“ขอให้ฮามาสปล่อยตัวพ่อตี๋กลับมาไว ๆ” คำอธิษฐานจากลูกตัวประกันชาวไทยที่ถูกลักพาตัวไปกว่า 4 เดือน

ที่มาของภาพ, HANDOUT/ครอบครัวศรีอ้วน
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า มีตัวประกันชาวไทยอีก 8 คนที่ถูกลักพาตัวเข้าไปในพื้นที่ฉนวนกาซาและยังรอความช่วยเหลือให้กลับมายังประเทศไทย ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่าพยายามทุกทางเพื่อผลักดันให้เกิดการปล่อยตัวประกันชาวไทยเหล่านี้ ขณะที่ผู้นำคณะเจรจากับตัวแทนกลุ่มฮามาสบอกว่าสัญญาณการพูดคุยไม่ดีนัก
ท่ามกลามการรอคอยอันยาวนานกว่า 4 เดือน หลังสงครามอิสราเอล-ฮามาสเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ปีก่อน บีบีซีไทยเดินทางไปยัง จ.อุดรธานี เพื่อพูดคุยกับครอบครัวศรีอ้วน ซึ่งยังคงรอคอยการกลับมาของ วัชระ ศรีอ้วน ลูกชายคนโต ผู้เป็นเสาหลักของครอบครัวและเป็นพ่อของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ ที่อธิษฐานต่อพระเจ้าขอให้กลุ่มฮามาสปล่อยตัวพ่อของเธอออกมาโดยเร็ว
“ขอให้พระเจ้าคุ้มครองลูกหลาน ให้เขาได้กลับบ้าน”
บ้านไม้กึ่งปูน 2 ชั้นที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนาและไร่มันสำปะหลังใน ต.ท่าลี่ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี คือบ้านของพ่อแม่ตัวประกันไทยในกาซา
พวกเขายังรอคอยการกลับมาของ วัชระ ศรีอ้วน หรือ ตี๋ ลูกชายคนโตวัย 32 ปี หลังเวลาผ่านไปกว่า 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่กลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566
บนชั้นสองของบ้าน วิวแวว ศรีอ้วน วัย 52 ปี ผู้เป็นแม่ กำลังนั่งคุกเข่าต่อหน้าไม้กางเขนที่ตรึงอยู่กับฝาบ้าน
“ขอให้พระเจ้าคุ้มครองลูกหลาน ให้เขาได้กลับบ้าน” แม่ของวัชระอธิษฐานต่อพระเจ้า
วัชระพร้อมกับน้องชายเดินทางไปทำงานในภาคการเกษตรที่ประเทศอิสราเอลได้ 3 ปีแล้ว โดยสมัครผ่านกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน แต่ทั้งคู่ได้ที่ทำงานคนละภาค โดยน้องชายได้งานบริเวณภาคเหนือของอิสราเอล ขณะที่ตี๋ได้ทำงานทางภาคใต้ใกล้กับชายแดนกาซา
ที่ทำงานล่าสุดของตี๋ คือ คิบบุตซ์นีร์ ออซ (Nir Oz) ซึ่งอยู่ห่างจากพรมแดนฉนวนกาซาประมาณ 3 กิโลเมตร และมีแรงงานหลายสัญชาติรวมกันกว่า 400 คน
วันที่กลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 7 ต.ค. พบว่ามีกองกำลังประมาณ 100 กว่าคนเข้าโจมตีคิบบุตซ์แห่งนี้ ส่งผลให้มีเด็ก ผู้หญิง คนชรา และแรงงานเสียชีวิตรวมกัน 46 คน ในจำนวนนี้เป็นคนไทย 11 คน
นอกจากนี้ ยังมีผู้ถูกลักพาตัวเข้าไปในฉนวนกาซาจำนวน 71 คน เป็นผู้มีสัญชาติไทย 5 คน โดยหนึ่งในนั้นคือ ตี๋ วัชระ
“เราไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดเหตุอะไรแบบนี้ ลูกชายเคยเล่าให้ฟังว่าที่คิบบุตซ์มีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ต้องมีบัตรเท่านั้นถึงจะเข้ามาได้ นาน ๆ ก็ได้ยินเสียงยิงข้ามฝั่งมา แต่เขา [อิสราเอล] มีระบบป้องกันที่ดีไง ลูกก็บอกว่าไม่มีอะไร เขารบกัน เราไม่เกี่ยว” แม่ของวัชระเล่าเรื่องที่ได้ฟังจากคำบอกเล่าของลูกชายเมื่อนานมาแล้วให้บีบีซีไทยฟัง
ลูกชายยังเคยบอกด้วยว่า หากเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็สามารถเข้าไปซ่อนตัวในหลุมหลบภัยซึ่งเป็นป้อมปราการคอนกรีตแน่นหนา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันได้
“เราก็มั่นใจไง ว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นกับลูกเรา ก็เขาบอกมาแบบนี้” แม่ของวัชระ กล่าวกับบีบีซีไทย

จากสถิติของกระทรวงแรงงานเมื่อปี 2566 ระบุว่า มีแรงงานไทยในอิสราเอลประมาณ 25,000 คน โดยแรงงานจาก จ.อุดรธานี ถือว่ามีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
ทั้งตี๋และน้องชายต่างเดินทางไปทำงานในต่างประเทศด้วยเหตุผลเดียวกัน นั่นคือต้องการเงินมาใช้หนี้ให้พ่อแม่ซึ่งมีภาระผูกพันอยู่กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวนกว่า 400,000 บาท และเล็งเห็นว่างานในต่างประเทศให้ค่าจ้างที่ดีกว่าไทย เนื่องจากไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้ชายซึ่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะสามารถทำงานรับจ้างทั่วไปแล้วได้เงินค่าจ้างหลักหมื่นในไทย ขณะที่การทำนาที่บ้านก็ดูเอาแน่เอานอนไม่ได้ และมีแนวโน้มว่าจะสร้างหนี้สินให้เพิ่มพูนมากขึ้น
การติดต่อครั้งสุดท้าย
วัชระฝากลูกสาววัย 8 ปีที่ชื่อเล่นว่า หนูดี หรือ ด.ญ.ไอรดา ศรีอ้วน ไว้กับพ่อแม่ที่ จ.อุดรธานี หากไม่เกิดเหตุการณ์การโจมตีเมื่อเดือน ต.ค. 2566 ทั้งหมดจะได้อยู่พร้อมหน้ากันในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เพราะตี๋มีแผนกลับมาพักที่บ้านเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและลูกสาว
วิวแวว บอกว่าลูกชายคนโตเป็นคนเงียบขรึม พูดไม่เก่ง ครั้งสุดท้ายที่ได้พูดคุยกันคือวันที่ 19 ก.ย. 2566 ซึ่งเป็นวันเกิดของเธอ
“ก่อนหน้านั้นก็โทรมาหาวันแม่ วันที่ 12 สิงหาคม โทรมาบอกว่าขอให้แม่แข็งแรง แล้วก็เปิดวิดีโอคอล พอเห็นก็ยังพูดว่าแม่แก่จัง” แม่ของวัชระพยายามกลั้นน้ำตาเมื่อเล่าถึงลูกชาย
พวกเขาไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย จนกระทั่งวันที่ 6 ต.ค. 2566 แม่ของวัชระได้โทรไปเพื่อจะถามเรื่องการซื้อที่ดินแถวบ้าน แต่วัชระไม่ได้รับโทรศัพท์
ครอบครัวที่ จ.อุดรธานี มาทราบข่าวเหตุการณ์โจมตีของกลุ่มฮามาสในวันอาทิตย์ช่วงบ่าย หลังเสร็จสิ้นพิธีกรรมทางศาสนาประจำสัปดาห์ที่โบสถ์ พวกเขาพยายามติดต่อลูกชายทั้ง 2 คนที่อยู่อิสราเอล แต่ไม่สามารถติดต่อใครได้เนื่องจากทางนั้นตัดสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตชั่วคราว
