชาวกัมพูชาเดินทางออกนอกประเทศไทยไปเป็นจำนวนมาก

ไทยเคยมีแรงงานกัมพูชาในประเทศทั้งหมดมากกว่า 500,000 ราย ในเดือน มิ.ย. 2568 แต่ รายงานสถานการณ์แรงงานกัมพูชาของเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group - MWG) ระบุว่า แรงงานชาวกัมพูชาทยอยกลับประเทศตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา หลังเกิดปัญหาความรุนแรงชายแดน โดยวันที่ 27 ก.ค. วันเดียวมีแรงงานเดินทางกลับประมาณ 100,000 คน

"อย่างน้อย [ผู้หนีภัยจากในค่ายพักพิง] 40,000 กว่าคนก็น่าจะมาบรรเทาได้ในเรื่องของการทดแทนแรงงานชั่วคราว เช่นแรงงานตามฤดูกาล เก็บผักผลไม้ ซึ่งรัฐบาลก็เร่งออกประกาศฉบับนี้เพื่อมาชดเชยแรงงานเกษตรที่ทางกัมพูชาได้ทยอยกลับไป" นายชำนาญวิทย์ ระบุ

ผู้หนีภัยนับวันรอนายจ้างมาเรียกตัว

"ก่อนหน้านี้เราไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอก เราทำได้แค่ไปหาบ้านหลังอื่น ๆ [ในค่าย] แล้วก็กลับ แต่ถ้าเราได้ออกไปนอกค่ายเราจะได้เห็นที่ต่าง ๆ เราจะได้เป็นอิสระ" มามาอู กล่าว

ก่อนหน้านี้เธอเคยออกไปทำงานเก็บผักบริเวณภายนอกค่ายแม่หละ โดยออกจากค่ายไปตอนเช้า และกลับมาภายในวันเดียวกัน เธอได้รับค่าตอบแทนวันละราว 50 บาท

ค่าตอบแทนที่น้อยนิดไม่เพียงพอต่อการดูแลสมาชิกครอบครัว 5 คน ซึ่งเป็นเด็กเล็กสองคนและผู้สูงอายุที่ป่วยอีกหนึ่งราย

ดังนั้น แค่เพียงความคิดที่ว่าเธอจะได้ออกไปทำงานนอกค่ายและได้รับรายได้เพิ่ม ก็ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แม้มามาอูจะยังไม่ทราบว่าจะได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่

"พวกเขายังไม่ได้บอก [เรื่องค่าตอบแทน] แต่เราน่าจะได้ไปทำงานที่ไม่ใช่แค่ในอำเภอแม่สอด แต่เป็นพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดตาก"

ผู้หนีภัยชาวเมียนมาที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยบอกว่า เธอรอคอยนายจ้างมาเรียกตัวไปทำงาน (ภาพนี้ถ่ายเมื่อปี 2566)
คำบรรยายภาพ, ผู้หนีภัยชาวเมียนมาที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยบอกว่า เธอรอคอยนายจ้างมาเรียกตัวไปทำงาน (ภาพนี้ถ่ายเมื่อปี 2566)

อย่างไรก็ตาม มามาอูรู้สึกเสียดายที่ลูกสาวทั้งสองของเธอจะไม่ได้ออกไปนอกค่ายด้วย เพราะอายุยังไม่ถึงวัยทำงาน ไม่เข้าเกณฑ์ผู้ได้รับอนุญาตให้ออกนอกค่าย

"ในทุก ๆ เช้าลูกของฉันขอให้พาไป อ.แม่สอด ลูกอยากเห็นรถและถามฉันตลอดเลย ฉันเลยต้องโชว์รูปภาพให้ลูก ๆ ดู" มามาอู เล่าพร้อมหัวเราะออกมา

เธอบอกด้วยว่าเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่มาสอบถามว่าเธออยากทำอาชีพอะไร และมีทักษะอะไร โดยเธอแจ้งเจ้าหน้าที่ไปว่า เธออยากทำงานในภาคเกษตร หรืองานในร้านอาหาร