“พอติดต่อลูกชายคนเล็กได้ ก็รีบถามว่าติดต่อพี่ชายได้ไหม ลูกก็บอกเขาตัดสัญญาณ ตี๋ไม่เป็นอะไรหรอก คงไปหลบอยู่นั่นแหละ” แม่ของตี๋เล่าย้อนกลับไปในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ที่ครอบครัวติดต่อตี๋ไม่ได้ และพยายามสอบถามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ผ่านลูกชายคนเล็กที่ทำงานอยู่ทางเหนือของอิสราเอล
“เขารบกันหนักอยู่ แม่ก็เผื่อใจได้บ้างนะ แต่ถ้ามีอะไรรุนแรงเขาต้องแจ้งบ้านเราแล้ว แต่เขายังไม่ได้แจ้งอะไร แสดงว่าไม่ได้เป็นอะไร” นายวีรโชติ ศรีอ้วน หรือ รุต ลูกชายคนเล็กพยายามปลอบใจแม่ผ่านโทรศัพท์ทางไกล แต่วิวแววเพิ่งเห็นรายงานข่าวว่ากองกำลังติดอาวุธเข้าไปยิงคนในคิบบุตซ์ถึงหลุมหลบภัย จึงยังไม่หายกังวลใจและถามกลับลูกชายคนเล็กว่า “เขาเปิดเข้าไปยิงในหลุมหลบภัยนะรุต แล้วมันจะปลอดภัยไหม ?” ซึ่งลูกชายก็ยังยืนยันว่าหลุมหลบภัยสามารถปกป้องคนด้านในได้

หลังเหตุการณ์โจมตีเกือบเดือน รัตนา ศรีอ้วน ผู้มีศักดิ์เป็นน้าของตี๋และรุต ได้รับคลิปวิดีโอจากคนรู้จักที่เป็นแรงงานไทยในอิสราเอล แสดงให้เห็นศพจำนวนมากถูกยิงนอนกองรวมกันอยู่ภายในห้องซึ่งอยู่ภายในคิบบุตซ์นีร์ ออส
“ช่วงนั้นไม่มีรายชื่อหลานของเราเลยนะ ทั้งคนเป็นคนตาย เป็นเวลาเกือบเดือน” รัตนาบอกกับบีบีซีไทย “นายจ้าง [ของวัชระ] ก็ถูกยิงตาย แล้วเราจะติดต่อใครได้”
พวกเขาพยายามพิจารณาว่าผู้เสียชีวิตมีวัชระรวมอยู่ด้วยหรือไม่ และพบศพหนึ่งที่ใส่เสื้อสีแดงคล้ายเสื้อที่ลูกชายคนโตสวมใส่ประจำ ในตอนแรกครอบครัวศรีอ้วนคิดว่าสูญเสียลูกชายจากเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ไปแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าแขนซ้ายของศพไม่มีสายรัดข้อมือสีดำที่วัชระสวมใส่เป็นประจำ ก็ทำให้ครอบครัวยังมีความหวัง
“เราก็ให้กำลังใจพี่ [หมายถึงพ่อและแม่ของวัชระ] ว่าตี๋ยังไม่ตายนะ” รัตนาพยายามเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ยิ่งเราเห็นคลิปที่เพื่อน [ของตี๋] โดนยิง เราก็รับไม่ได้นะ ดูแล้วก็ร้องไห้ ตอนที่เขานำศพคนไทยกลับบ้าน พอเราดู เราก็ร้องไห้ตามเขา สงสารเขา ขนาดเราไม่ใช่ญาติพี่น้อง”
“เราสะเทือนใจ เราไม่อยากให้มีสงคราม แล้วครั้งนี้คนไทยก็ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ทำไมต้องมาเจอเรื่องร้าย ๆ อย่างนี้” รัตนาพูดกับบีบีซีไทยพร้อมน้ำตา
ต่อมาไม่นาน ครอบครัวศรีอ้วนได้รับการยืนยันจากหลายแหล่งว่าวัชระอยู่ในรายชื่อตัวประกันคนไทย
เมื่ออิสราเอลและฮามาสประกาศหยุดยิงชั่วคราวระหว่างวันที่ 24 - 30 พ.ย. 2566 ภายใต้ข้อตกลงว่าจะแลกเปลี่ยนตัวประกันในกาซากับนักโทษชาวปาเลสไตน์ที่อิสราเอลควบคุมตัวไว้ ก็พบว่ามีคนไทยจำนวน 23 คนได้รับการปล่อยตัวออกมาในช่วงเวลาเดียวกันโดยไม่เกี่ยวข้องกับข้อตกการหยุดยิงชั่วคราว