"ฉันไม่แน่ใจว่าจะเลือกงานไหน เพราะฉันไม่เคยออกไปนอกค่ายและลองทำมัน แต่ฉันคิดว่าเจ้าหน้าที่คงพาฉันออกไปทำงานเก็บผักให้คนไทยที่ต้องการพวกเรา" มามาอู กล่าว

นายชำนาญวิทย์บอกบีบีซีไทยว่า กรมการจัดหางานจะเป็นผู้รับความต้องการมาจากนายจ้างว่าต้องการแรงงานจำนวนกี่ราย และจับคู่ความต้องการนั้นกับแรงงานในค่ายที่มีทักษะพอทำงานนั้น ๆ

"แรงงานที่อยู่ในศูนย์ฯ เขาไม่รู้หรอกว่าใครต้องการเขา หากคิดตามหลักความเป็นจริง ดังนั้นทางกรมการจัดหางานต้องมีรายการความต้องการ และเขาต้องดูว่าคน 40,000 คนเก่งอะไรด้วย" นายชำนาญวิทย์ อธิบาย

"เมื่อภาคผู้ประกอบการเขามาหากรมการจัดหางาน เขาก็จะมาดูในลิสต์ แล้วก็เป็นเหมือนการเอานายจ้างไปพบปะกับแรงงาน เพราะผู้หนีภัยอยู่ในศูนย์เขาออกมาไม่ได้" เขาเสริม

ภาพภายในบ้านผู้หนีภัยชาวเมียนมาในค่ายพักพิงแห่งหนึ่ง เมื่อปี 2566

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ภาพภายในบ้านผู้หนีภัยชาวเมียนมาในค่ายพักพิงแห่งหนึ่ง เมื่อปี 2566

เสียงเห็นต่างจากผู้หนีภัย เหตุใดไม่เลือกออกไปทำงานนอกค่ายฯ

"งานของผมอยู่ในโรงเรียน ฉะนั้นผมจะออกไปหางานทำนอกค่ายพักพิงได้อย่างไร ถ้าผมได้งานข้างนอก ผมก็ต้องจากโรงเรียนในค่ายไป" ครูใหญ่ของโรงเรียนในค่ายผู้หนีภัยชั่วคราวแม่หละ (ไม่ประสงค์ออกนาม) บอกกับบีบีซีไทย

ปัจจุบันโรงเรียนของเขามีนักเรียน 700 คน แบ่งเป็นนักเรียนที่พักในบ้านพักของตัวเอง 300 คน และอีก 400 คนพักในหอพักโรงเรียน โดยโรงเรียนได้รับความช่วยเหลือจากองค์การสหประชาชาติ แต่ความช่วยเหลือนั้นก็ลดลงไปตั้งแต่เดือน ส.ค. 2568 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายระงับความช่วยเหลือของทรัมป์

ครูใหญ่รายนี้ ซึ่งทำงานในโรงเรียนมานานกว่า 10 ปี บอกด้วยว่าอีกสาเหตุหนึ่งที่เขาไม่ได้ออกไปทำงานนอกค่าย ก็เพราะเขาไม่มีใบรับรองสถานะให้อยู่ในประเทศไทย ที่ทางการไทยเคยขึ้นทะเบียนไว้เมื่อปี 2527 เนื่องจากเขาเข้าประเทศไทยมาหลังจากนั้นเมื่อปี 2548

"เราก็เลยกำหนดให้คนต่างด้าวที่กรมการปกครองได้จัดทำทะเบียนไว้แล้วไม่ใช่คนจากที่อื่นที่เข้ามา ต้องเป็นคนที่เราจัดทะเบียนไว้ตั้งแต่ปี 2527 [จึงจะออกไปทำงานนอกค่ายฯ ได้]... ถ้าเข้ามาไทยแบบไร้หลักฐานมันผิดกฎหมายคนเข้าเมือง ต้องถูกจับดำเนินคดี" นายชำนาญวิทย์ ระบุ

ดังนั้น ความหวังของครูใหญ่รายนี้คือการได้กลับประเทศต้นทาง และย้ายโรงเรียนกลับไปเมียนมา เมื่อ "ประเทศเมียนมาสถานการณ์ดีขึ้น" แต่เขา "ก็ไม่รู้ว่านั่นจะเกิดขึ้นเมื่อใด"

ภาพโรงเรียนภายในค่ายผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่งตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา เมื่อปี 2566
คำบรรยายภาพ, ภาพโรงเรียนภายในค่ายผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่งตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา เมื่อปี 2566

ด้านสามีของมามาอู วัย 40 ปี ที่ทำอาชีพครูในโรงเรียนแห่งนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งผู้หนีภัยที่จะไม่ออกไปทำงานนอกค่าย แม้เขาจะเข้าเกณฑ์ได้รับการอนุญาตก็ตาม เพราะโรงเรียนที่เขาสอนมีครูเพียง 40 คนเท่านั้น

เมื่อบีบีซีไทยสอบถามครูใหญ่ เรื่องการให้คุณครูในโรงเรียนออกไปทำงานนอกค่าย เขาบอกว่า "ถ้าคุณครูออกไป เราก็จะไม่เหลือครูที่จะสอน และนั่นจะทำให้เกิดปัญหา"

แต่เขาก็ยืนยันว่า หากคุณครูเหล่านี้ "มุ่งมั่น" ที่จะออกไปทำงานนอกค่ายจริง ๆ เพื่อหาเงินเสริม "เราก็รั้งพวกเขาไว้ไม่ได้"

ปัจจุบัน คุณครูเหล่านี้ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 3,000 บาท จากการสอนหนังสือในค่ายแม่หละ

มองอนาคตของนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนในไทย

นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่าทัศนคติของคนไทยต่อผู้หนีภัยเป็นหนึ่งในความท้าทายของการผลักดันนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน

ที่มาของภาพ, Paweena Ninbut/BBC

คำบรรยายภาพ, นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่าทัศนคติของคนไทยต่อผู้หนีภัยเป็นหนึ่งในความท้าทายของการผลักดันนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน

บีบีซีไทยสอบถามรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาศักยภาพแรงงานผู้หนีภัยในค่ายเหล่านี้ เนื่องจากพวกเขาอยู่ในค่ายเป็นระยะเวลานานและอาจไม่สามารถทำงานที่ต้องใช้ทักษะสูงได้ เขากล่าวว่าทางการได้มีการ "คุย ๆ กันอยู่บ้าง" ในเรื่องนี้

"งานไร้ฝีมือง่าย สอนวันต่อวันก็จบ แต่บางทีนายจ้างต้องการคนที่มีทักษะ และก็เป็นเรื่องที่กรมการจัดหางานก็อาจจะจัดคนมาฝึกอบรม" เขาอธิบาย

นอกจากนี้ เขายืนยันด้วยว่าการทำงานเพื่อปรับทัศนคติของคนในสังคม รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐ ก็เป็นเรื่องที่ต้องถูกผลักดันต่อเนื่อง

นายชาญวิทย์ยอมรับด้วยว่าทัศนคติของประชาชนต่อผู้หนีภัยก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การผลักดันนโยบายต่าง ๆ ทำได้ไม่รวดเร็วนัก เพราะผู้หนีภัยเหล่านี้ได้เข้ามาประเทศไทยเกินกว่า 40 ปีแล้ว

"การบริหารจัดการบนความรู้สึกของคนไทย รักษาความสมดุลของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ... มันหลายสิ่งที่ต้องรักษาสมดุล มันใช้เวลาและทัศนคติของเจ้าหน้าที่ด้วย"

ทั้งนี้ เขายืนยันว่าประเทศไทยจะพยายามผลักดันเรื่องสิทธิมนุษยชนต่อไปแม้จะมีข้อจำกัดก็ตาม

"เราพยายามทำ แม้เราจะมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นประเทศไทยเราไม่ได้ร่ำรวย เพราะหลักสิทธิมนุษยชนมันสำหรับคนรวยที่มองเห็นเมตตาธรรมคุณธรรม... มันต้องสำหรับคนที่พร้อม"