นี่เป็นอีกครั้งที่ครอบครัวศรีอ้วนต้องผิดหวัง เมื่อไม่พบว่าวัชระอยู่ในรายชื่อตัวประกันคนไทยชุดดังกล่าวที่ได้รับการปล่อยตัว
ตลอดช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ต่อม ศรีอ้วน วัย 57 ปี พ่อของวัชระซึ่งมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ล้มป่วยและมีอาการทรุดลงจนต้องเข้าโรงพยาบาลถึง 3 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่าน
“ก็เครียด กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เป็นห่วงลูกมาก มีอยู่วันหนึ่ง อยู่ ๆ พ่อเขาก็เพ้อ หมดสติ ตะโกนว่า ปล่อยลูกกู ปล่อยลูกกู” วิวแววผู้เป็นภรรยาบอกกับบีบีซีไทย
ต่อมาแพทย์วินิจฉัยว่าพ่อของวัชระมีอาการเส้นเลือดในสมองตีบ คาดว่าความเครียดและความกังวลเกี่ยวกับลูกชายคนโตที่ถูกจับเป็นตัวประกันคือสาเหตุหนึ่งของอาการนี้
วิวแววไม่ปฏิเสธว่าเธอต้องใช้ความเข้มแข็งทั้งหมดที่มี เพื่อให้ตัวเธอและครอบครัวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไป โดยเธอบอกว่า “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพระเจ้า ตอนนี้ความเข้มแข็งทั้งหมดได้จากพระเจ้า”
“ก็พยายามให้กำลังใจกันว่าเรายังมีลูกชายคนเล็ก มีหลาน ๆ มีคนอื่นในครอบครัวอีกนะ ไม่ได้มีแค่ตี๋คนเดียว พวกเราต้องอยู่กันให้ได้” แม่ของวัชระกล่าว

ที่มาของภาพ, Handout/ครอบครัวศรีอ้วน

ที่มาของภาพ, Handout/ครอบครัวศรีอ้วน
“ความเงียบ” ท่ามกลางสัญญาณการเจรจาที่ “ไม่ดีเลย”
บีบีซีไทยถามวิวแววว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อะไรคือสิ่งที่บั่นทอนกำลังใจและความเข้มแข็งมากที่สุด
“ความเงียบ” เธอตอบ “ไม่มีข่าวคราวจากใครเลยว่าลูกเป็นอย่างไร จะได้ปล่อยตัวไหม การเจรจาขอปล่อยตัวประกันไทยไปถึงไหนแล้ว” วิวแววพยายามกลั้นน้ำตาไว้เมื่อพูดถึงประเด็นนี้
ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย ระบุว่า ยังมีตัวประกันชาวไทยที่รอการช่วยเหลืออีก 8 คน
นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้นำคณะเจรจาตัวแทนกลุ่มฮามาส บอกกับบีบีซีไทยว่า การเจรจาขอปล่อยตัวประกันครั้งที่แล้ว เกิดขึ้นจากการประสานงานผ่านตัวแทนของไทยที่อยู่ในประเทศอิหร่าน ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับฝ่ายการเมืองของอิหร่าน รวมถึงตัวแทนกลุ่มฮามาสประจำกรุงเตหะราน
“ตอนนั้น เมื่อฮามาสได้รับหนังสือจากเรา เขาก็แจ้งว่าให้เราไปหาเขาได้เลย นัดกันวันที่ 26 ต.ค. ปีที่แล้ว ก็ได้เจอกันเป็นเวลา 2 ชั่วโมง” ผู้นำคณะเจรจาตัวแทนกลุ่มฮามาสเล่าย้อนถึงบรรยากาศการเจรจาครั้งแรกกับแกนนำกลุ่มฮามาส ซึ่งในเวลาต่อมาทางตัวแทนกลุ่มฮามาสยินดีปล่อยตัวประกันคนไทย เนื่องจากมองว่าไม่ใช่คู่กรณี แต่จะปล่อยตัวได้ก็ต่อเมื่อมีการหยุดยิงชั่วคราว เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อตัวประกัน
เมื่อบีบีซีไทยถามว่ามีแนวโน้มหรือสัญญาณที่ดีสำหรับการเจรจาขอปล่อยตัวประกันคนไทยที่เหลือหรือไม่ นายอารีเพ็ญบอกว่า “ไม่ดีเลย”
“ต้องบอกตรง ๆ นะครับว่า ตอนนี้เราไม่ได้ติดต่อทางฝ่ายนู้นเลยนะครับ เพื่อให้เจรจาขอปล่อยตัวประกันคนไทยทั้ง 8 คน เพราะว่าช่วงเวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่สามารถติดต่อได้ [ทั้งฮามาสและอิสราเอล] ยังมีการยิงถล่มกันทุกวันโดยไม่มีการเจรจาพูดคุย แต่ถ้ามีการหยุดยิงชั่วคราว ก็จะช่วยให้ติดต่อกับทางนู้นได้” นายอารีเพ็ญ กล่าว

ที่มาของภาพ, HANDOUT/ครอบครัวศรีอ้วน
ผู้นำคณะเจรจาตัวแทนกลุ่มฮามาสยังบอกด้วยว่า เมื่อนำรายชื่อตัวประกันคนไทยทั้ง 8 คน ส่งให้ตัวแทนกลุ่มฮามาสประจำกรุงเตหะรานดู ทางกลุ่มตอบกลับมาว่า “ไม่มีรายชื่อเหล่านี้อยู่ในความดูแลของเขา” จึงมีความเป็นไปได้ว่าตัวประกันคนไทยอาจอยู่ในมือของกองกำลังอื่น ๆ ที่ร่วมกับฮามาสเพื่อโจมตีอิสราเอลในวันที่ 7 ต.ค. ปีที่แล้ว
“ทางกลุ่มฮามาสเขาบอกว่า เขาไม่มีเจตนาและไม่มีสิทธิทำร้ายคนไม่เกี่ยวข้อง แต่ที่เกิดเหตุการณ์ฆ่ากันตาย ยิงกัน สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากกลุ่มกองกำลังที่ไม่ได้อยู่ในสายบังคับบัญชาของเขา แต่อาศัยช่วงเวลาที่มีการโจมตี” ผู้นำคณะเจรจาตัวแทนกลุ่มฮามาส กล่าว
ก่อนหน้านี้บีบีซีภาคภาษาอารบิกและบีบีซีเวริฟายพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีกองกำลังชาวปาเลสไตน์อีกอย่างน้อย 5 กลุ่มที่ร่วมเหตุโจมตีอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส
นายอารีเพ็ญยังบอกด้วยว่า การให้ตัวประกันคนไทยที่กลับมาชุดแรกสวมเสื้อธงชาติอิสราเอล ถึงแม้จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่มันได้ส่งผลให้บรรยากาศการพูดคุยกับตัวแทนกลุ่มฮามาสไม่ดีนักในเวลาต่อมา
“ส่วนหนึ่งทางเขาก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก ผมคิดว่านะ เพราะเขาปล่อยตัวมาโดยไม่มีเงื่อนไขอะไร แต่ไป ๆ มา ๆ กลับทำให้อิสราเอลกลายเป็นตัวสำคัญที่ช่วยคนไทยออกมา นี่ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาอาจไม่ค่อยพอใจ”
อย่างไรก็ตาม ผู้นำคณะเจรจาตัวแทนกลุ่มฮามาสบอกว่า ตนเองไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเขาจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือตัวประกันคนไทยทั้ง 8 คนกลับมา

ที่มาของภาพ, REUTERS
กระทรวงการต่างประเทศยืนยัน ยังติดตามช่วยเหลือคนไทยทั้ง 8 คน
ด้านนางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงสถานการณ์การช่วยเหลือตัวประกันไทยในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า กระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องของไทย และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ยังคงประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้มีการปล่อยตัวตัวประกันโดยเร็วที่สุด
“สถานการณ์การปล่อยตัวประกันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเจรจาหยุดยิงเกิดขึ้น ก็ขอให้ทราบว่าเรายังติดตามอยู่” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว พร้อมกับตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่อว่า ประเทศไทยมีจุดยืนที่หนักแน่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านมนุษยธรรม และต้องการให้เกิดการเจรจาเพื่อสันติภาพในทุกความขัดแย้ง ไม่ใช่เพียงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์เท่านั้น
“เมื่อเราพูดถึงการปล่อยตัวประกัน เราไม่ได้พูดถึงแค่ตัวประกันคนไทยเท่านั้น แต่หมายถึงตัวประกันทุกคนควรได้รับการปล่อยตัว ไม่ว่าจะมีสัญชาติอะไรก็ตาม ดังนั้น หัวใจของเราอยู่กับพวกเขา รวมถึงครอบครัวของเขา”
นางกาญจนากล่าวต่อว่า สาเหตุที่เธอพูดเช่นนี้เป็นเพราะว่าได้อ่านบทสัมภาษณ์ของญาติ ๆ ตัวประกันชาวไทยหลายคน จึงต้องการให้พวกเขารู้ว่าทางการกำลังดำเนินการอะไรอยู่
“ต้องการให้พวกเขารู้ว่า พวกเรายังไม่ลืมพวกเขา หากมีปัญหาใดหรือความกังวลใด ๆ พวกเขายังมีกงสุลไทยประจำกรุงเทลอาวีฟ หรือสามารถติดต่อมายังกระทรวงการต่างประเทศได้” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวทิ้งท้าย

ที่มาของภาพ, HANDOUT/ครอบครัวศรีอ้วน
ขอให้ฮามาสปล่อยตัวพ่อตี๋กลับมาไว ๆ
วันจันทร์ที่ 26 ก.พ. บีบีซีไทยได้รับคลิปวิดีโอสั้น ๆ จากครอบครัวศรีอ้วน เป็นภาพสมาชิกพร้อมหน้ากันในมื้อเย็นสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
“อธิษฐานขอบคุณพระเจ้าสำหรับอาหารมื้อนี้ ขอให้ทุกคนแข็งแรง ขอให้พ่อตี๋กลับมาไว ๆ... ขอให้พระเจ้าอธิษฐานกลับมาไว ๆ ขอให้ฮามาสปล่อยตัวพ่อตี๋กลับมาไว ๆ มาหาหนูดี มาหาปู่กับย่า ในนามของพระเยซูคริสตเจ้า อาเมน” หนูดี ลูกสาววัย 8 ขวบของวัชระกล่าวระหว่างนำอธิษฐานขอบคุณพระเจ้า
“เมื่อไหร่พ่อตี๋จะกลับมา” คือคำถามที่เด็กหญิงวัย 8 ขวบถามปู่กับย่าทุกวัน
วิวแวว เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า หลังเดินทางกลับจากศูนย์ราชการ จ.อุดรธานี เนื่องจากมีธุระต้องไปเดินเรื่องเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับลูกชายคนโต หลานสาววิ่งเข้ามาหาพร้อมกับพูดว่า “อ้าว นึกว่าย่าจะเซอร์ไพรส์หนูดี” เพราะเด็กหญิงเข้าใจว่าย่าไปรับพ่อของเธอ และซ่อนตัวพ่อไว้ที่รถ
“ย่าก็อยากให้พ่อหนูกลับมาเหมือนกัน ถ้าย่าได้ตัวพ่อหนูกลับมา ย่าต้องพามาหาหนูแน่นอน” คือคำตอบของวิวแววที่พยายามให้ความหวังกับหลานสาว ถึงแม้พวกเขายังไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงหรือไม่และเมื่อไรก็ตาม












